“บทเรียน 12 ปี ประชาสังคมกับกระบวนการสันติภาพ”(1) ภาคประชาสังคมคือใคร ทำหน้าที่อะไร

ศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนาและสภาประชาสังคมชายแดนใต้ทำโครงการวิจัยถอดบทเรียน 12 ปีพัฒนาการและบทบาทของประชาสังคมกับกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนใต้และการจัดทำ Roadmap สภาประชาสังคมชายแดนใต้เพื่อสรุปบทเรียนในการขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพและจัดทำยุทธศาสตร์ของสภาประชาสังคมในการขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้

โครงการดังกล่าวเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการดำเนินการตั้งแต่เดือนธันวาคม 2558 - พฤษภาคม 2559 โดยจัดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น 5 เวที มีผู้เข้าร่วมโครงการประกอบไปด้วยสมาชิกจากองค์กรภาคประชาสังคม 108 คน กว่า 57 หน่วยงาน จากกลุ่มองค์กรหลัก 6 กลุ่ม จัดเวทีคืนข้อมูลแก่ผู้เข้าร่วม อีก 1 ครั้ง เพื่อขอความคิดเห็นไปสู่การจัดทำยุทธศาสตร์ประชาสังคมชายแดนใต้ สัมภาษณ์เชิงลึกจากตัวแทนผู้เข้าร่วมจำนวน 35 คน ซึ่งได้มีการนำเสนอรายงานการวิจัยในงานประชุมวิชาการระดับชาติสานภาคีพัฒนาสู่การสร้างสันติชายแดนใต้ (Building Trust Fostering Peace) เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 2559 ที่ผ่านมา

การจัดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นดำเนินการโดยใช้กรอบคำถามหลักได้แก่ 1. สถานการณ์ชายแดนใต้รอบ 12 ปีที่ผ่านมา เป็นอย่างไร มีทิศทางไปสู่สันติภาพหรือไม่ 2. ความหมายของสันติภาพในนิยามของภาคประชาสังคมชายแดนใต้ คืออะไร 3. อะไรคือความกังวลและความคาดหวังของภาคประชาสังคมชายแดนใต้ 4. การวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส และอุปสรรค ในการทำงานของสภาประชาสังคมชายแดนใต้และทิศทางการทำงานในอนาคต

ซึ่งผลที่ได้รับจากเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ได้ถูกนำมาประมวลไว้นำมาเขียนเป็นรายงานฉบับสมบูรณ์ต่อไป ทั้งนี้เพื่อเป็นการทบทวนสถานการณ์สันติภาพในมุมมองของภาคประชาสังคม คำถามแรกก่อนที่จะเริ่มเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในทุกครั้งผู้เข้าร่วมจะได้ร่วมแสดงความคิดเห็นนิยามสันติภาพที่อยากจะให้เกิดขึ้นเป็นเช่นไร

เมื่อมีการรวบรวมนิยามสันติภาพของภาคประชาสังคมพบว่า ผู้เข้าร่วมได้ให้นิยามสันติภาพที่หลากหลาย แบ่งออกเป็น 6 ด้านด้วยกัน คือ 1. พหุวัฒนธรรมและการอยู่ร่วมกัน 2. การพัฒนาคุณภาพชีวิตและจิตใจ 3. ความเป็นธรรม 4. การมีพื้นที่ทางการเมือง 5. การยุติความรุนแรงและการสร้างความปลอดภัย 6. ความเป็นอิสระในวิถีชีวิตของตนเอง

ซึ่งจะเห็นได้ว่าผู้เข้าร่วมฯให้ความสำคัญกับนิยามสันติภาพที่ค่อนข้างครอบคลุมหลายมิติและเป็น“สันติภาพที่ยั่งยืน” ไม่ใช่เพียงแต่สันติภาพที่เกิดขึ้นจากการยุติปัญหาความรุนแรงเท่านั้น

