“12 ปี ประชาสังคมกับกระบวนการสันติภาพ” (2) จากปี 2547 – ปัจจุบัน จากนโยบายทักษิณสู่ MARA PATANI

ตอนที่ 2 ของร่างรายงานโครงการวิจัยถอดบทเรียน 12 ปีพัฒนาการและบทบาทของประชาสังคมกับกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนใต้และการจัดทำ Roadmap สภาประชาสังคมชายแดนใต้เพื่อสรุปบทเรียนในการขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพและจัดทำยุทธศาสตร์ของสภาประชาสังคมในการขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับบทบาทของประชาสังคมในสถานการณ์ต่างๆ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน

โครงการวิจัยนี้เป็นความร่วมมือของศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนาและสภาประชาสังคมชายแดนใต้ ซึ่งได้มีการนำเสนอรายงานการวิจัยในงานประชุมวิชาการระดับชาติสานภาคีพัฒนาสู่การสร้างสันติชายแดนใต้ (Building Trust Fostering Peace) เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 2559 ที่ผ่านมา

ประชาสังคมชายแดนใต้ในบทบาทที่จำกัด: 2547-2548

ความเป็นจริงแล้วทิศทางของการแก้ปัญหาชายแดนใต้ มีพัฒนาการของการมีส่วนร่วมของเครือข่ายภาคประชาสังคมชายแดนใต้ ในนโยบายของรัฐภาคและการขับเคลื่อนอกภาครัฐในการยุติปัญหาความรุนแรงมาตลอดระยะเวลา 12 ปี กล่าวคือ

นับตั้งแต่ปลายปี 2547- 2548 ในสมัย พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร มีนโยบาย 3 ฉบับที่ใช้ในการแก้ไขปัญหา นโยบายฉบับแรกของการแก้ปัญหาชายแดนใต้ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 68/2547 คือ “นโยบายเสริมสร้างสันติสุขในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้” แต่หลังจากการใช้นโยบายฉบับแรกได้ไม่นาน ความรุนแรงเหตุการณ์ปะทะครั้งสำคัญก็ปรากฏขึ้นในวันที่ 28 เมษายน 2547

ตามมาด้วยคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 260/2547 เรื่อง “นโยบายและแนวทางการบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้” โดยนายกรัฐมนตรีลงนามในวันที่ 4 ตุลาคม 2547 ต่อมาช่วงปลายเดือนก็เกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่ อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ในวันที่ 27ตุลาคม 2547 และสุดท้าย นโยบายจากคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 200/2548 เรื่อง “นโยบายและการพัฒนาระบบการบริหารเพื่อเสริมสร้างสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้” ซึ่งมีผลไปจนกระทั่งมีการรัฐประหารซึ่งนโยบายทั้ง3 ฉบับเน้นในเรื่องการจัดโครงสร้างการบูรณาการหน่วยงานรัฐเป็นหลัก แต่ไม่ได้หนุนเสริมขับเคลื่อนการแก้ไขนอกภาครัฐมากในการขับเคลื่อนอย่างจริงจัง

รัฐบาลทักษิณเริ่มยุทธศาสตร์พัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในระยะเร่งด่วนปี พ.ศ.2547-2548 ด้วยการทุ่มงบประมาณมากกว่า 6,000 ล้านบาท ทำให้ภาคประชาสังคมได้เข้ามามีบทบาทในฐานะเป็นผู้เปิดพื้นที่ทางสังคมเพื่อการพูดคุยหาทางออกอย่างสันติเด่นชัดขึ้นในปลายปี 2547 ในโครงการพัฒนาในระดับรากหญ้าโดยเน้นที่เวทีประชาคมมุสลิม แม้ประชาสังคมจะมีบทบาทเพียงส่วนน้อยนิดในโครงการพัฒนาของรัฐดังกล่าว แต่ก็ทำให้เครือข่ายประชาชนสามารถฟื้นตัวและเริ่มกลับมาแสดงบทบาทใหม่ในลักษณะพัฒนาและต่อยอดงานเดิมที่ทำไว้แล้ว โดยเกิดโครงการเยียวยาในกลุ่มต่างๆ ขึ้น เช่น การเยียวยาในเครือข่ายโรงเรียนปอเนาะและมีการพัฒนาเครือข่ายมุสลิมในโครงการ “ดับบ้านดับเมือง ชุมชนเป็นสุขภาคใต้”

