เสียงนักศึกษามุสลิมต่างแดน (1) นักศึกษาคือหนึ่งในกลไกสร้างสันติภาพที่รัฐไม่ควรระแวง

นานาทัศนะนักศึกษามุสลิมไทยในต่างแดน สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น และอินเดีย ชี้รัฐควรให้กำลังใจนักศึกษาที่กำลังเรียนอยู่และคิดที่จะนำความรู้กลับมาพัฒนาประเทศในอนาคต และรัฐไม่ควรสงสัยหรือตัดกำลังใจด้วยการเฝ้าระวังนักศึกษามุสลิมที่อยู่ต่างประเทศ ที่สำคัญนักศึกษาควรถูกพิจารณาว่าเป็นหนึ่งในกลไกของการสร้างสันติภาพ

หลังจาก พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้สัมภาษณ์นักข่าวหลังประชุมคณะกรรมการนโยบายสภาความมั่นคงแห่งชาติ เมื่อไม่นานมานี้ว่า ที่ประชุมได้รับทราบการติดตามความเคลื่อนไหวของนักศึกษาไทยมุสลิมที่ได้รับทุนจากต่างประเทศและใช้ทุนส่วนตัวเดินทางไปศึกษาต่อในหลายประเทศประมาณ 4,000 - 5,000 คน เพราะพบว่าบางกลุ่มมีพฤติกรรมที่จะมุ่งไปสู่แนวคิดการปกครองตนเองในจังหวัดชายชายแดนใต้ หรือบางคนคิดไปถึงการแบ่งแยกดินแดน โดยคนกลุ่มนี้มีประมาณ 100 – 200 คน แต่ยังไม่พบว่ามีส่วนไปเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับกลุ่มไอเอส

แต่หลังจากนั้น พ.อ.พีรวัชฌ์ แสงทอง โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ให้สัมภาษณ์ว่า จากสถานการณ์ในปัจจุบันยืนยันว่า นักศึกษาไทยมุสลิมที่เดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศ ไม่มีพฤติกรรมหรือแนวคิดแบ่งแยกดินแดนอีกแล้ว เรื่องนี้เป็นเพียงแค่แนวคิดของคนบางกลุ่มเท่านั้น และจากข้อมูลของหน่วยงานความมั่นคง รวมทั้ง กอ.รมน. ตรวจสอบแล้วก็ยังไม่พบพฤติกรรมการแบ่งแยกดินแดน

โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้จึงติดต่อนักศึกษามุสลิมไทยที่ศึกษาเล่าเรียนอยู่ในต่างประเทศเพื่อขอสัมภาษณ์ถึงชีวิตความเป็นอยู่ แนวคิดต่างๆ เช่น ทำไมถึงเลือกไปเรียนที่ต่างประเทศ คิดว่าต่างกับการเรียนในประเทศอย่างไร? จบแล้วมีการวางแผนว่าอย่างไร? คาดหวังว่ารัฐควรปฏิบัติต่อนักศึกษามุสลิมในต่างแดนอย่างไร? เป็นต้น โดยส่วนใหญ่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ชายแดนใต้ ซึ่งในรายงานชิ้นแรกนี้ เป็นการสัมภาษณ์นักศึกษามุสลิมไทยในประเทศอังกฤษ ญี่ปุ่นและอินเดีย ดังนี้

อนุวาร์  แวสาเมาะ : มาเรียนที่ต่างแดนเพื่อกลับไปพัฒนาในส่วนที่ยังขาดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ

นายอนุวาร์  แวสาเมาะ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ณ มหาวิทยาลัยเอดินเบอระ (The university of Edinburgh) สหราชอาณาจักร ภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่ ตำบลหนองแรด อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี กล่าวว่า การเรียนต่อต่างประเทศนั้นถือว่าเป็นความฝันของเด็กหลายๆ คนไม่ว่าจะเป็นคนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้หรือพื้นที่ส่วนอื่นๆ ของประเทศไทย

