คุยสันติภาพกับ อาบูฮาฟิซ อัลฮากีม : “ใครลงจากเวทีก่อนคนนั้นแพ้ เพราะโลกมองเราอยู่”

สัมภาษณ์พิเศษ ‘อาบูฮาฟิซ อัลฮากีม’ จากมาราปาตานีเพื่อวัดอุณหภูมิกระบวนการพูดคุยสันติภาพ ชี้ใครลงจากเวทีในตอนนี้ก่อนถือว่าแพ้ เพราะโลกกำลังมองดูอยู่ ยืนยันการหารือวงเทคนิคยังเดินหน้าต่อ ยกบทเรียนจากมินดาเนาที่ต้องเอาศาสนานำหน้า ฉวยโอกาสให้สันติภาพและมอบหมายต่อพระเจ้า จากการต่อสู้ด้วยกำลังสู่การต่อสู้ในทางการเมือง วันนี้ ‘เอกราช’ เป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงกัน

เมื่อไม่นานมานี้ อาบูฮาฟิซ อัลฮากีม โฆษกอย่างไม่เป็นทางการของมารา ปาตานี (MARA Patani) องค์กรร่มของขบวนการปลดปล่อยเอกราชปาตานี ได้ให้สัมภาษณ์โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ (DSJ) ถึงความคืบหน้าของกระบวนการพูดคุยสันติภาพปาตานี/กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีเนื้อหาน่าสนใจ ดังนี้

กระบวนการพูดคุยสันติภาพตอนนี้อยู่ตรงไหนและจะไปข้างหน้าอย่างไร?

อาบูฮาฟิซ - ตอนนี้ติดอยู่ที่กรอบข้อตกลงการพูดคุยหรือ TOR คือ เราเห็นด้วยแล้วในระดับคณะทำงานเชิงเทคนิคร่วมของทั้งสองฝ่าย แต่เมื่อไปถึงนายกรัฐมนตรีของไทยกลับไม่ยอมลงนาม เราก็ทำได้แค่รอฟังคำตอบ ถ้าเราใจร้อนแล้วไปกล่าวหาว่าฝ่ายไทยไม่ยอมคุยด้วยและหยุดแค่นี้ คงไม่มีอะไรดีแน่ๆ เพราะกระบวนพูดคุยที่ทำมาก็จะหยุดลง ดังนั้นเราจะต้องใจเย็น เพราะหากการพูดคุยหยุดก็จะส่งผลต่อเรื่องอื่นๆ ด้วย เช่น ตอนนี้เราก็ได้เดินสายไปยังที่ต่างๆ หรือประเทศต่างๆ เพื่อเรียนรู้กระบวนการสันติภาพและอธิบายกระบวนการสันติภาพของพื้นที่เรา

กระบวนการสันติภาพจะดีหรือไม่ดี เราควรให้มันเดินต่อไป แต่อย่าให้เราขาดทุน ตอนนี้เรายังไม่ขาดทุน อย่างกรณี TOR เองที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ยอมลงนาม เราก็มาดูกันใหม่ได้ว่าจะต้องแก้ตรงไหน อย่างล่าสุดที่ประชุมสภาความมั่นคง หรือ สมช. ของไทยก็ประชุมกันว่าส่วนไหนบ้างที่ไม่เหมาะสม และในส่วนไหนที่ไม่เหมาะสมก็ให้แจ้งมาทางเรา เราก็คุยกันใหม่ได้

ขณะนี้ฝ่ายไทยได้ส่งคำตอบมาแล้ว ส่งผ่านคนกลางคือประเทศมาเลเซียมา ซึ่งมาเลเซียแจ้งมาแล้วว่าทางกรุงเทพส่งคำตอบมาแล้ว และทางเราก็ได้ประชุมหารือกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และได้มอบหมายให้กับทางฝ่ายคลังสมอง (think tank) ของเรา นำกลับไปพิจารณาต่อว่า จะแก้ไขส่วนไหนและอย่างไรบ้างถึงจะเหมาะสม

เหตุผลที่เราไม่ควรใจร้อนแล้วหยุดการพูดคุยเพราะไม่พอใจฝ่ายไทยนั้น หากเปรียบเทียบตอนนี้ก็เหมือนกับเรายืนอยู่บนเวทีแล้ว หมายถึงทั้งสองฝ่ายอยู่บนเวทีแล้ว และโลกกำลังมองเราอยู่ แม้การพูดคุยจะยังไม่เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการก็ตาม แต่โลกก็มองดูอยู่ และใครลงจากเวทีก่อนคนนั้นแพ้ แพ้ในที่นี่คือแพ้ในทางการเมือง

ถ้าเราลงจากเวทีก่อน โลกจะกล่าวหาว่าเราเป็นผู้ก่อการร้ายที่ไม่ยอมพูดคุยสันติภาพ แต่หากรัฐไทยลงจากเวทีก่อน โลกจะมองว่ารัฐไทยไม่จริงจัง ไม่จริงใจในการแก้ไขปัญหา ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถที่จะลงจากเวทีได้ในตอนนี้

