“12 ปี ประชาสังคมกับกระบวนการสันติภาพ” (3) กระบวนการสันติภาพและการก่อเกิด “สภาประชาสังคมชายแดนใต้”

ตอนที่ 3 (ตอนจบ) ของร่างรายงานโครงการวิจัยถอดบทเรียน 12 ปีพัฒนาการและบทบาทของประชาสังคมกับกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนใต้และการจัดทำ Roadmap สภาประชาสังคมชายแดนใต้เพื่อสรุปบทเรียนในการขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพและจัดทำยุทธศาสตร์ของสภาประชาสังคมในการขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับบทบาทของประชาสังคมในสถานการณ์ต่างๆ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน

โครงการวิจัยนี้เป็นความร่วมมือของศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนาและสภาประชาสังคมชายแดนใต้ ซึ่งได้มีการนำเสนอรายงานการวิจัยในงานประชุมวิชาการระดับชาติสานภาคีพัฒนาสู่การสร้างสันติชายแดนใต้ (Building Trust Fostering Peace) เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 2559 ที่ผ่านมา

ความกังวลและความคาดหวังต่อกระบวนการสันติภาพ

นับตั้งแต่เหตุการณ์ความรุนแรงจากการปล้นปืนที่อำเภอเจาะไอร้องจังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 สถานการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนใต้หรือปาตานีได้ก้าวเข้าสู่รอบปีที่ 12 ข้อมูลล่าสุดจากศูนย์เฝ้าระวังจังหวัดชายแดนใต้ได้สรุปว่าช่วงเวลา เดือนระหว่างเดือนมกราคม 2547 ถึงเดือนมีนาคม 2549 แสดงให้เห็นว่ามีเหตุการณ์ความรุนแรง 15,530 ครั้ง ทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บรวมกันประมาณ 18,654 คน ในบรรดาผู้เสียชีวิต 58.1 % เป็นชาวมุสลิม ส่วนผู้บาดเจ็บ 59.41% เป็นคนพุทธ

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าทั้งคนพุทธและมุสลิมต่างตกเป็นเป้าของความรุนแรง อย่างไรก็ตามจากการวิเคราะห์ข้อมูลความรุนแรงตั้งแต่ปี 2555-2558 เป็นต้นมา ได้เกิดภาวะเสถียรของความรุนแรง เกิดความแปรปรวนของความรุนแรงขึ้นลงเป็นบางช่วง และพบว่าความรุนแรงในช่วงของปี 2558 นั้นลดลงมากที่สุดในรอบ 12 ปี ส่วนช่วงต้นปีในปี 2559 (ก่อน เมษายน) ระดับของความรุนแรงโดยทั่วไปยังอยู่ในระดับและขอบเขตที่จำกัดอยู่เช่นกัน

การวิเคราะห์สถานการณ์รุนแรงที่ลดลงเช่นนี้สอดรับกับห้วงระยะเวลาของหมุดหมายสำคัญของกระบวนการสันติภาพในจังหวัดชายแดนใต้ที่ได้เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการและเปิดเผยต่อสาธารณะในครั้งแรก เนื่องจากมีการลงนามในฉันทามติทั่วไปว่าด้วยกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพ (General Consensus on Peace Dialogue Process) ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ นำมาสู่การพบปะทำความเข้าใจระหว่างทั้งสองฝ่ายอีกหลายครั้งในเวลาต่อมาจนถึงรัฐบาลปัจจุบัน

อาจกล่าวได้ว่ากระบวนการสันติภาพที่เปิดเผยต่อสาธารณะดังกล่าว เป็นผลลัพธ์หนึ่งของการขยายตัวของภาคประชาสังคมซึ่งถือเป็นพลังที่สามที่ต้องการหาทางออกจากความรุนแรงระหว่างคู่ขัดแย้ง ซึ่งได้สร้างผลกระทบในระดับนโยบายแม้ในระหว่างทางของกระบวนการสันติภาพจะมีข้อถกเถียงมากมายเกิดขึ้น และระหว่างภาคประชาสังคมด้วยกันเอง

ในเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น คำถามหนึ่งที่สำคัญคือการประเมินถึงความกังวลและความคาดหวังของภาคประชาสังคมต่อกระบวนการสันติภาพที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ ผู้เข้าร่วมในเวทีแลกเปลี่ยนส่วนใหญ่มีทัศนคติในเชิงบวกต่อการกระบวนการสันติภาพ เพราะพื้นที่ทางการเมืองเป็นอิสระมากขึ้น ภาคประชาสังคมสามารถพูดคุยในเรื่องต่างๆ ที่เป็นเรื่องต้องห้ามในอดีต มีสื่อท้องถิ่นต่างๆ ที่สามารถกระจายข้อมูลข่าวสารที่เข้าถึงผู้คน และมีสัญญาณในเชิงบวกที่นำไปสู่การพูดคุยสันติภาพ เช่น การพักโทษของนักโทษคดีความมั่นคง ทำให้ภาคประชาสังคมมีความหวังต่อการพูดคุยสันติภาพในแทร็กหนึ่ง และหวังว่าภาคประชาสังคมและภาคประชาชนจะสนับสนุนกระบวนการสันติภาพเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ภาคประชาสังคมยังคงมีความกังวลอยู่มากต่อกระบวนการสันติภาพที่เกิดขึ้นในหลายประการด้วยกัน ข้อกังวลประการสำคัญ คือความยั่งยืนของกระบวนการสันติภาพ และความจริงใจของทุกฝ่ายในการร่วมมือกันผลักดันสันติภาพ

นอกจากนี้ภาคประชาสังคมยังคงกังวลถึงการทำงานของภาคประชาสังคมด้วยกันเองว่าจะขาดความต่อเนื่อง ยังคงแยกกันทำงาน กังวลต่อการขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ที่จะนำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ได้จริงและกังวลในเรื่องของความปลอดภัยในการจัดกิจกรรมสาธารณะต่างๆ

สิ่งที่ภาคประชาสังคมต้องการในการทำงานเพื่อผลักดันกระบวนการสันติภาพคือ การสร้างเครือข่ายการทำงานที่เข้มแข็ง ครอบคลุมทุกกลุ่มเป็นอิสระ และต้องการให้เสียงและความต้องการที่แท้จริงของชาวบ้านได้สะท้อนความต้องการออกมา แม้กระบวนการสันติภาพเดินหน้าไป ท่ามกลางเสียงของความคาดหวังของภาคประชาสังคม แต่พวกเขาก็ยังมีความไม่มั่นใจว่า กระบวนการดังกล่าวจะมีความยั่งยืนมากแค่ไหน อีกทั้งยังกังวลต่อบทบาทของภาคประชาสังคมเองว่าจะสามารถสร้างความเข้มแข็งเพื่อสร้างอำนาจต่อรองให้กับการทำงานของภาคประชาสังคมด้วยกันเองอย่างไร

ความกังวลที่เกิดขึ้นในหมู่ภาคประชาสังคมในเรื่องของการสร้างอำนาจต่อรอง ช่วยตอกย้ำแนวความคิดในการแสวงหาจุดร่วม หรือ พื้นที่ร่วมในการทำงานของภาคประชาสังคมมีความสำคัญมากขึ้น ซึ่งในช่วง 4-5 ปีที่ผ่าน การเกิดขึ้นของสภาประชาสังคมชายแดนใต้ ได้พยายามตอบสนองต่อความคาดหวังดังกล่าวในการสร้างพื้นที่ในการสร้างอำนาจต่อรองกับภาคประชาสังคม

สภาประชาสังคมชายแดนใต้ กับบทบาทการสร้าง “พื้นที่กลาง”

ในความเป็นจริงแล้ว การพยายามสร้างพื้นที่กลางหรือพื้นที่ร่วมในการทำงานของภาคประชาสังคม อาจมีเครือข่ายหรือกลไกต่างๆ ที่ขับเคลื่อนหลากหลาย แต่หากกล่าวถึงในส่วนของสภาประชาสังคมชายแดนใต้ ค่อนข้างมีความโดดเด่นและเกิดขึ้นในยุคแรกๆ ที่องค์กรภาคประชาสังคมมีความต้องการในการหาแสวงหาพื้นที่ขับเคลื่อนข้อเสนอแนะเชิงนโยบายร่วมกัน