แต่สำหรับนักศึกษามุสลิมแล้วการได้ไปเรียนต่อทางด้านศาสนาในแถบตะวันออกกลาง เอเชียกลาง รวมไปถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซียซึ่งมีสถาบันการเรียนการสอนศาสนาที่มีคุณภาพและเปิดมาอย่างยาวนานนั่นเป็นแรงจูงใจให้คนในครอบครัวส่งเสริมและหวังที่จะให้ลูกหลานได้มีโอกาสไปเก็บเกี่ยวความรู้เพื่อความอยู่รอดของตนเองทั้งในโลกนี้และโลกหน้าแล้วกลับมาส่งต่อความรู้เหล่านั้นให้กับคนที่ขาดโอกาสในพื้นที่

สำหรับตนเองซึ่งเป็นหนึ่งในจำนวนนักศึกษามุสลิมจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่กี่คนที่มีโอกาสได้ไปเรียนต่อในประเทศแถบยุโรป ก็มีความฝันและความหวังเช่นเดียวกับคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ที่ต้องการนำองค์ความรู้ และประสบการณ์ที่ได้จากการร่ำเรียนมาจากต่างแดนกลับมาพัฒนาในส่วนที่คิดว่าต้องมีการปรับปรุงและขาดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ

การเรียนในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างยุโรปย่อมมีความแตกต่างจากประเทศโลกที่สามโดยเฉพาะวิธีการเรียนการสอน การเรียนที่นี่นอกจากจะเน้นเรื่องการคิดวิเคราะห์อย่างมีอิสระมากกว่าการท่องจำแล้วที่นี่ยังส่งเสริมให้นักศึกษาเรียนและค้นหาข้อมูลด้วยตนเองมากกว่าการรอจดบันทึกจากผู้สอน ฉะนั้นความรู้ที่ได้จากการเรียนในต่างประเทศส่วนใหญ่แล้วขึ้นอยู่กับความพยายามส่วนบุคคล คนใดที่อุทิศเวลาเพื่อการเรียนรู้มากคนนั้นก็จะได้มาก สิ่งเหล่านี้ควรที่จะมีการส่งเสริมและเอามาปรับใช้ในประเทศไทยเป็นอย่างยิ่งเพื่อนักศึกษาที่จบไปแล้วจะมีประสิทธิภาพทั้งในด้านระบบความคิดและทักษะการทำงาน

รัฐควรให้กำลังใจนักศึกษาที่กำลังเรียนอยู่และคิดที่จะนำความรู้มาพัฒนาประเทศในอนาคต

นายอนุวาร์  แวสาเมาะ กล่าวว่า ในมหาวิทยาลัยที่กำลังเรียนอยู่มีนักศึกษาไทยอยู่ประมาณร้อยกว่าคน ในจำนวนนี้มีนักศึกษามุสลิมน้อยมาก แต่จากการสังเกตจะพบว่ามีนักศึกษามุสลิมเพิ่มขึ้นทุกปี อย่างไรก็ตามเมื่อมีการทำกิจกรรมเผยแพร่วัฒนธรรมสังคมไทยให้กับคนต่างชาติ ทั้งนักศึกษามุสลิม พุทธ และศาสนาอื่นๆ ก็ไม่ปฏิเสธที่จะร่วมมือและเข้าร่วมกิจกรรมตราบใดที่กิจกรรมเหล่านั้นไม่ขัดกับหลักศาสนาและความเชื่อของแต่ละบุคคล

“ผมยังมีเวลาเรียนที่นี่อีกสองปี สิ่งที่เน้นเป็นพิเศษตอนนี้คือทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดีที่สุดก่อน ส่วนเรื่องอนาคตนั้นมีแผนว่าอยากจะกลับมาทำงานต่อที่บ้าน”

