เสียงนักศึกษามุสลิมต่างแดน (3) ทุกคนมุ่งแสวงหาความรู้หวังจะกลับไปพัฒนาหมู่บ้านและประเทศชาติ

นานาทัศนะนักศึกษามุสลิมไทยในต่างแดนตอนที่ 3 มุมมองนักศึกษามุสลิมไทยในประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย และอียิปต์ แนะรัฐควรสนับสนุนนักศึกษาเพื่อให้พวกเขากลับมาพัฒนาประเทศเพราะทุกคนหวังจะกลับไปพัฒนาหมู่บ้านขอตนเอง ชี้ระบบการเรียนการสอนในต่างประเทศต่างจากในประเทศไทยแต่เป้าหมายไม่ต่างกัน ข่าวเชิงลบต่อนักศึกษาเป็นการลดความน่าเชื่อถือของนักศึกษาปัญญาชนสร้างความขัดแย้งที่อาจทำให้การแก้ปัญหาไม่สามารถเดินหน้าไปได้ ย้ำนักศึกษาไม่ได้คิดเรื่องแบ่งแยกดินแดน

ฟีรดาว มูหะมัด : เรียนมาเลเซียเพราะคุ้นเคยทั้งวัฒนธรรม ภาษา และศาสนา

น.ส.ฟีรดาว มูหะมัด นักศึกษาปริญญาโท สาขาภาษาศาสตร์ คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติมาเลเซีย ประเทศมาเลเซีย บ้านเกิดอยู่จังหวัดยะลา กล่าวว่า เหตุผลในการที่คนจะเลือกมาเรียนที่มาเลเซียอาจแตกต่างกันไปตามทรรศนะและที่มาของแต่ละคน

สำหรับตน การมาเรียนต่างประเทศเป็นโอกาสอย่างหนึ่ง ยิ่งได้มาเรียนที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งไม่ไกลจากบ้านนักก็เป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับคนที่ไม่อยากจากครอบครัวเป็นเวลานานๆ ส่วนหนึ่งก็เพราะปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมที่รู้สึกคุ้นเคย เอื้ออำนวยต่อการใช้ชีวิตในแบบฉบับของมุสลิม ทั้งวัฒนธรรม ภาษาและศาสนา

การที่ได้มาเรียนที่ประเทศมาเลเซีย ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีเพราะไม่ใช่แค่ได้ฝึกฝนภาษาอังกฤษเท่านั้น แต่ได้เรียนทั้งภาษามลายูและภาษาอังกฤษไปด้วย ซึ่งเป็นสื่อที่ทางมหาวิทยาลัยใช้เป็นสื่อในการเรียนการสอน ในขณะที่เรียนในประเทศไทย เราไม่ค่อยมีโอกาสมากนักที่จะเรียนภาษากับเจ้าของภาษาโดยตรง โดยเฉพาะภาษามลายู

ภาษาถือว่ากำลังมีบทบาทอย่างสูงเมื่อเราได้ก้าวเข้าสู่ความเป็นประชาคมอาเซียนเต็มรูปแบบ อีกทั้งภาษามลายูก็เป็นภาษาที่มีประชากรในประชาคมอาเซียนใช้มากถึง 300 กว่าล้านคน ส่วนภาษามลายูในประเทศไทยก็ยังไม่ได้รับการส่งเสริมและการสนับสนุนจากทางรัฐบาลอย่างมากนัก และนี้คือเหตุผลที่เลือกที่มาเรียนต่างประเทศ ในด้านภาษามลายู

มีโอกาสได้เผยแพร่วัฒนธรรมของตนเอง

น.ส.ฟีรดาว กล่าวว่า หลังจากชาติในอาเซียนรวมตัวกันเป็นประชาคมอาเซียน จำนวนนักศึกษาไทยที่ศึกษาในประเทศมาเลเซียก็เพิ่มจำนวนมากขึ้น ปัจจุบันมีประมาน 1,800 – 2,000 คน ในจำนวนนี้ก็จะมีทั้งนักศึกษาไทยพุทธและนักศึกษาไทยมุสลิม บางคนก็มาเรียนด้วยทุนรัฐบาล และบางคนก็มาเรียนด้วยทุนตัวเอง