อย่างไรก็ตามท่ามกลางบริบทความขัดแย้งที่สลับซับซ้อนในจังหวัดชายแดนใต้ตั้งแต่ ปี 2547 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 12 ปี การทำงานของภาคประชาสังคมชายแดนใต้ค่อนข้างมีพลวัตและการปรับตัวค่อนข้างสูงตามห้วงเวลาสำคัญต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลง จึงมีความจำเป็นที่ต้องย้อนกลับทบทวนการทำงานตลอด 12 ปีที่ผ่านมาว่าเป็นไปอย่างไร และอะไรคือสิ่งที่จะต้องปรับปรุงเพื่อหาจุดร่วมและทิศทางในการทำงานร่วมกันในอนาคต

ดูเหมือนว่า “สันติภาพที่ยั่งยืน” ที่ภาคประชาสังคมปรารถนานั้นจะสามารถผลักดันให้ประสบความสำเร็จหรือไม่นั้น อาจต้องมีวิธีการบางอย่างที่กำหนดและดำเนินยุทธศาสตร์ร่วมกัน ผ่าน “พื้นที่กลาง” หรือ “พื้นที่ร่วม” โดยบทบาทของสภาประชาสังคมชายแดนใต้ได้รับการยอมรับว่าเป็น “พื้นที่กลาง” ในการขับเคลื่อนสันติภาพของภาคประชาสังคมต่างๆ มาตั้งแต่ปี 2552 จะมีทิศทางที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคประชาสังคมจังหวัดชายแดนใต้อย่างไรบ้าง

ภาคประชาสังคมคือใคร

ในการศึกษาวิจัยได้แยกแยะภาคประชาสังคมมีความหมายเชิงสังเคราะห์อย่างน้อย 3 นัยความหมาย คือ 1. ประชาสังคมเป็นภาคส่วนหนึ่ง (as a sector) ของสังคมที่แยกตัวจากภาคส่วนอื่นอันได้แก่ รัฐ สถาบัน ครอบครัว และตลาด ภาคส่วนนี้มีลักษณะพิเศษตรงที่ความสัมพันธ์ทางสังคมมีลักษณะพิเศษขึ้นอยู่กับการกระทำตามความสมัครใจ แม้เราจะแบ่งแยกเป็น 4 ภาคส่วน แต่ในภาคปฏิบัติแล้วเส้นแบ่งหรือเขตแดนระหว่างภาคส่วนมักจะไม่ได้มีความชัดเจนทว่ามีความซับซ้อน อีกทั้งเป็นองค์กรที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นองค์กรอาสาสมัครจำนวนมาก อาจแบ่งแยกกันทำงานตามความสนใจ มีปฏิสัมพันธ์กันในปริมณฑลสาธารณะ (public sphere)

2. ประชาสังคมมิได้เป็นภาคส่วนต่างหากที่เป็นอิสระที่แยกขาดจากกัน หากเป็นพื้นที่กลาง (as an intermediate sphere) หรือเป็นสะพานเชื่อมต่อกับภาคส่วนอื่นของสังคม เช่น การเชื่อมกับภาคธุรกิจ การเชื่อมกับภาครัฐ และการเชื่อมกับสถาบันครอบครัว และ 3. ประชาสังคมเป็นภาคส่วนที่อยู่ตรงข้าม (opposite) กับรัฐ (State) เสมอ

บทบาทหน้าที่ของประชาสังคมในกระบวนการสันติภาพ

จากงานวิจัยพบว่าในบรรดาข้อตกลงสันติภาพ 83 ทั่วโลกที่เกิดระหว่างปี 1989 -2004 ระบุว่า หน้าที่ของประชาสังคมในกระบวนการสันติภาพนั้นมีแตกต่างหลากหลายกันไป ได้แก่ การปกป้อง (Protection) การปกป้องพลเรือนจากความรุนแรงจากทุกฝ่าย การติดตามและประเมินผล (Monitoring) ถือว่าเป็นหน้าที่ที่สำคัญ เพราะระหว่างนำข้อตกลงสันติภาพไปปฏิบัติใช้ การติดตามประเมินผลของประชาสังคมจะเน้นในข้อเสนอต่างๆ ที่ประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเรื่องของการละเมิดสิทธิมนุษยชน

การผลักดันข้อเสนอ (Advocacy) ถือเป็นงานที่ท้าทายเพราะต้องผลักดันให้คู่ขัดแย้งสามารถบรรลุข้อตกลงบนโต๊ะเจรจา และต้องสร้างความมั่นใจว่าประเด็นสำคัญต่างๆจะถูกหยิบยกขึ้นมาในโต๊ะเจรจา การผลักดันข้อเสนออาจกระทำผ่านการดำเนินการที่ไม่เป็นทางการ เช่น การใช้สื่อในการรณรงค์ การผลักดันโดยคนจำนวนมาก เป็นต้น