อย่างไรก็ตามการใช้นโยบายแข็งกร้าวของรัฐในการตอบโต้กลุ่มก่อความไม่สงบ โดยใช้กฎหมายพิเศษ ได้แก่ การใช้กฎอัยการศึก และพระราชกำหนดการบริหารในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาความรุนแรงที่มีรากเหง้ามาอย่างยาวนาน ปรากฏการณ์ความรุนแรงทั้งเหตุการณ์ตากใบและเหตุการณ์ที่มัสยิดกรือเซะ ส่งกระทบต่อประชาชนอย่างไม่เลือกหน้า ทั้งความรุนแรงจากผู้ก่อความไม่สงบและการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากเจ้าหน้าที่รัฐ

อีกทั้งภาคส่วนทางการเมืองยังอ่อนแอและแก้ไขปัญหาพื้นที่โดยใช้โครงการพัฒนาที่ไม่ตรงจุดในห้วงเวลาแห่งการเริ่มต้นความรุนแรงนั้นเองประชาชนตามท้องที่ต่างๆ ตามพยายามใช้กิจกรรมทางการเมืองด้วยวิธีการชุมนุมประท้วงในรูปแบบต่างๆ ต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนของเจ้าหน้าที่รัฐ ก่อนหน้าที่ภาคประชาสังคม จะเข้ามามีบาทเรียกร้องความเป็นธรรมและสันติภาพท่ามกลางสถานการณ์การสู้รบ

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2547 เป็นจุดเริ่มต้นที่ผลักดันให้ภาคประชาสังคมริเริ่มเข้ามาทำงานอย่างจริงจัง โดยเริ่มจากเครือข่ายภาคประชาสังคมที่ทำงานเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรง การเข้าถึงความยุติธรรมและกระบวนการยุติธรรมของภาคประชาชน และการให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับรากหญ้าที่สอดคล้องกับประเพณีวัฒนธรรมและวิถีชีวิตท้องถิ่น

บทบาทใหม่ของขบวนการภาคประชาสังคมในจังหวัดชายแดนภาคใต้เริ่มเกิดขึ้นก็คือ การพัฒนาแนวทางในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยการสร้าง "พื้นที่สาธารณะ" ในการจัดการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงด้วยวิถีทางสันติและกระบวนการประชาธิปไตย จุดเริ่มต้นที่เด่นชัดคือการเกิดขึ้นของคณะกรรมการอิสระเพื่อความสามานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) ในปี 2548

การทำงานของ กอส.เป็นมิติใหม่ของการแก้ปัญหาในสังคมไทยนำไปสู่การประชุมและพบปะเสวนา เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาความรุนแรงอย่างต่อเนื่องในพื้นที่หลายแห่งของจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่น และภาคประชาสังคม รวมทั้งชาวบ้านกลุ่มต่างๆ จนกระทั่ง กอส.ถูกลดบทบาทลง เมื่อเกิดการรัฐประหารในปี พ.ศ.2549

การเกิดเวทีประชุมและพบปะ การระดมความคิดเห็นของภาคประชาสังคมในมหาวิทยาลัยและโรงแรมท่ามกลางสถานการณ์ความรุนแรง ผลที่เกิดตามมา คือ การขยายตัวของงานวิจัยเพื่อเก็บข้อมูลความเป็นจริงในพื้นที่จากนักวิชาการ ทั้งจากมหาวิทยาลัยในพื้นที่และจากส่วนกลาง การเข้ามามีบทบาทขององค์กรเครือข่ายของสื่อมวลชน ทั้งในท้องถิ่นและระดับชาติ เพื่อรายงานข่าวสถานการณ์ และรายงานข่าวเจาะลึกเชิงสืบสวนสอบสวน รวมทั้งนำเสนอข้อมูลและงานวิเคราะห์ วิจัยเกี่ยวกับเหตุการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไปสู่สื่อมวลชนในระดับชาติ และระหว่างประเทศมากขึ้น

