มฟน.จัดประชุมวิชาการระดับชาติ “สันติศึกษากับการสร้างสังคมแห่งสันติภาพ”

มหาวิทยาลัยฟาฏอนี จัดการประชุมวิชาการระดับชาติครั้งที่ 3 ปี 2559 เรื่อง “สันติศึกษาและการพัฒนางานวิจัยเพื่อสร้างสังคมแห่งสันติภาพ” หวังเผยแพร่งานวิจัยสู่สังคม ใช้ประโยชน์เพื่อสร้างสันติภาพบนหลักการของสันติศึกษา องค์ปาฐกชี้การพัฒนางานวิจัยที่จะสร้างสังคมแห่งสันติภาพเป็นประเด็นที่ท้าทายอย่างยิ่ง และหากท้องอิ่มและสติปัญญามี ย่อมบังเกิดสันติภาพขึ้นในสังคม

18 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยฟาฏอนี จัดการประชุมวิชาการระดับชาติครั้งที่ 3 ปี 2559 เรื่อง “สันติศึกษาและการพัฒนางานวิจัยเพื่อสร้างสังคมแห่งสันติภาพ” ณ อาคารเรียนรวมเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยฟาฏอนี โดยมี ผศ.ดร.อิสมาอีลลุตฟี จะปะกียา อธิการบดีมหาวิทยาลัยฟาฏอนี เป็นผู้กล่าวเปิดงาน และ รศ.ดร.ซาการียา หะมะ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยฟาฏอนี เป็นผู้กล่าวปิดงาน มีงานคณาจารย์ นักวิจัย นักศึกษาจากในประเทศและต่างประเทศเข้าร่วมจำนวนมาก

ในงานมีการกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง "สันติศึกษาและการพัฒนางานวิจัยเพื่อสร้างสังคมสันติภาพ" โดย ดร.อณัส อมาตยกุล อาจารย์ประจำภาควิชามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และ Tan Sri Prof. Dr. Nordin Kard อาจารย์ประจำวิทยาลัยศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอูตารามาเลเซีย (Universiti Utara Malaysia) มีการนำเสนอผลงานวิชาการในสาขาอิสลามศึกษา สาขาศึกษาศาสตร์และเทคโนโลยีการศึกษา สาขาภาษาและวัฒนธรรม สาขาสังคมศาสตร์และการพัฒนาชุมชน และสาขาวิทยาศาสตร์ โดย รศ.ดร.มุฮำหมัดซากี เจ๊ะหะ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัยและการวิจัย ในฐานะประธานกรรมการดำเนินงานในครั้งนี้ กล่าวว่า การจัดประชุมวิชาการในครั้งนี้ เนื่องจากคณะกรรมการจัดประชุมเล็งเห็นถึงความสำคัญของการเผยแพร่ผลงานวิชาการและงานวิจัยสู่สังคม ในการนำไปใช้ประโยชน์เพื่อการสร้างสันติภาพบนหลักการของสันติศึกษา

การพัฒนางานวิจัยที่จะสร้างสังคมสันติภาพเป็นประเด็นที่ท้าทาย

ดร.อาณัส อมาตยกุล กล่าวในการปาฐกถาพิเศษว่า การพัฒนางานวิจัยที่จะสร้างสังคมสันติภาพนั้นเป็นประเด็นที่ท้าทายอย่างยิ่ง เนื่องจากทั้งอาจารย์และนักศึกษาที่ทำการวิจัยต้องเผชิญกับความท้าทายที่ต้องศึกษาวิจัยเรื่องสันติศึกษาในโลกที่ความเป็นจริงเต็มไปด้วยความขัดแย้ง

ดร.อาณัส กล่าวว่าในการสื่อสารเรื่องสันติศึกษานั้นการอธิบายว่าอิสลามเป็นศาสนาที่สอนเรื่องสันติภาพกับคนที่มีพื้นฐานความเข้าใจเกี่ยวกับศาสนาอิสลามระดับหนึ่ง คนฟังจะสามารถเข้าใจในสิ่งที่สื่อสารออกไปได้ แต่หากสื่อสารกับคนที่ไม่ใช่มุสลิมที่อยู่ในบริบทที่แตกต่างกับชุมชนมุสลิม ก็จะพบว่าจินตนาการต่อสิ่งที่สื่อสารออกไปจะมีความต่างกันออกไป