ในปี พ.ศ.2554 สภาประชาสังคมชายแดนใต้เกิดขึ้นตามมติของที่ประชุมนักพัฒนาและนักกิจกรรมเพื่อสังคมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีความหลากหลายทางศาสนาและชาติพันธุ์ ต้องการให้จัดตั้งองค์กรประสานงานกลางของเครือข่ายองค์กรประชาสังคมในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ประกอบด้วยองค์กรภาคประชาสังคมกว่า 20 องค์กร โดยนับตั้งแต่ปี 2554 สภาประชาสังคมชายแดนใต้ ได้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สำคัญ 4 ประการในห้วงเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ได้แก่ 1)การขยายประชาธิปไตยและการดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม 2)การยุติความรุนแรงทางตรง 3) สนับสนุนการพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิต ส่งเสริมด้านอัตลักษณ์ศาสนาและวัฒนธรรมแก่ประชาชน 4) การพัฒนาความเข้มแข็งของกลไกสภาประชาสังคม

การดำเนินงานในห้วงเวลาที่ผ่านมาพบว่าสภาประชาสังคมชายแดนใต้ได้ดำเนินยุทธศาสตร์ที่มีความโดดเด่น คือ การดำรงประชาธิปไตย และมิติของความรุนแรง คือในเรื่องการสนับสนุนการกระจายอำนาจและการสนับสนุนกระบวนการสันติภาพ ไม่ว่าจะเป็นการจัดเวทีฟังความเห็น 6 รูปแบบปกครองท้องถิ่นพิเศษ 200 เวที การออกแถลงการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการยุติความรุนแรงมาตั้งแต่ พ.ศ.2554 ต่อกรณีเหตุการณ์ความรุนแรงครั้งสำคัญต่างๆ อีกทั้งสามารถมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายไปยังคู่ขัดแย้งโดยเฉพาะการยุติความรุนแรงต่อผู้บริสุทธิ์ เด็กและสตรี

จุดเด่นของสภาประชาสังคมชายแดนใต้ คือ เป็นพื้นที่มีการทำงานของผู้คนที่หลากหลายทางศาสนาและชาติพันธุ์ให้สามารถเปิดการพูดคุยแลกเปลี่ยนประเด็นปัญหาได้ทุกมิติ สภาประชาสังคมชายแดนใต้สามารถเชื่อมต่อกลุ่มประชาชนระดับฐานรากและผู้นำระดับสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สภาฯ ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากภาคส่วนต่างๆ

จากสถานการณ์การเมืองของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน เนื่องจากมีการยึดอำนาจของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำให้แผนการขับเคลื่อนองค์กรของสภาประชาสังคมชายแดนใต้ให้เป็นองค์กรกึ่งราชการ โดยได้มีการผลักดันพระราชกฤษฎีกาพัฒนาชายแดนใต้ในช่วงต้นปี 2558 ไม่ประสบผลสำเร็จ

บทเรียนดังกล่าวสมาชิกองค์กรประชาสังคมได้ประเมินว่าหากจะมีการเปลี่ยนแปลงและปรับความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐกับประชาชน หากมุ่งหวังการขับเคลื่อนจากกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ต่างๆ มาเป็นอันดับแรกคงจะไม่สามารถผลักดันและขยับยุทธศาสตร์ภาคประชาชนได้ เนื่องด้วยสภาวะทางการเมืองที่เปลี่ยนไปดังกล่าว สิ่งที่สภาประชาสังคมชายแดนใต้และภาคประชาสังคมอื่นๆ จะทำงานขับเคลื่อนต่อไปได้คือ ขับเคลื่อนจากต้นทุนที่สภาประชาสังคมชายแดนใต้ที่ดำเนินการอยู่แล้วก่อนหน้านี้ให้มีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สิ่งสำคัญที่สภาประชาสังคมชายแดนใต้ได้เน้นย้ำในเวทีนี้ คือ ทำอย่างไรที่จะผลักดันให้จังหวัดชายแดนใต้เดินหน้า ไปสู่สันติภาพได้ สภาประชาสังคมชายแดนใต้จะสร้างที่ภาคประชาสังคมทุกกลุ่มเข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างไร โดยไม่ใช้ความรุนแรงและใช้สติในการแก้ปัญหาซึ่งเป็นพื้นฐานไปสู่การขยายไปสู่ประชาธิปไตย การกระจายอำนาจ และการบริหารจัดการตัวเอง