ประชาสังคมชายแดนใต้กับการปรับตัว: 2549-2556

เมื่อสถานการณ์การรัฐประหาร เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.2549 สถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้ยังคงทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ มากกว่าช่วง ปี 2547- ต้นปี 2549 ช่วงเวลานั้นรัฐบาลมอบหมายภารกิจ “ดับไฟใต้” เอาไว้ให้อยู่ในมือของกองทัพบก โดยสถาปนาองค์กรอย่างกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ต่อมารัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้รื้อฟื้นหน่วยงานที่เคยมีบทบาทสำคัญในอดีตอย่างศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้และกองบัญชาการร่วมพลเรือน ตำรวจ ทหาร

เป็นครั้งแรกที่รัฐบาลปลุกชีพแนวคิดเก่าที่เคยประสบความสำเร็จในยุคสงครามเย็นอย่าง “การเมืองนำการทหาร” ทำให้พื้นที่ของภาคประชาชนยังไม่ถูกปิดเสียทีเดียวภายใต้รัฐบาลทหาร การเกิดขึ้นขององค์กรภาคประชาสังคมที่หลากหลายนับตั้งตั้งแต่ปี 2550 ทำให้เกิดวาระการเมืองที่หลากหลายและโดดเด่นเริ่มจากกระแสการตื่นตัวของของพลังของภาคประชาสังคมยังเกิดขึ้นอยู่เรื่อยมาและมากขึ้นนับตั้งแต่ปี 2550

เหตุการณ์ชุมนุมที่มัสยิดกลาง ในปี 2550 เป็นการลุกฮือขององค์กรนักศึกษา เป็นจุดเริ่มต้นของการลุกฮือของเครือข่ายมลายูชายแดนใต้ภายใต้ชื่อ "ศูนย์ประสานงานนักศึกษาและประชาชนชายแดนภาคใต้" และประชาชนในพื้นที่กว่า 10,000 คนโดยมีเป้าหมายเรียกร้องรัฐให้ยกเลิกกฎหมายพิเศษและถอนทหารออกนอกพื้นที่ อีกทั้งยังขอให้รัฐตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้ความเป็นธรรมต่อกรณีชาวบ้านในพื้นที่ถูกลอบทำร้ายจนเสียชีวิต กว่า 21 เหตุการณ์

แม้ข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมจะไม่ได้รับการยอมรับได้ของทางภาครัฐ แต่การชุมนุมในครั้งนั้นคือเป็นการชุมชุมที่ไม่มีการสลายการชุมชุมโดยเจ้าหน้าที่รัฐหลังเหตุการณ์ตากใบ

นอกจากกระแสของการเรียกร้องให้รัฐยกเลิกกฎหมายพิเศษต่างๆ ออกจากพื้นที่ จะเห็นได้ว่าพลังของภาคประชาสังคมตลอดระยะเวลา 3-4 ปีที่ผ่านมาก็เติบโตขึ้นอย่างมาก การทำงานขององค์กรภาคประชาสังคมเริ่มที่จะรวมตัวกันเป็นเครือข่ายมากขึ้น ที่โดดเด่น คือการเกิดขึ้นของสภาประชาสังคมชายแดนใต้ การรวมตัวของผู้หญิงภาคประชาสังคม และการเกิดขึ้นของศูนย์ทนายความมุสลิม เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบในช่วงปี 2553 ต่อมาเมื่อรัฐบาลนำโดยพรรคประชาธิปัตย์ในสมัยรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แม้ทิศทางในการแก้ไขปัญหาด้วยการเมืองนำการทหารจะมีความชัดเจนแต่ยังคงมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง

นับตั้งแต่ปี 2551 ประเด็นที่สร้างผลกระทบเชิงนโยบายคือ การที่ภาควิชาการได้นำเสนอผลการศึกษาในเรื่องของข้อเสนอการกระจายอำนาจ ซึ่งเป็นความพยายามในการหาทางออกจากความขัดแย้งเรื้อรังในพื้นที่ ถือเป็นการแสวงหาทางเลือกใหม่ในการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างศูนย์กลางของรัฐไทยกับพื้นที่ชายขอบอย่าง “จังหวัดชายแดนภาคใต้” การเคลื่อนไหวทางความคิดและการขับเคลื่อนในการจัดเวทีเสวนาและอภิปรายในเรื่องนี้เกิดขึ้นอย่างหนาแน่นทั้งในกรุงเทพฯ และในพื้นที่

การเปิดให้เข้าใจถึงประเด็นเรื่องของการจัดสรรอำนาจที่รัฐธรรมนูญได้เปิดช่องเอาไว้ที่จะทำให้ช่องทางการเมืองในการแก้ไขปัญหามีน้ำหนักมากกว่าการใช้กำลังเข้าปราบปราม หลังจากปี 2552 จะเห็นได้ว่ามีข้อเสนอทางการเมือง เพื่อมุ่งเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองของท้องถิ่นมาจากหลายตัวแบบด้วยกันไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอจากภาควิชาการ เครือข่ายภาคประชาสังคม และข้อเสนอจากกลุ่มนักการเมืองในขณะนั้น

ข้อเสนอจากหลายฝ่ายเหล่านี้ ทำให้ข้อเสนอเรื่องของการมีเขตปกครองพิเศษบรรจุอยู่ในเนื้อหาของวัตถุประสงค์ข้อที่ 8 ของนโยบายการบริหารและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2555-2557 อย่างไรก็ตามการรัฐประหารที่เกิดขึ้นในปี 2557 ทำให้การผลักดันในเรื่องของการกระจายอำนาจต้องหยุดชะงักลง

ในห้วงเวลาดังกล่าวยังมีองค์กรระหว่างประเทศสนับสนุนการทำงานของภาคประชาสังคมที่มากและกว้างขวางมากขึ้น ทั้งในรูปแบบของทุนและองค์ความรู้ นับตั้งแต่ปี 2550 ประเด็นสำคัญที่โดดเด่นในการทำงานขับเคลื่อนของภาคประชาสังคมในเวลานั้น คือ การมีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเรื่องของการทำงานเพื่อสร้างสันติภาพในแง่มุมที่หลากหลายร่วมกับภาคส่วนวิชาการและผู้เชี่ยวชาญทั้งในประเทศและต่างประเทศ ก่อให้เกิดความเข้าใจที่มากขึ้นในประเด็นปัญหาใจกลางที่เป็นความขัดแย้งของ“ตัวแสดงหลัก” พร้อมกันนั้นก็มีความพยายามทำความเข้าใจจุดยืนและบทบาทของภาคประชาสังคมที่จะต้องเป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างผู้กำหนดนโยบาย และความต้องการของคนในท้องถิ่น เพื่อสร้างอำนาจและพื้นที่ต่อรองที่เป็นของประชาชนร่วมกัน

การขยายพื้นที่ทางการเมืองในหลายหลายมิติเหล่านี้เติบโตขึ้นของ สะท้อนให้เห็นการเติบโตของกลุ่มพลังต่างๆ ในสังคมที่นอกเหนือไปจากคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายใกล้ๆ กับช่วงที่มีการเปิดเผยว่ามีการพูดคุยเพื่อสันติภาพอย่างเป็นทางการในตอนต้นปี 2556 ซึ่งทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง

ประชาสังคมชายแดนใต้กับกระบวนการสันติภาพ: 2556-ปัจจุบัน

แม้สถานการณ์ความรุนแรงที่ดูเหมือนว่าลดลงตั้งแต่ปี 2551 แต่ยังคงเป็นความรุนแรงเรื้อรัง และมีสภาพที่เป็นความแปรปรวนพร้อมที่จะเกิดความรุนแรงขึ้นอีก ในขณะนั้นรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ดำเนินนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2555-2557 ภายใต้มาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.การบริหารราชการจังหวัดชายแดนใต้ พ.ศ. 2553

