ปล่อยตัวชั่วคราว3นักสิทธิหลังรายงานตัว องค์กรสิทธิยก5เหตุผลที่ไม่ควรฟ้องผู้ทำรายงานซ้อมทรมาน

นักสิทธิมนุษยชน 3 คน ผู้จัดทำรายงานสถานการณ์ซ้อมทรมานในชายแดนใต้ เข้ารับฟังข้อกล่าวหาฐานหมิ่นประมาทเจ้าหน้าที่ หลังจากถูก กอ.รมน.ภาค4 ส่วนหน้าแจ้งความ คนให้กำลังใจล้นโรงพักเมืองปัตตานี กลุ่มองค์กรสิทธิยกเหตุผล 5 ประการที่ กอ.รมน.ไม่ควรฟ้องร้อง 3 นักสิทธิ ขอให้ยุติดำเนินคดีและตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงตาม“รายงานสถานการณ์การทรมานฯ

เมื่อเวลาประมาณ 13.30 น.วันที่ 26 กรกฎาคม 2559 นายสมชาย หอมลออ ที่ปรึกษามูลนิธิผสานวัฒนธรรม พร้อมด้วย นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม และนางสาวอัญชนา หีมมิหน๊ะ ประธานกลุ่มด้วยใจเข้ารับฟังข้อกล่าวหาที่สถานีตำรวจภูธรปัตตานี หลังจากถูกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) แจ้งความดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาโดยเอกสารและความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ซึ่งได้แจ้งความไว้เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา โดยมีประชาชนและสื่อมวลชนให้ความสนใจจำนวนมาก

โดยกอ.รมน.ภาค 4 สน.แจ้งข้อหานี้เนื่องจากการเผยแพร่ “รายงานสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ปี 2557-2558” เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2559 ที่ผ่านมาซึ่งระบุว่ามีคนกลุ่มหนึ่งไม่ต่ำกว่า 50 คนถูกซ้อมทรมานในช่วงเวลาดังกล่าว ต่างกรรม ต่างวาระกัน

นายอับดุลกอฮาร์ อาแวปูเตะ ประธานศูนย์ทนายความมุสลิมประจำจังหวัดปัตตานี ซึ่งทำหน้าที่ว่าความให้นักสิทธิมนุษยชนทั้ง 3 คน เปิดเผยหลังจากเข้าพบพนักงานสอบสวนแล้วว่า ทั้ง 3 คนรับทราบข้อกล่าวหาแล้วและให้การปฏิเสธ และพนักงานสอบสวนให้ปล่อยชั่วคราวโดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ประกันตัว โดยทั้ง 3 คนจะส่งรายละเอียดคำปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นเอกสารในภายหลัง ภายในกำหนดระยะเวลา 60 วัน

ในการเข้ารายงานตัวเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาดังกล่าว ได้มีตัวแทนจากองค์การด้านสิทธิมนุษยชนทั้งระดับในประเทศและระหว่างประเทศมาร่วมสังเกตการณ์และให้กำลังใจจำนวนมาก เช่น สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (HRLA) มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (UCL) คณะกรรมการเพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียหรือ AHRC

ยกเหตุผล 5 ประการที่ กอ.รมน.ไม่ควรฟ้องร้อง 3 นักสิทธิ

ก่อนหน้านี้องค์กรเหล่านี้ ได้ออกแถลงการณ์ขอให้ยุติการดำเนินคดีกับ 3 นักปกป้องสิทธิมนุษยชนดังกล่าวมาแล้ว เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2559 ที่ผ่านมา โดยระบุว่า สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนขอให้กำลังใจมีความเห็นต่อกรณีการแจ้งความดำเนินคดีดังกล่าว 5 ประการโดยสรุปคือ

ประการแรก การจัดทำรายงานเป็นไปตามหลักวิชาการและมีมาตรฐาน ภายใต้หลักการสากลที่เรียกว่า “Istanbul Protocol” ซึ่งเป็นคู่มือสืบสวนสอบสวนและบันทึกข้อมูลหลักฐานกรณีการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีภายใต้การสนับสนุนของกองทุนเพื่อเหยื่อการทรมานแห่งสหประชาชาติ (United Nation Fund for Victims of Torture) ภายใต้หลักการตาม“อนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี”ที่ประเทศไทยเป็นภาคี

ประการที่สอง การดำเนินงานของนักสิทธิมนุษยชนทั้งสามคน เป็นการดำเนินการในฐานะนักปกป้องสิทธิมนุษยชน (Human Rights Defenders) เพื่อการส่งเสริมและสนับสนุนการคุ้มครองและการปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน พวกเขาจึงได้รับการคุ้มครองภายใต้ปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยนักปกป้องสิทธิมนุษยชน (The Declaration on Human Rights Defenders) ดังนั้น การดำเนินคดีของกอ.รมน.ภาค 4 สน.กับทั้งสามคนนี้ ต้องถือว่าเป็นการปฏิบัติที่สวนทางกับหลักการสากล