กิจกรรมของนักศึกษาไทยในมาเลเซียที่ได้ทำทุกปีก็จะเป็น International Food Festival และ International Cultural Day ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ทางมหาวิทยาลัยเปิดโอกาสกับนักศึกษาต่างประเทศได้มีโอกาสเผยแพร่วัฒนธรรมของตนเองให้คนอื่นได้รู้จักและรับรู้ อีกทั้งยังมีกิจกรรมทัศนศึกษานอกมหาวิทยาลัยร่วมกันโดยได้รับการสนับสนุนจากทางมหาวิทยาลัย กิจกรรมในลักษณะนี้ทางมหาลัยจะเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นในทุก ๆ ปี

คนรุ่นใหม่ควรรู้จักและเข้าใจภาษามลายูอย่างแท้จริง

น.ส.ฟีรดาว กล่าวอีกว่า นักศึกษาบางคนที่ตัดสินใจเข้ามาเรียนต่อในประเทศมาเลเซียหลายคนพบว่าโอกาสในการทำงานมาเลเซียมีอยู่มาก นอกจากนั้นอัตราค่าจ้างสำหรับบัณฑิตปริญญาตรีจบใหม่ยังสูงกว่าอัตราการจ้างบัณฑิตจบใหม่ในประเทศไทย แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการได้เผยแพร่ความรู้ที่ได้เรียนมา กลับมาต่อเติมส่วนที่ยังไม่เพียงพอในสังคมบ้านเราปัจจุบัน

หลังจากเรียนจบตนคิดว่า จะกลับมาทำงานที่ประเทศไทย เพราะคิดว่า ความรู้และการเรียน การสอนทางด้านภาษามลายูยังมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของคนในพื้นที่ ถึงแม้ภาษามลายูกำลังอยู่ในช่วงพัฒนาโดยประชาชนในพื้นที่เอง และส่วนตัวเองก็อยากเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันภาษามลายูและรณรงค์ภาษามลายูให้กับคนรุ่นใหม่รู้จักและเข้าใจเกี่ยวกับภาษามลายูอย่างแท้จริง

รัฐควรสนับสนุนนักศึกษาเพื่อให้พวกเขารักในการที่จะไปกลับมาพัฒนาประเทศ

น.ส.ฟีรดาว กล่าวว่า การที่รัฐมองว่านักศึกษามุสลิมที่เรียนอยู่ต่างประเทศมีแนวคิดแบ่งแยกดินแดนเป็นการตีตราในเชิงลบแก่นักศึกษามุสลิม เพราะทุกคนพยายามมาเรียนต่างประเทศ ก็ล้วนพยายามมาเรียนเพื่อหาความรู้ด้วยตัวเอง ไม่ได้พึ่งหวังอะไรจากรัฐบาล ถึงแม้รัฐจะให้เงินทุนเพื่อการศึกษาแต่ก็ไม่เพียงพอ ที่สำคัญทุกคนมาเรียนก็ล้วนเพื่ออนาคตของชาติ แต่ถ้ารัฐไม่มีความเชื่อมั่นต่อนักศึกษามุสลิม อีกทั้งยังสงสัยกลุ่มนักศึกษามุสลิม ก็สามารถบ่งบอกได้ว่านักศึกษามุสลิมที่ได้ไปศึกษาต่อต่างประเทศเป็นที่จับตาของรัฐบาลอยู่ ถึงแม้ไม่ได้เป็นจริงตามที่รัฐบาลมอง