แม้ พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่าไม่อยากคุยกับพวกนอกกฎหมาย แต่เอาเข้าจริงเขาก็ถอยไม่ได้ เพราะหากดูนัยทางการเมืองแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ เป็นคนเดินทางมายังกัวลาลัมเปอร์ด้วยตัวเอง มาบอกกับนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีของมาเลเซียว่าขอให้สานต่อการพูดคุย ไม่ใช่นาจิบเดินทางไปกรุงเทพฯ นัยคือคุณเองไปขอลูกสาวเขา แล้วอยู่ๆ จะไม่เอาลูกสาวเขา แบบนี้คนจะมองว่าเป็นคนไม่ดีแน่ๆ ซึ่งโลกกำลังมองอยู่

เรารอได้ ไม่ได้ขาดทุนอะไร และคณะทำงานเชิงเทคนิคร่วมก็คุยกันได้เสมอ แม้จะไม่มีพล.ท.นักรบ (พล.ท.นักรบ บุญบัวทอง เลขานุการคณะพูดคุยสันติสุขฯ ที่ถูกปลดออก) แล้วก็ไม่เป็นไร เราจะรอดูว่าคนใหม่เป็นใคร แต่เอาเข้าจริงการไม่มี พล.ท.นักรบ ฝ่ายเราเองก็กังวลเหมือนกัน แต่เราจะรอดูว่าใครจะมาแทน ซึ่งเราก็รอได้เพื่อให้การพูดคุยเดินหน้าต่อไปได้ เพราะหากการพูดคุยเดินหน้าไม่ได้ ก็จะส่งผลต่อการทำงานของภาคประชาสังคมด้วย

กระบวนการสันติภาพนั้น แม้ไม่ดีแต่ก็ยังดีกว่าการไม่มีกระบวนการสันติภาพเลย ผมเคยคุยกับตัวแทนขบวนการ MILF ของมินดาเนา (แนวร่วมปลดปล่อยอิสลามโมโรที่เคลื่อนไหวในภาคใต้ของประเทศฟิลิปปินส์) เขาบอกว่าเมื่อก่อนเขาก็เป็นเหมือนกับที่เราเป็นนั่นแหละ แม้แต่จะกินข้าวโต๊ะเดียวกันกับฝ่ายรัฐบาลเขาก็ยังไม่ต้องการ เพราะไม่มีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าจะไว้วางใจได้

ข้อแนะนำหนึ่งจาก MILF คือ เขาให้เอาอิสลามหรือศาสนามานำหน้า แล้วทุกอย่างจะดีขึ้น ศาสนาเราสอนว่าอย่าสิ้นหวังกับกระบวนการสันติภาพ หากเห็นว่าเขาต้องการสันติภาพ เราควรฉวยโอกาสนั้นสร้างสันติภาพ ที่เหลือก็มอบหมายแด่พระเจ้า แม้เขาจะไม่จริงใจกับเราก็ให้เราเชื่อในผลตอบแทนจากพระเจ้า

MILF ยังบอกกับผมอีกว่า รัฐบาลฟิลิปปินส์เองก็เคยหลอกเรามาหลายครั้ง แต่ทุกครั้งที่รัฐบาลหลอกเรา โลกก็ยิ่งเห็นใจเรามากขึ้น แม้ที่ผ่านมาล่าสุดกฎหมาย BBL (กฎหมายพื้นฐานบังซาโมโร) ที่ไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา แต่เราก็จะเดินหน้าต่อไป แต่ไม่ใช่การแบกอาวุธไปสู้ แต่เดินหน้าการพูดคุยกันต่อไป เราเดินมาแล้วครึ่งทาง เพราะถ้าเราหยุดก็เหมือนกับเราจะต้องกลับไปนับหนึ่งใหม่

ความไว้วางใจตอนนี้มีมากน้อยเพียงใด?

อาบูฮาฟิซ - ไม่มี ยังไม่มีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน เพราะเพิ่งพูดคุยกันได้ไม่นาน บางทีอาจต้องใช้เวลา 10 ปีถึงจะไว้ใจกันได้ สิ่งที่รัฐไทยกลัวมากที่สุด คือกลัวว่าเราต้องการเอกราช ในทางการเมืองเรายืนยันว่าเราไม่ได้ต้องการเอกราช เอกราชเท่านั้นที่เราต้องการ ไม่ใช่ แต่เราต้องการอำนาจในการบริหารจัดการในพื้นที่ของตนเอง

ตัวอย่างเช่น เรากำลังจะเดินทางไปหางานหาเงินที่กรุงเทพฯ แต่เมื่อเดินทางไปแล้วยังไม่ทันถึงกรุงเทพฯ ถึงแค่ราชบุรี เราก็ได้งานทำ มีเงินใช้เยอะแยะ หากถามว่าเรายังต้องการที่จะไปกรุงเทพอีกหรือไม่ คำตอบคือ ไม่จำเป็นแล้ว เพราะได้สิ่งที่ต้องการแล้ว เรื่องนี้ก็เช่นกัน ให้ในสิ่งที่เราต้องการ เมื่อได้ในสิ่งที่เราต้องการแล้ว เอกราชก็ไม่จำเป็นแล้วก็ได้