นายอนุวาร์  แวสาเมาะ กล่าวว่า ปัจจุบันมีนักศึกษามุสลิมนิยมศึกษาต่อต่างประเทศกันมากขึ้น และไม่จำกัดเฉพาะประเทศแถบอาหรับ เอเชียใต้หรือประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงประเทศในโลกตะวันตกด้วย ส่วนสาขาวิชาที่ไปเรียนก็มีความหลากหลายเช่นเดียวกัน และไม่ใช่เพียงแค่การศึกษาด้านศาสนาเท่านั้น

“ดังนั้นการที่รัฐเหมารวมว่านักศึกษามุสลิมจากสามจังหวัดมีความเหมือนกันในแง่ความคิดและจุดประสงค์ของการเรียนต่อในต่างประเทศนั้น(โดยเฉพาะความคิดเรื่องการแบ่งแยกดินแดนที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ ณ ขณะนี้ ซึ่งเป็นประเด็นที่อ่อนไหวมาก) เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่งเพราะว่ามันอาจจะส่งผลลบต่อสภาพจิตใจและกำลังใจของนักศึกษาที่กำลังเรียนอยู่และคิดที่จะนำความรู้มาพัฒนาประเทศในอนาคต”

ไซนุน จารง : รัฐไม่ควรสงสัยหรือตัดกำลังใจด้วยการเฝ้าระวังนักศึกษามุสลิมที่อยู่ต่างประเทศ

น.ส.ไซนุน จารง นักศึกษาสาขาการสอนภาษาญี่ปุ่น มหาวิทยาลัยแห่งมิยาซากิ จ.มิยาซากิ ประเทศญี่ปุ่น ภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่ อ.เบตง จ.ยะลา กล่าวว่า เลือกมาเรียนที่นี่เพราะสอบทุนรัฐบาลญี่ปุ่นได้ และการมาเรียนด้านภาษาในประเทศ เจ้าของภาษาทำให้ได้ความรู้และความเชี่ยวชาญในด้านภาษานั้นมากกว่าเรียนในประเทศ

“นักศึกษาไทยที่มาเรียนในประเทศญี่ปุ่น มีจำนวนมากตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ปีล่าสุดไม่แน่ใจในจำนวน แต่เรียกได้ว่าทุกมหาวิทยาลัยมีการรวมตัวกัน นักศึกษามุสลิมมีจำนวนน้อยมาก ทั้งประเทศญี่ปุ่นรู้จักกันเพียงสามถึงสี่คน แต่เรารวมตัวกับนักศึกษาที่ไม่ใช่มุสลิมได้ ร่วมงานกิจกรรมหาวิทยาลัยหรือในเมืองที่อาศัยอยู่ ในฐานะ ที่เป็นตัวแทนนักศึกษาไทย ร่วมเผยแพร่วัฒนธรรมไทย”

น.ส.ไซนุน จารง เปิดเผยว่า เมื่อเรียนจบแล้วจะกลับไปเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) เช่นเดิมเหมือนก่อนมาเรียน

น.ส.ไซนุน จารง เปิดเผยอีกว่า ตนคาดหวังว่ารัฐควรสนับสนุนนักศึกษามุสลิมเช่นเดียวกันกับที่สนับสนุนนักศึกษาที่ไม่ใช่มุสลิมทั่วไป และไม่ควรสงสัยหรือตัดกำลังใจด้วยการเฝ้าระวังนักศึกษามุสลิมที่อยู่ต่างประเทศ เพราะอาจทำให้ไม่มีใครอยากกลับไปพัฒนาประเทศต่อไป การเลือกทำงานในต่างประเทศ ได้รายได้ตอบแทนมากกว่าในประเทศ หลายคนจึงเลือกที่จะอยู่ต่อต่างประเทศมากกว่า ถ้ารัฐยิ่งจับตามอง