ในฐานะที่เป็นนักศึกษามุสลิมคนหนึ่งที่ศึกษาอยู่ต่างประเทศในขณะนี้ ก็อยากจะให้รัฐให้กำลังใจและส่งเสริมด้านการศึกษาให้มากขึ้น อาทิเช่น การส่งเสริมเงินทุนให้กับนักเรียนที่มีผลการเรียนดีได้รับการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นและกลับมาพัฒนาประเทศต่อไป

รวมทั้งรัฐควรเปิดโอกาสในกับนักศึกษาต่างประเทศมีโอกาสในด้านการทำงานมากขึ้นโดยใช้ความสามารถเป็นเกณฑ์ในการตัดสิน อยากให้รัฐให้ความเสมอภาคต่อนักศึกษามุสลิมเสมือนนักศึกษาไทย และไม่ควรมองนักศึกษามุสลิมในแง่ลบ และแสดงท่าทีในการจับผิดนักศึกษามุสลิมที่เรียนต่างประเทศทั้งสายสามัญและสายศาสนา เพื่อผลักดันให้นักศึกษาต่างประเทศทุกคนรักที่จะกลับมาพัฒนาประเทศต่อไป

ยะยา เซะ : เป้าหมายของการเรียนไม่ว่าในประเทศหรือต่างประเทศไม่ต่างกัน

นายยะยา เซะ นักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ ชั้นปีที่ 4  มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ อดีตนายกสมาคมนักเรียนไทยในกรุงไคโรในพระบรมราชูปถัมภ์ และที่ปรึกษานายกสมาคมฯ คนปัจจุบัน บ้านเกิดอยู่อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า ตนมีความฝันที่จะมาเรียนต่างประเทศในแถบตะวันออกกลาง เพราะว่าการได้เรียนในประเทศที่มีนักปราชญ์ใหญ่และมีความรู้ความชำนาญในตำราวิชาและเหมาะกับการที่สิ่งที่เราจะเรียน

การที่ได้เรียนต่างประเทศนั้นจะสอนให้มีความคิดที่กว้างขว้าง และเต็มไปด้วยวิสัยทัศน์ กล้าแสดงออก โดยเฉพาะประเทศอียิปต์ที่จะได้เรียนรู้วิถีชีวิตของอียิปต์โบราณและวัฒนธรรม แต่ตนก็คิดว่าเป้าหมายของการเรียนไม่ว่าในประเทศหรือต่างประเทศไม่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าหลังจากที่ได้เรียนแล้วหรือได้วิชาความรู้แล้วจะสามารถเผยแพร่ความรู้ที่ได้เล่าเรียนมามากน้อยเพียงใด 

ตนจึงคิดว่าขึ้นอยู่กับความฝันของแต่ล่ะบุคคลมากกว่าว่าต้องการศึกษาที่ไหน แต่การได้เรียนต่างประเทศเพื่อหาประสบการณ์ใหม่ๆ แน่นอนว่าในประเด็นนี้ย่อมมีความแตกต่างกันอยู่

มีนักศึกษาไทยกว่าสามพันคนในมหาวิทยาลัยเก่าแก่อันดับสามของโลก

นายยะยา กล่าวว่า ในประเทศอียิปต์มีมหาวิทยาลัยที่โด่งดังหลายแห่ง แต่ที่โด่งดังที่สุดและมีนักศึกษาจำนวนเป็นหลักแสนคน คือ มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร  และเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่เป็นอันดับ 3 ของโลก นักศึกษาจากประเทศไทยที่กำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้มีประมาณ 3,000 กว่าคน ในหลายคณะ อาทิ คณะนิติศาสตร์อิสลาม คณะนิเทศศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์อิสลาม คณะครุศาสตร์ คณะศาสนศาสตร์อิสลาม คณะแพทยศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ เป็นต้น