นโยบายดังกล่าวระบุถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแสวงหาทางออกจากความขัดแย้ง ส่งเสริมให้มีการสนทนาถกเถียงถึงแนวทางการกระจายอำนาจที่เหมาะสมและส่งเสริมการพูดคุยเพื่อสันติภาพกับผู้ที่คิดเห็นต่างและใช้ความรุนแรงต่อสู้กับรัฐซึ่งนำไปสู่การพูดคุยสันติภาพเป็นทางการในครั้งแรกระหว่างพล.ท.ภารดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติกับนายฮัสซัน ตอยิบ ผู้แทนของกลุ่ม BRN – Barisan Revolusi National

ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าพื้นทางการเมืองดังกล่าว เป็นผลจากความพยายามสำคัญของภาคประชาสังคมและภาควิชาการส่วนหนึ่งในการสนับสนุนกระบวนการสันติภาพ อย่างไรก็ตาม ภาคประชาสังคมอีกฟากฝั่งหนึ่งก็มีความเห็นต้านเช่นเดียวกันต่อการพูดคุยสันติภาพที่เป็นทางการในครั้งแรกนี้ เสียงที่เห็นต่างส่วนใหญ่แล้วจะเป็นองค์กรเยาวชนคนรุ่นใหม่ นักศึกษา และองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งพวกเขามองว่าเสียงของสันติภาพยังต้องการฟังเสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่อีกมาก ดังนั้นจะเห็นได้ว่าท่าทีของภาคประชาสังคมมีหลากหลายและมีพลังจะถกเถียงกันอยู่ ซึ่งทำให้เกิดคำถามในเชิงต่อต้านต่อกระบวนการสันติภาพดังกล่าวต่อเนื่องมาจนถึงรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ขึ้นมาบริหารประเทศเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557

แนวทางในการบริหารของรัฐบาลปัจจุบันจะเห็นได้ว่ารัฐบาลได้เน้นในเรื่องของการให้ความสำคัญกับภารกิจด้านความมั่นคง การแก้ไขปัญหาทุจริต คอรัปชั่น และเศรษฐกิจ สำหรับทิศทางในการแก้ไขปัญหาในชายแดนใต้ แม้ประเด็นความมั่นคงเป็นหัวใจหลัก แต่ก็ยังสานต่อการพูดคุยสันติภาพต่อเนื่องจากรัฐบาลชุดที่แล้ว ภายใต้คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 230 ซึ่งได้ระบุถึงอำนาจหน้าที่และกระบวนการพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ ระหว่างรัฐบาลและกลุ่ม MARA Patani โดยภาครัฐได้มีการดำเนินการอย่างเป็นทางการในระดับพื้นที่ไปแล้วหลายครั้งนับตั้งแต่คำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับใช้

อย่างไรก็ตามมีเสียงจากภาคประชาสังคมบางส่วน ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรา 44 ทำให้เกิดความชะงักงันในพื้นที่ อีกทั้งภาคประชาสังคมบางส่วนได้สะท้อนว่ายังได้รับการข่มขู่โดยเจ้าหน้าที่รัฐ การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง แต่โดยภาพรวมภาคประชาสังคมชายแดนใต้ยังสามารถทำงานขับเคลื่อนสันติภาพ

สถาบันการศึกษาและสถาบันวิชาการทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่รวม15 สถาบันได้ทำการวิจัยยืนยันถึงความสำคัญของภาคประชาสังคมชายแดนใต้ในกระบวนการสันติภาพ คือ ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อกระบวนการสันติภาพในจังหวัดชายแดนใต้ ครั้งที่ 1 (Peace Survey) ระบุว่า กระบวนการพูดคุยต่อการสร้างสันติภาพขึ้นอยู่กับการมีส่วนร่วมของประชาชนกลุ่มต่างๆ เรียงลำดับเปรียบเทียบจากคะแนนเต็ม 10 มีดังต่อไปนี้

