ฮือฮา“กริชทองคำโบราณ” ปัตตานีจัดโชว์เกือบ 500 เล่ม ชาวเน็ตมลายูตั้งคำถาม เป็นมรดกใคร?

ปัตตานีจัดงานใหญ่ โชว์กริชโบราณเกือบ 500 เล่ม ทั้งจากไทย มาเลย์ อินโดฯ ผู้ชมฮือฮากริชทองคำแท้ เผย 2 สายธารที่มาของกริช เป็นของขลังที่มาจากความเชื่อในศาสนาฮินดู และเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์กษัตริย์มลายูมีที่มาจากการเผยแพร่ศาสนาอิสลามของชาวอาหรับเยเมน ชี้นักวิจัยไทยทำวิจัยแต่ที่มาจากสายฮินดู ด้านชาวเน็ตตั้งคำถาม เป็นมรดกใครกันแน่

วันที่ 29 กรกฎาคม 2559 สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี จัดงาน “กริช” มรดกไทย มรดกอาเซียน ประจำปี 2559 “Kris” Heritage of Thai Heritage of ASEAN ที่โรงแรมซีเอส.ปัตตานี อ.เมือง จ.ปัตตานี โดยมีการจัดนิทรรศการจัดแสดงกริชรูปแบบต่างๆ ทั้งจากในและนอกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และจากประเทศเพื่อนบ้านทั้งมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์และบรูไนรวมเกือบ 500 เล่ม

ฮือฮา กริชทองคำแท้

โดยกริชที่นำมาจัดแสดงนั้น มีทั้งกริชโบราณรูปแบบและขนาดแตกต่างกันไป มีทั้งที่ทำด้วยทองคำแท้ทั้งใบกริชและปลอก ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมอย่างมาก แต่กริชส่วนใหญ่ทำด้วยโลหะและไม้ บางเล่มมีการสลักลวดลายต่างๆอย่างสวยงาม เช่น สลักโอการในคัมภีร์อัลกุรอาน หรือรูปสัตว์ เป็นต้น ซึ่งนับได้ว่างานนี้เป็นนิทรรศการแสดงสิ่งของโบราณที่ใหญ่ที่สุดงานหนึ่งที่จัดขึ้นในพื้นที่เลยก็ว่าได้

นอกจากนี้ ยังเป็นการรวบรวมนักสะสมกริช ครูบาอาจารย์และนายช่างทำกริชแต่ละสาขามาพบปะพูดคุยด้วย โดยผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่แต่งกายด้วยชุดมลายูอย่างสวยงามเต็มยศ และมีการจัดแสดงสิ่งของอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น ขวานโบราณ ตำราโบราณ การสาธิตการทำกริช เป็นต้น

โดยงานนี้มี 2 วัน ระหว่างวันที่ 29 -30 กรกฎาคม 2559 ซึ่งงานวันแรกนี้มีการจัดเสวนาหัวข้อ วิถีวัฒนธรรมกริช โดยอาจารย์บุญเลิศ จันรัตน์ จากมหาวิทยาลัยทักษิณ และนายตีพาลี อาตะบู ช่างทำกริชชื่อดังชาว อ.รามัน จ.ยะลา จากนั้นเป็นการเล่าเรื่องจากนักสะสมกริช การสาธิตการพับผ้า เป็นต้น ส่วนงานในวันที่สองจะมีพิธีเปิดโดย ดร.อภินันท์ โปษยนนท์ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และการเสวนา รวมทั้งการแสดงอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

นายเลิศบุศน์ กองทอง ปลัดจังหวัดปัตตานี กล่าวระบุในคำกล่าวรายงานว่า กริชเป็นอาวุธประจำตัวที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในสมัยก่อน นิยมใช้กันมากในประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย บรูไน ฟิลิปปินส์และประเทศไทย โดยนิยมในหมู่ชาวไทยพุทธและมุสลิมภาคใต้ตั้งแต่ จ.นครศรีธรรมราชลงมาถึงนราธิวาส

เป็นของขลังที่มาจากความเชื่อในศาสนาฮินดู

นายเลิศบุศน์ ระบุอีกว่า ความเป็นมาของกริชยังไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด สำหรับประเทศไทยนั้น มีปรากฏในจดหมายเหตุของลาลูแบร์ ชาวฝรั่งเศสที่เดินทางเข้าในเมืองไทยสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีบทบาทเป็นทั้งอาวุธและเครื่องประดับที่บ่งบอกถึงความเป็นชายชาตรีที่แสดงถึงความกล้าหาญ สถานะทางสังคม และเศรษฐกิจของผู้เป็นเจ้าของหรือของตระกูล และยังมีความเชื่อกันว่า กริชเป็นตัวแทนของพระศิวะ ดังนั้นกริชจึงเป็นสิ่งที่มีคุณวิเศษ ใช้เป็นวัตถุมงคลเป็นเครือรางของขลังด้วย

กกุธภัณฑ์กษัตริย์ ที่มาจากการเผยแพร่ศาสนาอิสลาม

ขณะที่นายตีพาลี บอกว่า กริชคือเครื่องราชกกุธภัณฑ์ของกษัตริย์มลายูมีที่มาจากสองสาย คือเดิมมีที่มาจากความเชื่อในศาสนาฮินดู ต่อมาเมื่อศาสนาอิสลามเข้ามาในดินแดนแถบมลายูโดยพ่อค้าชาวอาหรับเยเมนที่มีวัฒนธรรมการใช้มีดรูปโค้ง ชาวมลายูจึงรับวัฒนธรรมนี้ด้วย จนกลายเป็นวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ของชาวมลายูไปด้วย ซึ่งในอดีตช่างทำกริชไม่ใช่คนธรรมดา แต่เป็นผู้มีความรู้ศาสนาหรือโต๊ะครูหรือโต๊ะกรามะ แต่การศึกษาวิจัยในประเทศไทยมักศึกษาวิจัยความเป็นมาจากสายฮินดู ไม่ได้ศึกษาความเป็นมาจากศาสนาอิสลามว่ามีที่มาอย่างไร

ชาวเน็ตตั้งคำถาม เป็นมรดกใคร

ขณะเดียวกัน หลังจากมีการเผยแพร่ภาพกิจกรรมภายในงานแล้ว ปรากฏว่ามีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงชื่องานครั้งนี้กันอย่างกว้างขวางในสื่อสังคมออนไลน์อย่างเฟสบุ๊กของกลุ่มผู้ใช้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เป็นชาวมลายู โดยเฉพาะคำว่าเป็น มรดกไทย เพราะเชื่อว่า กริช ไม่ใช่มรดกไทยแต่เป็นมรดกของคนมลายู แม้ว่าดินแดนของคนมลายูในอดีตบางส่วน เช่น อาณาจักรตามพรลิงค์ ลังกาสุกะ หรือปาตานีได้เข้าไปอยู่ในเขตแดนประเทศไทยในปัจจุบันแล้วก็ตาม จึงมีการตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงชื่อนี้เป็นชื่องาน