ในกรุงไคโรมีคณะกรรมการสมาคมนักเรียนไทยในกรุงไคโร เป็นตัวเชื่อมระหว่างนักศึกษาและสถานทูตไทยในการขับเคลื่อนกิจกรรม และทุกๆ ปีคณะกรรมการสมาคมจะจัดกิจกรรมที่ให้ประโยชน์แก่นักศึกษาไทยไม่ต่ำกว่า 20 โครงการต่อปี ไม่ว่าจะเป็นโครงการเชิงทัศนศึกษา เชิงวิชาการ นันทนาการ และกีฬา เป็นต้น กิจกรรมทีได้รับความนิยมมากนั้นก็คือ ฟุตบอลประจำปี

ขณะที่ภาครัฐก็ได้เยี่ยมเยือนนักศึกษาไทยในกรุงไคโรและได้ให้เงินสนับสนุนและค่อยช่วยเหลือดูแลนักศึกษาเป็นอย่างดี ตัวอย่างเช่น ในสมัย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ขณะดำรงตำแหน่งเลขาธิการ ศอ.บต. ที่ให้ความสำคัญและค่อยช่วยเหลือนักศึกษาในอียิปต์อย่างสม่ำเสมอ จนนักศึกษาไทยทุกคนรักและคิดถึงท่าน เป็นต้น ขณะที่ตนมองว่านักศึกษาไทยในอียิปต์อยู่กันอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่แตกแยกกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกันมาตลอดมา

หวังจะกลับไปพัฒนาหมู่บ้านและประเทศ

นายยะยา มองว่าทุกคนต่างก็มีความคิดและการวางแผนในการดำรงชีวิต ส่วนตนก็เหมือนกัน หลังจากจบการศึกษาแล้วก็วางแผนที่จะกลับไปทำงานในประเทศ โดยจะสอนตำราที่โรงเรียนต่างๆ หรือไม่ก็ทำงานอย่างอื่นไปด้วยสอนตำราไปด้วย และเปิดสอนการเรียนอัลกุรอ่านให้แก่เด็กและเยาวชนในหมู่บ้าน

เหตุผลที่จะกลับไปทำงานในประเทศเพราะจะได้พัฒนาหมู่บ้านและประเทศต่อไป และคิดว่าจะสร้างความสัมพันธ์ในระหว่างชุมชนและหมู่บ้านต่างๆ ให้มีความเจริญก้าวหน้าต่อไปในอนาคต

นักศึกษาไม่ได้คิดเรื่องแบ่งแยกดินแดน        

นายยะยา กล่าวว่า การที่มีข่าวออกมาว่าภาครัฐออกมากล่าวว่า นักศึกษาต่างประเทศหรือต่างแดนอาจมีความคิดแบ่งแยกดินแดน เป็นคำกล่าวหาเชิงทางลบและสร้างความแตกแยกให้กับนักศึกษาที่อยู่ต่างแดนและภาครัฐเองด้วย ทำให้นักศึกษาที่อยู่ในต่างแดนรู้สึกตกใจที่ได้ยินข่าวนี้ 

การที่นักศึกษาที่เรียนต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศจอร์แดน อียิปต์ ปากีสถาน และอื่นๆ เวลาจบแล้ว ไม่ใช่แค่เขาเรียนศาสนาอย่างเดียว แต่เรียนในหลากหลายสาขา พอจบกลับไปแล้วก็จะได้ช่วยประเทศชาติต่อไป ไม่ว่าจะเป็นล่ามตามโรงพยาบาลของภาครัฐและเอกชน ครูสอนศาสนาตามโรงเรียนต่างๆ และเป็นผู้นำท้องถิ่น เป็นต้น

จากข่าวดังกล่าวตนคิดว่าไม่มีนักศึกษาคนใดที่มีความคิดแบ่งแยกดินแดนหรือแนวคิดก่อการร้าย และคิดไม่ดีต่อภาครัฐ และทางนักศึกษาไทยในประเทศอียิปต์เองก็ตระหนักในเรื่องนี้เช่น โดยเฉพาะที่มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัรได้ไตร่ตรองและดูแลประเด็นนี้เป็นอย่างดี