ประเมินการทำงานของสภาประชาสังคมชายแดนใต้และทิศทางในอนาคต

ความคิดเห็นที่ได้จากเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น 5 เวที เมื่อนำข้อมูลมาร่วมวิเคราะห์ถึงจุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส และอุปสรรค (ปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก) ในการทำงานของสภาประชาสังคมชายแดนใต้ที่ผ่านมาและการกำหนดยุทธศาสตร์ของสภาฯ ชุดใหม่

ในปี 2559 นี้ จุดแข็งของสภาฯ ในการทำงานที่ผ่านมาคือ เป็นพื้นที่ที่สมาชิกและเครือข่ายสามารถที่จะหยิบยกประเด็นมาพูดคุยได้ทุกเรื่อง มีความหลากหลายของสมาชิกสูง ทำให้บทบาทของสภาฯ ได้รับการยอมรับที่เป็นทางการ สามารถที่จะทำงานเชื่อมต่อภาคประชาสังคมได้จริงอีกทั้งที่ผ่านสภาฯ มีความโดดเด่นในการขับเคลื่อนประเด็นกระบวนการสันติภาพและกระจายอำนาจ ส่วนจุดอ่อนของสภาฯ คือ การกำหนดยุทธศาสตร์ที่ผ่านมากว้างเกินไป ไม่สามารถที่จะดำเนินการได้ทุกเรื่อง มีสมาชิกยังน้อยและยังไม่ครอบคลุมทุกกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังขาดคนรุ่นใหม่เข้าร่วมทำงานในฐานะสมาชิกสภาฯ และทำงานยังเป็นลักษณะตั้งรับขาดการสื่อสารต่อสังคมภายนอกทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่

นอกจากนี้ยังมี อุปสรรคบางอย่างที่อาจต้องคำนึงในการกำหนดยุทธศาสตร์หรือทิศทางการทำงานในอนาคต คือ ภายใต้ห้วงเวลาของการอยู่ภายใต้รัฐบาลทหาร อาจทำให้เป็นอุปสรรคในการทำงาน เนื่องจากช่องทางกฎหมายบางอย่างที่จำกัดการทำงาน และการที่องค์กรภาคประชาสังคมบางส่วนนั้นได้รับการจัดตั้งโดยฝ่ายรัฐอาจทำให้ความเป็นอิสระในการทำงานของภาคประชาสังคมหายไป

อย่างไรก็ตามท่ามกลางอุปสรรคก็ยังมีโอกาสที่เมื่อนำมาวิเคราะห์ร่วมกับจุดแข็งก็จะเห็น โอกาสในการทำงานของภาคประชาสังคมมากขึ้นคือ การที่มีองค์กรภายในและภายนอกหนุนเสริมประเด็นสันติภาพมากขึ้น อีกทั้งโอกาสที่เกิดจากของนโยบายสมช. และคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 230 ที่เอื้อให้เกิดการพูดคุยสันติภาพ การมีช่องทางสื่อสาร โดยเฉพาะ Social Media และบรรยากาศของการเปิดประชาคมอาเซียน ก็เป็นโอกาสที่สภาฯจะได้ทำงานเชื่อมต่อทั้งในด้านการดำเนินโครงการและองค์ความรู้จากประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้นซึ่งจากการวิเคราะห์ทั้งปัจจัยภายในและภายนอกสามารถที่จะกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ของสภาฯได้ดังนี้

ร่างยุทธศาสตร์ สภาประชาสังคมชายแดนใต้ 2559-2561

วิสัยทัศน์:สังคมที่เป็นธรรมและมีสันติภาพที่ยั่งยืนสำหรับทุกคน

พันธกิจ:หนุนเสริมการสร้างสันติภาพและกระบวนการสันติภาพอย่างยั่งยืนโดยการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน

เป้าหมาย:เป็นองค์กรที่ได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดข้อตกลงสันติภาพที่มาจากการมีส่วนร่วมของประชาชน

ยุทธศาสตร์ที่ 1 การสร้างพื้นที่กลางและผลักดันเชิงนโยบาย (Common Space and Advocacy)สร้าง/ขยายพื้นที่กลางให้กับภาคประชาชนที่มีความแตกต่างหลากหลาย ได้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการสันติภาพเพื่อนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอและผลักดันเชิงนโยบายด้วยความรู้แก่ทุกฝ่าย