1. นักการเมืองระดับชาติ (ส.ส./ ส.ว.) 6.03 2. ผู้นำศาสนาอิสลามและอุสตาส 5.92 3. องค์กรภาคประชาสังคม 5.91  4. นักวิชาการมหาวิทยาลัย 5.88 และ 5. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบจ./เทศบาล/อบต.) 5.80 จะเห็นได้ว่าจากความคิดเห็นของประชาชนองค์กรภาคประชาสังคมมีความสำคัญต่อการสร้างสันติภาพในลำดับต้นๆ เช่นกัน

อ่านตอนที่ 1

“บทเรียน 12 ปี ประชาสังคมกับกระบวนการสันติภาพ”(1) ภาคประชาสังคมคือใคร ทำหน้าที่อะไร

หมายเหตุ

รายงานนี้เรียบเรียงจากร่างรายงานโครงการ "บทเรียน 12 ปี พัฒนาการและบทบาทของภาคประชาสังคมกับกระบวนการสันติภาพชายแดนใต้และการจัดทำ Roadmap สภาประชาสังคมชายแดนใต้" จะมีทั้งหมด 3 ตอน โปรดติตามตอนต่อไป

รายการอ้างอิง (ตอนที่ 2)

ข้อมูลจาก (ร่าง) เอกสารประเด็นสำคัญจากการประชุมเชิงปฏิบัติการ การถอดบทเรียน 12 ปีพัฒนาการและบทบาทของประชาสังคมกับกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนใต้ และการจัดทำ Roadmap สภาประชาสังคมชายแดนใต้ นำเสนอใน วันที่ 15-16 เมษายน 2559

ตูแวดานียา ตูแวแมแง. 2558. 11 ปีการสู้รบแบบกองโจรกับ 3 จุดเปลี่ยนทางการเมือง อนาคตชะตากรรมปาตานีจะเป็นอย่างไร?[ออนไลน์] แหล่งที่มา:http://prachatai.com/journal/2015/01/57467 (สืบค้นเมื่อ 2 พฤษภาคม 2559) นโยบายการบริหารและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2555-2557

ศรีสมภพจิตร์ภิรมย์ศรี. 2550.38 เดือน "สถานการณ์ชายแดนใต้" ก่อนและหลังรัฐประหาร 19 กันยายน[ออนไลน์] แหล่งที่มา:http://www.deepsouthwatch.org/node/61(สืบค้นเมื่อ 3 พฤษภาคม 2559)

ศรีสมภพจิตร์ภิรมย์ศรี. 2559.19 ประเด็นกับความแปรปรวนที่เป็นพิษ: บทวิเคราะห์สถานการณ์ชายแดนใต้ในวันที่สภาวะคงทีกำลังเปลี่ยนไป[ออนไลน์] แหล่งที่มา:http://www.deepsouthwatch.org/node/8580 (สืบค้นเมื่อ 3 พฤษภาคม 2559)

ศรีสมภพจิตร์ภิรมย์ศรี.2551.นกฟีนิกส์ใต้แสงตะวันแรงกล้า: ขบวนการประชาสังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้[ออนไลน์] แหล่งที่มา: http://www.deepsouthwatch.org/node/229 (สืบค้นเมื่อ 2 พฤษภาคม 2559)

สถาบันวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้และองค์กรภาคี 14 องค์กร. 2559. บทสรุปผู้บริหาร การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อกระบวนการสันติภาพในจังหวัดชายแดนใต้ครั้งที่ 1 (Peace Survey)

หนังสือบันทึกประสบการณ์ของ พลเอกสำเร็จ ศรีหร่าย. 2557.ศึกใต้: ไม่ลับลวงพราง ภาค 1. (ไม่ปรากฏแหล่งพิมพ์)

คณะวิจัย

ศาสตราจารย์ สุริชัย หวันแก้ว, รองศาสตราจารย์ ดร. ฉันทนา บรรพศิริโชติ หวันแก้ว, ดร.สุรางค์รัตน์ จำเนียรพล, นางฟารีดา ปันจอร์, นายอิมรอน ซาเหาะ และ นางสาวรอฮีมะห์ เหะหมัด