นายยะยา กล่าว่าอีกว่า ตนคาดหวังว่ารัฐจะไม่มองว่านักศึกษาต่างแดนจะมีความคิดแบ่งแยกดินแดน และคาดหวังว่ารัฐจะคอยให้ความช่วยเหลือต่อนักศึกษาที่อยู่ต่างประเทศต่อไป ในส่วนของนักศึกษาไทยในอียิปต์ต้องการให้รัฐช่วยมากที่สุดนั้นก็คือตึกอาคารสำหรับนักศึกษาและที่ทำการสมาคมนักศึกษาเพราะเป็นพื้นที่ในการรวมตัวของนักศึกษาได้ง่ายยิ่งขึ้น และได้จัดกิจกรรมของกรรมการสมาคมได้สะดวก เพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของนักศึกษา

นูรมา ดาโอะ : ระบบการเรียนการสอนในต่างประเทศต่างจากไทย

น.ส. นูรมา ดาโอะ นักศึกษาสาขา English language and letters  คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัย Maulana Malik Islamic State University of Malang ประเทศอินโดนีเซีย บ้านเกิดอยู่จังหวัดยะลา กล่าวว่า ตนมีความรู้สึกว่าคนที่เรียนต่างประเทศจะมีประสบการณ์มากกว่าคนที่เรียนในประเทศ และที่สำคัญระบบการเรียนการสอนมีความแตกต่างจากการเรียนในไทยอย่างมาก

ประการแรกเลยตนคิดว่าโครงสร้างการบริหารการศึกษาในต่างประเทศมีประสิทธิภาพมากกว่าประเทศไทยอย่างชัดเจน เพราะบริหารระบบและโครงสร้างการศึกษาโดยใช้หลักสูตรระดับนานาชาติอย่างมากในมหาวิทยาลัย ซึ่งต่างกับประเทศไทยที่ใช้หลักสูตรที่มาจากระบบอนุรักษ์นิยมที่คอยแสวงผลประโยชน์จากธุรกิจค่าใช้จ่ายในระบบการศึกษา

ประการที่สอง ระบบการเรียนในประเทศไทยนั้นใช้อำนาจทหารนำการเมืองซึ่งมีข้อจำกัดบางประการในหลักสูตรวิชาการ เช่น รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ในอดีตโดยใช้นโยบายในวาระ 99 วันทำได้จริงซึ่งก็เพียงแค่สร้างเกมมวลชน นโยบายเรียนฟรี 15 ปี รับประกันมีงานทำ ปรากฏว่าประชาชนที่เป็นปัญญาชนนั้นพาเรดกันติดหนี้สินจากการกู้ยืม กยศ. อีกทั้งงานการก็ไม่มีงานให้ทำ

ประการที่สาม ตนมองว่าประเทศอินโดนีเซียใช้ยุทธศาสตร์การบริหารการศึกษาที่ผู้สอนนั้นสอนให้เข้าใจทั้งภาคปฏิบัติและภาคทฤษฏี แล้วลงพื้นที่ปฏิบัติจริง เปิดพื้นที่อิสระในการแสดงซึ่งความคิดความเห็นอย่างอิสระ อาจารย์ผู้สอนเสมือนเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนการสอน นักศึกษาจึงมีความกล้ามากกว่านักศึกษาของไทยที่การเรียนการสอนโดยใช้การเรียนด้วยการท่องจำแล้วจดตามที่ครูบาอาจารย์สอน ซึ่งมีความจำกัดในการแสดงความเห็นต่อความเป็นหลักวิชาการ ทำให้นักศึกษาในไทยไม่กล้าแสดงออกในการโต้แย้งในชั้นเรียน