ยุทธศาสตร์ที่ 2การเสริมพลัง (Empowerment) เสริมพลัง สร้างความเข้มแข็งและอำนาจการต่อรองให้กับภาคประชาสังคม และภาคประชาชนในทุกมิติ

ยุทธศาสตร์ที่ 3 การขยายเครือข่าย (Networking) ขยายองค์กรสมาชิก/สมาชิกของสภาประชาสังคมชายแดนใต้รวมทั้งขยายเครือข่ายองค์กรภายในประเทศและต่างประเทศ

ข้อสังเกตที่ได้ในระหว่างดำเนินโครงการ

การศึกษา 12 ปี พัฒนาการและบทบาทของภาคประชาสังคมกับกระบวนการสันติภาพชายแดนใต้ เป็นการศึกษาที่มุ่งการอธิบายภาพรวมในการทำหน้าที่ของภาคประชาสังคมชายแดนใต้ เพื่อเข้าใจถึงบทเรียนและพัฒนาการของภาคประชาสังคมชายแดนใต้ แต่ก็สามารถอธิบายภาพของการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบของการทำงาน และ ความคิดเห็นต่อสภาประชาสังคมชายแดนใต้ ได้จากบทสัมภาษณ์

ประเด็นของกระบวนการสันติภาพ มีความเชื่อมโยงกับการศึกษาความเป็นพื้นที่กลางของการทำงานของภาคประชาสังคม เพื่อกำหนดประเด็นร่วมในการทำงานเพื่อขับเคลื่อนสันติภาพ

การเข้าร่วมโครงการขององค์กรภาคประชาสังคมอาจต้องศึกษาให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม เพื่อจะทำความเข้าใจถึงข้อกังวลหรือข้อถกเถียงต่อประเด็นของกระบวนการสันติภาพ โดยเพิ่มเติมกลุ่มองค์กรภาคประชาสังคมที่สำคัญ เช่นกลุ่มสิทธิมนุษยชน รวมทั้งข้อสังเกตต่างๆของผู้วิจัย ที่ได้จากการสัมภาษณ์ เพื่อให้ได้ข้อมูลทีรอบด้าน

ควรทำความเข้าใจถึงแนวคิดการสร้าง “พื้นที่กลาง” หรือ “พื้นที่ร่วม” ในการขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพให้มากขึ้น โดยใช้กรอบแนวคิดหรือทฤษฎีต่างๆ และตัวอย่างจากต่างประเทศมาช่วงในการวิเคราะห์

ผลการดำเนินโครงการในส่วนของการจัดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้นำมาเป็นกรอบในการกำหนดยุทธศาสตร์ของสภาประชาสังคมชายแดนใต้ อาจต้องศึกษาเพิ่มเติมว่า การทำหน้าที่ของการเป็นพื้นที่กลางของสภาฯ จะส่งผลกระทบอย่างไรในการเปลี่ยนแปลงทิศทางและวาระของการทำงานสันติภาพของภาคประชาสังคมชายแดนใต้

 

หมายเหตุ

รายงานนี้เรียบเรียงจากรายงานโครงการ "บทเรียน 12 ปี พัฒนาการและบทบาทของภาคประชาสังคมกับกระบวนการสันติภาพชายแดนใต้และการจัดทำ Roadmap สภาประชาสังคมชายแดนใต้" จะมีทั้งหมด 3 ตอน

คณะวิจัย

ศาสตราจารย์ สุริชัย หวันแก้ว, รองศาสตราจารย์ ดร. ฉันทนา บรรพศิริโชติ หวันแก้ว, ดร.สุรางค์รัตน์ จำเนียรพล, นางฟารีดา ปันจอร์, นายอิมรอน ซาเหาะ และ นางสาวรอฮีมะห์ เหะหมัด    

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

“12 ปี ประชาสังคมกับกระบวนการสันติภาพ” (2) จากปี 2547 – ปัจจุบัน จากนโยบายทักษิณสู่ MARA PATANI

“บทเรียน 12 ปี ประชาสังคมกับกระบวนการสันติภาพ”(1) ภาคประชาสังคมคือใคร ทำหน้าที่อะไร