ฮากีม ผูหาดา : ที่เลือกเรียนต่างประเทศเพราะได้เรียนด้วยภาษาอังกฤษ

นายฮากีม ผูหาดา นักศึกษาปริญญาโทด้านรัฐศาสตร์ สำนักการระหว่างประเทศศึกษา (School of International Studies) มหาวิทยาลัยเจาวะหะร์ลาล เนห์รู (Jawaharlal Nehru University) เมืองนิว เดลี ประเทศ อินเดีย ภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่ อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา กล่าวว่า เหตุผลสำคัญที่เลือกเรียนต่างประเทศคือ การได้ศึกษาในหลักสูตรภาษาอังกฤษ เพราะทุกวันนี้แหล่งความรู้ทั้งข้อคิด ข้อเขียน บทวิจารณ์ ตลอดจนทฤษฎี โดยเฉพาะสายสังคมศาสตร์ส่วนใหญ่ถูกผลิตขึ้นจากฟากฝั่งตะวันตก

แม้มหาวิทยาลัยในประเทศไทยจะใช้ตำราภาษาอังกฤษบางส่วนในการเรียนการสอน แต่ก็ยังให้ความสำคัญกับตำราภาษาอังกฤษในระดับรองลงมาจากตำราภาษาไทย

นายฮากีม กล่าวว่า การเรียนการสอนในต่างประเทศจะบังคับใช้ตำราภาษาอังกฤษเป็นหลัก ตลอดจนสภาพแวดล้อมจากการศึกษาในต่างประเทศ เช่น เพื่อนฝูง วัฒนธรรม และวิถีชีวิต เป็นต้น ถือเป็นปัจจัยที่ช่วยบังคับนักศึกษาให้ต้องฝึกฝนภาษาอังกฤษทั้งในระดับของการสื่อสาร ทักษะการอ่านตำรับตำรา และทักษะการเขียนงานวิชาการ ซึ่งนานๆ เข้า นักศึกษาจะค่อยๆ ซึมซับกับการใช้ภาษาอังกฤษผ่านสภาพแวดล้อมเหล่านั้น

แน่นอนว่าประเทศอินเดียไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ และไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแรกในการสื่อสาร ดังนั้นการศึกษาภาษาอังกฤษในประเทศอินเดียจึงไม่อาจเทียบเท่ากับการได้ศึกษาภาษาอังกฤษจากประเทศตะวันตกซึ่งมีภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่

นายฮากีม กล่าวอีกว่า ถึงกระนั้นระบบการศึกษาของอินเดียก็มีการปูพื้นฐานภาษาอังกฤษให้กับนักเรียนในระดับประถมและมัธยมไว้อย่างดี ทำให้มหาวิทยาลัยในอินเดียส่วนใหญ่ใช้หลักสูตรภาษาอังกฤษในการเรียนการสอน ชาวอินเดียที่ผ่านระบบการศึกษาในระดับมัธยมสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างดี ทั้งการฟัง พูด อ่าน และเขียน แม้ผู้ที่ไม่ได้ผ่านระบบการศึกษาก็สามารถสื่อสารได้พอสมควร

ปัจจัยทางด้านค่าใช้จ่ายก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ ประเทศอินเดียมีค่าใช้จ่ายทางการศึกษา และค่าครองชีพที่ค่อนข้างถูกเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศจากตะวันตก ทำให้อินเดียเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ของนักศึกษาทีมีงบประมาณน้อย แต่ต้องการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ สำหรับตนเองแล้ว การพัฒนาภาษาอังกฤษจะช่วยทำให้ขอบฟ้าทางความรู้ขยายกว้างขึ้นอย่างมหาศาล

ทำกิจกรรมนำเสนอประเทศไทยในแง่มุมต่างๆ ให้แก่ชาวต่างชาติสนใจ

นายฮากีม เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีนักศึกษาไทยที่ศึกษาในประเทศอินเดียประมาณ 400 - 500 คน ทั้งที่เรียนในสายสามัญและสายศาสนา โดยในแต่ละปีนักศึกษาไทยในอินเดียจะมีการจัดกิจกรรม “สวัสดีไทยแลนด์” อันเป็นกิจกรรมที่เผยแพร่และนำเสนอประเทศไทยในแง่มุมต่างๆ ให้แก่ชาวอินเดียและชาวต่างชาติอื่นๆ ที่สนใจ โดยมีการจัดซุ้มนำเสนอข้อมูลและการพูดคุยแลกเปลี่ยนตั้งแต่ข้อมูลทั่วไปทางภูมิศาสตร์ การเมืองการปกครอง ระบบการศึกษา วัฒนธรรมในแต่ละท้องถิ่นของประเทศไทย ตลอดจนอาหาร