การขัดเกลาทางสังคม (Socialization) คือการให้คุณค่ากับสันติภาพและประชาธิปไตย เช่นเดียวกับการพัฒนาอัตลักษณ์ของกลุ่มชายขอบ

การสร้างความเชื่อมโยงกัน (Social cohesion) คือการพยายามสร้างบรรยากาศและความเชื่อมโยงระหว่างภาคประชาสังคมด้วยการเปิดพื้นที่ในการพูดคุยหรือการสานเสวนาระหว่างกันระหว่างกลุ่มต่างๆ ที่ขัดแย้งกัน

การอำนวยความสะดวก (Facilitation) ถือเป็นงานหลักในการสนับสนุนพูดคุยในระดับต่างๆและการเจรจาสันติภาพ การอำนวยความสะดวกนั้นได้ช่วยให้ภาคส่วนต่างๆ เข้าถึงข้อตกลงได้โดยการสร้างความไว้วางใจหรือเป็นการพัฒนาข้อเสนอ หรือ การมีแนวคิดในการแก้ปัญหาหรือแม้กระทั่งการประนีประนอม

การเป็นผู้สังเกตการณ์หรือพยาน (Observers or witnesses) แม้ประชาสังคมไม่ได้เป็นคู่เจรจาโดยตรง แต่การเป็นผู้สังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วมในการเจรจา ช่วยให้การประชุมดำเนินไปอย่างมีประสิทธิผล โดยสามารถนำข้อมูลที่เก็บได้ต่างๆ นำไปปรับปรุงกระบวนการในการเจรจา หรือทำให้เนื้อหาในการเจรจาครอบคลุมถึงผลประโยชน์ของประชาสังคมมากขึ้น

เป็นทรัพยากรบุคคล (Resource persons) ในการให้ข้อมูล คำปรึกษา หาทางออกที่เกี่ยวข้องกับวาระต่างๆ ในกระบวนการเจรจาสันติภาพหรือคนกลางหรือตัวเชื่อมต่อ (intermediaries)ให้กับภาคส่วนต่างๆ ให้เข้ามาร่วมเมื่อมีการพูดคุยหรือมีการเจรจา

การสร้างเครือข่าย (Networking) กับกลุ่มผลักดันข้อเสนออื่นๆ หรือทำด้านสันติภาพในหลายช่องทาง เพื่อสร้างฝ่ายที่สามซึ่งเป็นพลเมือง

ช่วงเวลาของความขัดแย้งกับบทบาทหน้าที่ของภาคประชาสังคม

จากการศึกษาวิจัยใน 13 ประเทศ ทาเนีย พาฟเฟนฮอลส์ได้แบ่งช่วงเวลาของการวิเคราะห์ความขัดแย้งเป็น 4 ช่วง ซึ่งแต่ละช่วงเวลาภาคประชาสังคมจะมีบทบาทหน้าที่ต่างๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องแตกต่างกันดังนี้

ช่วงเวลาของสงคราม (Phases of war) เป้าหมายของช่วงเวลานี้คือการยุติความรุนแรงเท่านั้น อย่างไรก็ตามภาคประชาสังคมสามารถที่จะติดตามและประเมินผลในเรื่องของการละเมิดสิทธิมนุษยชน ผลักดันข้อเสนอและอำนวยความสะดวกสำหรับการปกป้องพลเรือนในช่วงสงคราม ดังนั้นช่วงเวลาดังกล่าว หน้าที่ของภาคประชาสังคมจะเกี่ยวข้องกับการติดตามประเมินผล การผลักดันข้อเสนอโดยเฉพาะในเรื่องสิทธิมนุษยชนและสันติภาพ และการอำนวยความสะดวกเพื่อเปิดพื้นที่การพูดคุยกับฝ่ายต่างๆทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ

ช่วงเวลาของความขัดแย้งกันทางอาวุธ (Phases of armed conflict) หน้าที่ของภาคประชาสังคมค่อนข้างคล้ายคลึงกับช่วงเวลาแห่งสงคราม แต่มีความแตกต่าง คือช่วงเวลานี้มีการเพิ่มขึ้นของกระบวนการขัดเกลาทางสังคม การสร้างความเชื่อมโยงทางสังคม ผ่านโครงการริเริ่มเพื่อให้ผู้คนตระหนักในคุณค่าของสันติภาพ เช่น การให้การศึกษาด้านสันติภาพ ความสมานฉันท์ และความพยายามเปิดพื้นที่การพูดคุย

ช่วงเวลานี้ภาคประชาสังคมไม่สามารถที่จะทำให้ความรุนแรงลดลงได้เนื่องจากเป้าหมายของพวกเขาไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคู่ขัดแย้งในช่วงของการขัดกันทางอาวุธ อย่างไรก็ตาม ความคิดเริ่มใหม่ๆ สามารถเกิดขึ้นได้หากมีช่วงเวลาของความขัดแย้งที่ลดลง ส่วนหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการติดตามประเมินผล การผลักดันข้อเสนอ โดยเฉพาะในเรื่องสิทธิมนุษยชนและสันติภาพ และการอำนวยความสะดวกในการเปิดพื้นที่การพูดคุยในระดับต่างๆ มีความสำคัญพอๆ กับช่วงสงคราม

ช่วงเวลาของหน้าต่างแห่งโอกาส (During a window of opportunity for peace negotiation) ช่วงเวลาดังกล่าวถือว่า ภาคประชาสังคมมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการอำนวยความสะดวก หรือผลักดันข้อเสนอในประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาสันติภาพ ขณะที่หน้าที่อื่นๆ ยังคงเหมือนกับช่วงเวลาก่อนหน้านี้

การผลักดันข้อเสนอในช่วงเวลานี้มี 2 แบบคือ 1. การขับเคลื่อนมวลชนให้มีการสนับสนุนข้อตกลงสันติภาพหรือเปลี่ยนระบอบทางสังคม ดังเช่น ในประเทศต่างๆ ที่ผู้คนออกมาตามท้องถนน อาทิ เนปาล ไอร์แลนด์เหนือ หรือไซปรัส 2. การกำหนดวาระผ่านการรณรงค์ผลักดันข้อเสนอในประเด็นสำคัญในข้อตกลงสันติภาพ เช่น ในกัวเตมาลา ไอร์แลนด์เหนือ หรือสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก นอกจากนี้โครงการริเริ่มเพื่อการเชื่อมโยงทางสังคมและขัดเกลาทางสังคมจะมีความสำคัญมากที่สุดในช่วงเวลานี้ ดังเช่น ในอิสราเอล/ปาเลสไตน์ ศรีลังกา ไซปรัส หรือไอร์แลนด์เหนือ

ช่วงเวลาหลังจากความรุนแรงสิ้นสุดลง (After large-scale violence comes to an end) ความต้องการในการปกป้องพลเรือนเริ่มลดลงและแม้ว่าความรุนแรงระดับสูงจะลดลงแต่ก็จะเปลี่ยนแปลงไปสู่ความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ เช่น อาชญากรรมหรือความรุนแรงในครอบครัว

อย่างไรก็ตามบทบาทของภาคประชาสังคมในการติดตามและประเมินผลการเป็นผู้อำนวยความสะดวกยังมีความสำคัญ แต่ทันทีที่สงครามและความรุนแรงยุติลง บทบาทของการเชื่อมโยงทางสังคมและการขัดเกลาทางสังคม จะมีความสำคัญมากขึ้นกว่าการเอาชีวิตรอด

ช่วงเวลานี้โครงการสำคัญต่างๆ จึงเกิดขึ้นเพื่อที่จะสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมใหม่อีกครั้งเพื่อป้องกันความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคตอีกทั้งยังเป็นช่วงเวลาของการนำข้อตกลงไปปฏิบัติใช้ในช่วงเวลาของการสร้างสันติภาพ ซึ่งบทบาทการติดตามประเมินผลในการนำข้อตกลงสันติภาพไปใช้จะมีความสำคัญมากขึ้นเมื่อถูกระบุไว้อย่างชัดเจน