ประการที่สาม การฟ้องร้องดำเนินคดีกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนทั้งสามคน ในข้อหาร่วมกันหมิ่นประมาท ถือเป็นการดำเนินคดีในลักษณะที่เรียกว่า SLAPP (Strategic Litigation Against Public Participation) เพื่อให้หยุดพูดหรือระงับการมีส่วนร่วมสาธารณชน หรือยุติการดำเนินการตรวจสอบการละเมิดสิทธิและเสรีภาพ แม้ทั้งสามคนจะเป็นคนที่มีชื่อเสียงพอสมควร ดังนั้น การดำเนินการแบบนี้ ย่อมจะส่งผลต่อเสถียรภาพและความปลอดภัยของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนทั้งที่เป็นบุคคล กลุ่มบุคคลหรือองค์กรต่างๆ ที่ทำหน้าที่ในการปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชนผู้เสียเปรียบและตกเป็นเหยื่อการกระทำที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และยิ่งจะเป็นการซ้ำเติมให้เกิดความหวาดกลัว หวาดระแวงต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ หน่วยงานรัฐ หรือแม้กระทั่งรัฐบาล ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยต่อประชาคมโลก

ประการที่สี่ กอ.รมน.ภาค 4 สน.ไม่มีสิทธิแจ้งความดำเนินคดีกับนักสิทธิทั้งสามในข้อหาดังกล่าวได้ เนื่องจากรัฐทำหน้าที่ปกป้องส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนเท่านั้น ประชาชนมีสิทธิโต้แย้ง ตำหนิหรือกล่าวหาได้ และรัฐต้องรับฟังและนำไปพิจารณาเพื่อแก้ไขปรับปรุง ไม่ใช่นำข้อกล่าวหานั้นมาไล่ฟ้องดำเนินคดีกับประชาชนในข้อหาหมิ่นประมาท อีกทั้งความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานหมิ่นประมาท มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลหรือนิติบุคคลตามกฎหมายเอกชน มิได้มุ่งหมายจะคุ้มครองหน่วยงานรัฐแต่อย่างใด และหากเป็นการหมิ่นประมาทตัวเจ้าพนักงานของรัฐก็มีความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาคุ้มครองตัวเจ้าพนักงานอยู่แล้ว แต่ก็เป็นเรื่องเฉพาะตัวบุคคลที่เป็นเจ้าพนักงานเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับหน่วยงานต้นสังกัดแต่อย่างใด ดังนั้น การดำเนินการของ กอ.รมน.ภาค 4 สน.ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ประการที่ห้า ปัจจุบันค่อนข้างจะมีความเห็นสอดคล้องกันในทางวิชาการและเป็นเหตุผลหนึ่งที่นำไปสู่การแก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 ที่กำลังอยู่ระหว่างพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติในปัจจุบันว่า เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 นั้น ไม่ได้มีเจตนารมณ์ที่จะไปใช้กับกรณีหมิ่นประมาท แต่มุ่งเน้นจะใช้กับเรื่องการโจมตีระบบหรือกรณีปลอมแปลง หรือฉ้อโกงเท่านั้น อีกทั้งยังมีคำพิพากษาศาลในคดีภูเก็ตหวานที่วินิจฉัยยืนยันเจตนารมณ์ดังกล่าวไว้ว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 ไม่ได้มุ่งเอาผิดกับความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา

ขอให้ยุติดำเนินคดีและตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงตาม“รายงานสถานการณ์การทรมานฯ

“ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมา การดำเนินการของ กอ.รมน. ภาค 4 สน.ในการแจ้งความดำเนินคดีข้อหาร่วมกันหมิ่นประมาทต่อสามนักปกป้องสิทธิมนุษยชนดังกล่าว จึงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ขัดต่อหน้าที่ของรัฐและก่อให้เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีของประเทศต่อประชาคมโลก” แถลงการณ์ระบุ

แถลงการณ์ดังกล่าวระบุทิ้งท้ายด้วยว่า ดังนั้น สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน จึงขอเรียกร้องให้ยุติการดำเนินคดีกับนักสิทธิมนุษยชนทั้งสามคน และตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงตาม “รายงานสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ปี2557-2558” ที่มีความเป็นกลาง โดยคัดเลือกจากบุคคลที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายเข้ามาดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยใช้หลักการสากลที่เรียกว่า “Istanbul Protocol”และนำเสนอผลการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาต่อประชาชนและต่อประชาคมโลกถึงความจริงใจและตั้งใจของประเทศไทยที่จะปฏิบัติตามหลักการสิทธิมนุษยชนสากลที่ประเทศไทยเป็นภาคี

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ขอให้ยุติการดำเนินคดีกับ 3 นักปกป้องสิทธิมนุษยชน จากกรณีเผยแพร่รายงานการซ้อมทรมานฯ

นักสิทธิมนุษยชน 3 คนเข้ารับฟังข้อกล่าวหาฐานหมิ่นประมาทเจ้าหน้าที่ จากการทำรายงานสถานการณ์ซ้อมทรมานในจังหวัดชายแดนใต้

เปิดตัวรายงานซ้อมทรมานชายแดนใต้ เผยส่งถึงมือคณะพูดคุยสันติภาพและกรรมการสิทธิฯ

กอ.รมน.โต้รายงานซ้อมทรมานของ“กลุ่มด้วยใจ เครือข่ายสิทธิมนุษยชนฯ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม”

พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์‘ต้องฟ้องเพื่อศักดิ์ศรีรัฐ’ อัญชนา หีมมิหน๊ะ‘ยืนหยัดปกป้องสิทธิมนุษยชน’

ฮิวแมนไรท์วอทช์จี้ กอ.รมน.ถอนแจ้งความนักสิทธิมนุษยชนผู้จัดทำรายงานสถานการณ์ซ้อมทรมาน