สำหรับภายในมหาวิทยาลัยเจาวะหะร์ลาล เนห์รู ในแต่ละปีจะมีการเปิดพื้นที่สำหรับกิจกรรมเผยแพร่วัฒนธรรมของนักศึกษาต่างชาติใน 2 กิจกรรม คือ กิจกรรม Food Festival และกิจกรรม Cultural Night ซึ่งนักศึกษาไทยก็เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวด้วยเช่นกัน

นายฮากีม เปิดเผยต่อว่า หลังจากจบการศึกษาในระดับปริญญาโทแล้ว ก็ตั้งใจศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น เนื่องด้วยหลักสูตรการศึกษาระดับปริญญาโทยังไม่เพียงพอในการทำงานสายวิชาการ เพราะยังขาดประสบการณ์ในการเขียนวิทยานิพนธ์หรืองานวิจัย ซึ่งการเขียนวิทยานิพนธ์/งานวิจัย ตามหลักสูตรการศึกษาของอินเดียจะมีขึ้นในการศึกษาระดับอนุปริญญาเอกขึ้นไป

นักศึกษาควรถูกพิจารณาว่าเป็นหนึ่งในกลไกของการสร้างสันติภาพ

นายฮากีม กล่าวอีกว่า หน้าที่หนึ่งของรัฐที่ดีหรือรัฐในอุดมคติ คือรัฐที่สนับสนุนและจัดการศึกษาให้กับประชาชนในรัฐอย่างทั่วถึง เช่นกันกับรัฐไทย ตนคาดหวังว่าส่วนหนึ่งรัฐไทยจะสนับสนุนให้นักศึกษาทุกคนได้เข้าถึงการศึกษาไม่ว่าจะเป็นการศึกษาด้านศาสนา สามัญ หรือสายอาชีพ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นการพัฒนาทรัพยากรบุคคลที่จะเป็นอนาคตของการพัฒนาสังคมให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

“หากแม้รัฐไทยไม่สามารถสนับสนุนในส่วนดังกล่าวได้ ผมคาดหวังเพียงว่ารัฐไทยจะไม่ผลักใสหรือปรักปรำกลุ่มนักศึกษาที่มีความไม่พอใจต่อการกระทำของรัฐที่ขัดกับหลักการสากลหรือนักศึกษาที่วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐที่บกพร่องในกระบวนการยุติธรรมว่ามีพฤติกรรมแบ่งแยกดินแดน และต่อต้านชาติ”

"นักศึกษาจึงควรถูกพิจารณาว่าเป็นหนึ่งในกลไกของการสร้างสันติภาพโดยการเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสอบการทำงานของรัฐ เพื่อให้รัฐดำเนินนโยบายที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ความขัดแย้ง ตลอดจนเป็นส่วนหนึ่งในการรณรงค์เคลื่อนไหวในแนวทางสันติ" นายฮากีม กล่าว

การผลักใสกลุ่มนักศึกษาว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนหมายถึงการลดทอนทางเลือกในการแสดงออกอย่างสันติของนักศึกษาให้เหลือเพียงช่องทางความรุนแรงเพียงช่องทางเดียว จะเห็นได้จากคำขวัญที่ว่า “อย่าผลักใสเราเลย ทุกวันนี้เรายังเชื่อมั่นในหนทางสันติ” ที่ครั้งหนึ่งนักศึกษาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ตั้งขึ้นเพื่อตอบโต้สำนักข่าวแห่งหนึ่งที่กล่าวหาว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการแบ่งแยกดินแดน