ข่าวเชิงลบเป็นการลดความน่าเชื่อถือของฝ่ายปัญญาชน

น.ส. นูรมา กล่าวว่าจากข่าวที่ออกมาซึ่งมีเนื้อหาทางลบต่อนักศึกษามุสลิมที่เรียนอยู่ต่างประเทศ ตนคิดว่าคนปล่อยข่าวอาจมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการลดความน่าเชื่อถือของนักศึกษาปัญญาชนเพื่อสกัดกั้นข้อมูลข่าวสารที่อาจจะมาจากเครือข่ายนักศึกษาในต่างประเทศที่อาจจะเป็นข้อมูลในทางลบที่เกี่ยวกับรัฐบาล ซึ่งนักศึกษาไทยในต่างแดนมีบทบาทในการเป็นกระบอกเสียงแก่สื่อต่างชาติในการสะท้อนปัญหาในพื้นที่สามจังหวัดซึ่งรัฐบาลไทยไม่พึ่งประสงค์ก็เป็นได้ อีกทั้งต่างชาติอาจจะให้ความน่าเชื่อถือในข้อมูลของนักศึกษาปัญญาชนในต่างประเทศมากกว่าสื่อที่รัฐบาล รวมทั้งปัญญาชนไทยในต่างแดนมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับองค์ระดับนานาชาติ เช่น องค์กรสิทธิมนุษยชน, OIC, NRC, ETC

ความขัดแย้งทำให้ประเทศไม่สามารถเดินหน้าไปได้

จากกรณีที่มีข่าวว่ารัฐบาลมีความระแวงต่อนักศึกษามุสลิมบางส่วนที่เรียนอยู่ต่างประเทศว่าอาจมีพฤติกรรมหรือแนวคิดแบ่งแยกดินแดนนั้น น.ส. นูรมา กล่าวว่ารัฐบาลอาจมีข้อมูลอยู่จริง ซึ่งเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางความคิดเชิงโครงสร้าง แต่รัฐบาลไม่ควรมานำเสนอต่อสาธารณะชนอย่างเปิดเผยเพราะมันอาจสามารถสร้างความขัดแย้งต่อผู้ที่เป็นคู่ขัดแย้งหลักจนบานปลายไม่รู้จักจบสิ้นได้

เมื่อความขัดแย้งไม่สามารถแก้ไขได้ก็ไม่สามารถทำให้ประเทศเดินหน้าไปได้ ทั้งที่ประเทศไทยเป็นประเทศไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นว่าประเทศที่เคยตกเป็นเมืองขึ้นในอดีตอย่างมาเลเซีย บรูไน อินโดนีเซีย และอีกหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียกลายเป็นประเทศที่พัฒนาแซงประเทศไทยไปแล้วภายในสิบปีที่ผ่านมา

รัฐควรรับรองวุฒิการศึกษาและเปิดโอกาสการประกอบอาชีพ

น.ส. นูรมา กล่าวด้วยว่าตนในฐานะที่เป็นนักศึกษาต่างแดนขอเสนอแนะว่ากระทรวงศึกษาธิการควรจะเปิดโอกาสและเล็งเห็นถึงความสำคัญของนักศึกษามุสลิมในต่างประเทศ ควรรับรองคุณวุฒิทางการศึกษาและรับรองใบประกอบการวิชาชีพอย่างมั่นคง มีการเปิดพื้นที่เสรีภาพทางความคิดและเกิดระบบการศึกษาอย่างเท่าเทียมกันในนโยบายแห่งชาติ เปิดโอกาสและให้ทุนการศึกษาโดยเฉพาะสำหรับนักศึกษามุสลิมในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างเท่าเทียมกันกับนักศึกษาต่างศาสนิก เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนมุสลิมในจังหวัดภาคใต้ซึ่งสามารถบรรเทาปัญหาความยากจนและลดปัญหาสังคมได้

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

เสียงนักศึกษามุสลิมต่างแดน (1) นักศึกษาคือหนึ่งในกลไกสร้างสันติภาพที่รัฐไม่ควรระแวง

เสียงนักศึกษามุสลิมต่างแดน (2) นักศึกษาคือจิ๊กซอว์และพลังสร้างสรรค์ในกระบวนการสันติภาพชายแดนใต้