หมายเหตุ

รายงานนี้เรียบเรียงจากรายงานโครงการ "บทเรียน 12 ปี พัฒนาการและบทบาทของภาคประชาสังคมกับกระบวนการสันติภาพชายแดนใต้และการจัดทำ Roadmap สภาประชาสังคมชายแดนใต้" จะมีทั้งหมด 3 ตอน โปรดติตามต่อนต่อไป

รายการอ้างอิง (ตอนที่ 1)

 

ข้อมูลจาก (ร่าง) เอกสารประเด็นสำคัญจากการประชุมเชิงปฏิบัติการ การถอดบทเรียน 12 ปีพัฒนาการและบทบาทของประชาสังคมกับ กระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนใต้ และการจัดทำ Roadmap สภาประชาสังคมชายแดนใต้ นำเสนอใน วันที่ 15-16 เมษายน 2559

คณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐากรากและประชารัฐ.2559.คู่มือประชารัฐรักสามัคคี[ออนไลน์] แหล่งที่มา:http://www.xn--72cgs7alq1bbn1c4digdj.com/2016/05/12/booklet_down
load/
(สืบค้นเมื่อ 31 พฤษภาคม 2559)

คณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส. 2558.“รายงานการศึกษา ประกอบการจัดทำ (ร่าง) พระราชบัญญัติ ส่งเสริมการพัฒนาภาคประชาสังคม พ.ศ...”ในรายงานคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส พ.ศ. 2558

คณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส. 2558. “การส่งเสริมความเข้มแข็งภาคประชาสังคม”ในรายงานคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส พ.ศ. 2558

เรวดี ประเสริฐเจริญสุข. 2551.ประชาสังคมกับธรรมาภิบาลในสังคมไทย.เอกสารประกอบการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 10  ประจำปี 2551 ณ สำนักงานสหประชาชาติ ระหว่างวันที่ 4-6 พฤศจิกายน 2551:367-382

สุดจิต นิมิตกุล. 2544. แนวคิดเรื่องประชาสังคม. วารสารดํารงราชานุภาพ 1(1): 53-59.สำนักงานผู้แทนประจำประเทศไทย Asian Development Bank. รายงานเรื่องภาคประชาสังคมในประเทศไทยโดยสังเขป[ออนไลน์] แหล่งที่มา: www.adb.org/sites/default/files/publication/29444/csb-tha-th.pdf (สืบค้นเมื่อ 31 พฤษภาคม 2559)

Barnes, C. 2005. Weaving the web: Civil –society roles in working with conflict and building peace. In People building peace II: Successful stories of civil society, edited by P. van Tongeren Boulder, CO:Lynne Rienner.

Glasius,M.2010. Dissecting global civil society:values,actors, organizational forms[online] Available from: https://www.opendemocracy.net/5050/marlies-glasius/dissecting-global-civil-society-values-actors-organisational-forms (Retrieved on May 31, 2016)

Nilsson,D. 2012. Anchoring the peace: Civil society actors. in peace accords and durable peace. International Interactions 38(2): 243-266.

Paffenholz, T. 2009. Civil Society and peacebuilding A Critical assessment.Boulder: Lynne Rienner Publishers.

Paffenholz, T.2014. Civil society and Peace negotiation: Beyond the inclusion-exclusion dichotomy in Negotiation Journal. 30:1, 69-91

Santos, S. 2014.Background paper 4d. The role of civil society in peace processes in south and south east Asian regions[online] Available from: http://www.hdcentre.org/uploads/tx_news/158TheroleofcivilsocietyinpeaceprocessesintheSouthandSouthEastAsianregions.pdf (Retrieved on October 10, 2014)

Swantz, Marja Lisa. 2008. Participatory Action Research as Practice. in The SAGE Handbook of Action Research: Participative Inquiry and Practice. Reason, Peter and Bradbury, Hilary (eds.). London: SAGE Publication.

 

คณะวิจัย

ศาสตราจารย์ สุริชัย หวันแก้ว, รองศาสตราจารย์ ดร. ฉันทนา บรรพศิริโชติ หวันแก้ว, ดร.สุรางค์รัตน์ จำเนียรพล, นางฟารีดา ปันจอร์, นายอิมรอน ซาเหาะ และ นางสาวรอฮีมะห์ เหะหมัด