ดร.อาณัส กล่าวต่อว่า ในงานวิจัยเพื่อสันติภาพไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการวิจัยแบบใดก็ตาม จะต้องมีแนวคิดและสมมติฐานที่อยู่บนฐานของความจริง และจะต้องนำไปใช้ให้ได้ผลจริง ในที่นี่เอง สำหรับการวิจัยบนฐานอิสลามแล้วก็ต้องมองว่าจะนำอัลกุรอ่านและหะดิษมาสร้างเป็นองค์ความรู้ จากนั้นก็จะต้องคิดต่อว่าจะนำไปใช้ในพื้นที่ใด

“ในกระบวนการวิจัยมีสามส่วนประกอบที่สำคัญคือ คณาจารย์ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมการวิจัย ส่วนที่สองคือบริบทแวดล้อมและเงื่อนไขในแต่ละพื้นที่ที่ใช้วิจัยก็มีข้อท้าทายที่ต่างกันออกไป และส่วนสุดท้ายคือ ความสนใจของตัวนักศึกษาเองที่อาจจะต้องตอบคำถามว่าเราจะเอาฐานของกุรอ่านและหะดิษไปอธิบายอย่างไร งานวิจัยจำเป็นต้องเติมเต็มสุญญากาศหรือช่องโหว่ขององค์ความรู้ที่หายไป” ดร.อาณัส กล่าว

เข้าใจความต่างขององค์ความรู้ระหว่างโลกตะวันตกและโลกอิสลาม

ดร.อาณัส กล่าวว่า แม้ในมุมมองของอิสลามมีเรื่องสันติศึกษามานานกว่าพันปีมาแล้ว แต่จุดเริ่มของสันติศึกษาในระบการศึกษาสมัยใหม่มีขึ้นหลังจากสงครามกลางเมืองในอเมริกา เริ่มมีคนคิด ในส่วนนี้จึงนำไปสู่อีกข้อท้าทายที่ต้องเผชิญ ซึ่งเราจะต้องเข้าใจความต่างขององค์ความรู้ระหว่างสองโลก ระหว่างโลกตะวันตก และโลกอิสลาม

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกปัจจุบันนั้นไม่ใช่เป็นโลกอิสลามิคเพียงอย่างเดียว แต่เป็นโลกแบบเซคคิวล่าร์ซึ่งตั้งอยู่บนฐานของความคิดของ humanism ที่เป็นประสบการณ์ของมนุษย์ ทำให้เป็นเรื่องยากที่จะเสนอแนวคิดแบบอิสลามเพียงอย่างเดียวออกไป มุสลิมจึงจำเป็นต้องเข้าใจในตัวทฤษฎีซึ่งส่วนใหญ่เป็นแบบตะวันตกด้วยเช่นกัน เพื่อหาจุดที่จะสามารถประยุกต์ใช้องค์ความรู้แบบอิสลามเข้าไป

“การทำเรื่องสันติศึกษาจำเป็นต้องคิดว่าจะเอาองค์ความรู้อิสลามมาใช้อย่างไร และจะเอาแนวคิดอิสลามไปช่วยจัดการความขัดแย้งอย่างไร จะเอาไปใช้ในสังคมแบบนี้ได้อย่างไร การเผชิญหน้าของอารยธรรมที่ต่างกัน เช่น วิธีคิดแบบไทยๆ ที่มีความต่างและไม่เข้าใจอิสลาม ข้อท้าทายแบบนี้ทำให้การวิจัยแบบอิสลามจะต้องมีต้นทุนที่เข้มแข็ง เช่น กุรอ่าน หะดิษ การตัรบียะห์หรือ ต้นแบบของอุดมการณ์” ดร.อาณัส กล่าว

หากท้องอิ่มและสติปัญญามี สันติภาพย่อมเกิดขึ้นได้

ขณะที่ Tan Sri Prof. Dr. Nordin Kard กล่าวไว้ตอนหนึ่งที่น่าสนใจว่า เหตุผลประการหนึ่งที่ประเทศมาเลเซียได้รับเอกราชจากประเทศอังกฤษ เพราะอังกฤษเล็งเห็นว่ามาเลเซียซึ่งมีคนส่วนใหญ่เป็นมลายูสามารถที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ ที่มีความแตกต่างหลากหลายไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ ศาสนา ภาษาได้อย่างสงบสุข

Tan Sri Prof. Dr. Nordin Kard กล่าวอีกว่า และนับตั้งแต่ประเทศมาเลเซียได้รับเอกราชจากประเทศอังกฤษเป็นต้นมา นโยบายที่สำคัญของรัฐบาล คือ การขจัดความยากจนและการขจัดความไม่รู้หนังสือ เพราะเชื่อว่าหากท้องอิ่มและสติปัญญามี ย่อมบังเกิดสันติภาพขึ้นได้ในสังคม