หากเราสามารถจัดการในเรื่องการศึกษา เศรษฐกิจ การเมือง สังคมเอง ก็ถือว่าเราได้ในสิ่งที่ต้องการแล้ว พรมแดนแทบจะไม่มีความหมายในปัจจุบัน นี่คือยุคของเรา ถึงยุคของลูกหลานเราก็ไปว่ากันใหม่ เช่น หากเรามีหนี้ 10 บาท เราทวงแล้วทวงอีก แต่เขาบอกว่าให้ได้แค่ 7 บาท ตอนนี้หากเราฉลาดพอ เราก็เอามาก่อน 7 บาท ส่วนที่เหลือก็อย่าลืม ค่อยทวงกันใหม่

คนที่เรียนรัฐศาสตร์จะรู้ว่ายุคนี้ไม่ใช่ยุคของการเรียกร้องเอกราชแล้ว แต่เป็นยุคของการเรียกร้องสิทธิ ประเทศสุดท้ายที่เราเห็นว่าได้รับเอกราชคือติมอร์เลสเต้ แล้วเขาได้อะไรบ้าง? ไม่ได้อะไรเลย ออสเตรเลียได้ไปหมดเลย นี่คือบทเรียนที่เราควรเรียนรู้ จนมีคำพูดของนายกรัฐมนตรีติมอร์ฯ ว่า ถ้าเรากลับไปปกครองตนเองอยู่ภายใต้ประเทศอินโดนีเซียใหม่น่าจะดีกว่านี้ เรื่องนี้ก็ยังเป็นที่ถกเถียงภายในขบวนการเช่นกัน

ในปีนี้ 3 เดือนแรกของปีนี้มีเหตุการณ์รุนแรงมาก แต่หลังจากนั้นเหตุการณ์น้อยลง มันเกี่ยวข้องกับการพูดคุยของมาราปาตานีหรือไม่?

อาบูฮาฟิซ - สถิติอาจบอกว่าเป็นไปในลักษณะนั้น แต่ในการปฏิบัติการของขบวนการที่ขึ้นๆ ลงๆ ส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับทรัพยากรมนุษย์หรือกองกำลัง จังหวะ และอาวุธ เป็นต้น แต่ต่อให้ไม่มีการพูดคุย เหตุการณ์ก็เป็นไปในลักษณะนั้น ในช่วงที่ยังไม่มีการพูดคุยเหตุรุนแรงก็ขึ้นๆ ลงๆ เช่นกัน แต่สิ่งที่เปลี่ยนภายหลังมีการพูดคุยคือแกนนำหรือสมาชิกบีอาร์เอ็นจากที่เคยคิดว่าจะใช้ปฏิบัติการณ์ทางการทหารอย่างเดียว ส่วนหนึ่งก็มาเห็นด้วยกับการพูดคุย

ดังนั้น เมื่อมีการพูดคุยและยังมีเหตุรุนแรงอยู่ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ เป็นไปไม่ได้ที่เมื่อมีการพูดคุยแล้วความรุนแรงจะหยุดลงทันที เพราะฝ่ายที่เชื่อในการใช้กำลังทางการทหารก็ยังมีอยู่

บางคนเห็นว่าความรุนแรงลดลงในช่วงต้นรอมฎอนอาจเกี่ยวกับการพูดคุย ซึ่งก็อาจเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ ในทางลับๆ อาจมีข้อแลกเปลี่ยนอะไรบางอย่างระหว่างบีอาร์เอ็นกับรัฐบาลก็ได้ แต่ในทางหลักการแล้วไม่มีที่ระบุว่าให้หยุดสงครามในเดือนรอมฎอน มีแต่ให้หยุดในเดือนอื่นซึ่งอิสลามกำหนดไม่ให้มีสงครามในสี่เดือน แต่ไม่ใช่เดือนรอมฎอน คนที่บอกว่าไม่มีสงครามในเดือนรอมฎอนเป็นแค่ข้ออ้างเท่านั้น

ไอเดียแรกๆ ที่มีการบอกว่าให้ยุติความรุนแรงในเดือนรอมฎอนมาจากการที่ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร (อดีตเลขาธิการ สมช.หัวหน้าคณะพูดคุยสันติภาพในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) พบปะกับผู้นำศาสนาที่จังหวัดยะลา และเกิดแนวคิดรอมฎอนสันติสุข ยุติความรุนแรง ตอนนั้นมีการทดลองใช้ เพิ่มเวลาอีก 10 วัน เป็น 40 วัน แต่ทดลองได้ไม่กี่วันก็ยิงกันใหม่ ส่วนหนึ่งก็บอกว่าฝ่ายทหารของไทยไม่ทำตามสัญญา เพราะยังไปปิดล้อมตรวจค้น ในขณะที่ฝ่ายบีอาร์เอ็นก็หยุดยิงจริงๆ และบางส่วนก็กลับบ้านในช่วงนั้น

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

สัมภาษณ์พิเศษ: ตัวแทนมารา ปาตานี กับอนาคตของสันติภาพชายแดนใต้