ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ชี้เขตเศรษฐกิจพิเศษนราธิวาสมีดีกว่าชายแดนอื่น แนะ 6 ข้อเพื่อโอกาสในอาเซียน

ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน บรรยายพิเศษ “การพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษนราธิวาสกับการเชื่อมโยงเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน” ชี้มีดีกว่าชายแดนอื่นๆของไทย มีที่ตั้งที่ได้เปรียบ มีมูลค่าการค้าชายแดนที่พุ่งพรวด และความได้เปรียบทางด้านภาษา พร้อมเสนอ 6 ข้อ เพื่อโอกาสและการพัฒนา ต้องมีวิสัยทัศน์ 2025 ต้องมีตัวแทนกระทรวงพาณิชย์และต่างประเทศมาช่วยเรื่องส่งออก ต้องสร้างบุคคลากรที่ชำนาญด้านไอที ต้องมีหน่วยประชาสัมพันธ์ ต้องไม่คิดแบบเดิมและต้องมีนวัตกรรมใหม่ๆเกิดขึ้น

ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน บรรยายพิเศษหัวข้อ “การพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษนราธิวาสกับการเชื่อมโยงเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน”ในงานเสวนาเรื่อง" โอกาสทองการลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษนราธิวาส" เมื่อวันนี้ 27 กรกฎาคม 2559 ที่โรงเรียนอิมพีเรียล อ.เมือง จ.นราธิวาส โดยมีหน่วยราชการ เอกชน ผู้ประกอบการในจังหวัดนราธิวาสและประชาชนทั่วไปเข้าร่วมฟังกว่า 1,000 คน มีเนื้อหาน่าสนใจดังนี้

ที่ตั้งที่ได้เปรียบ

“ที่ตั้งของเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ จ.นราธิวาสเหมือนเขตเศรษฐกิจใน จ.ตราด กาญจนบุรี สงขลา แต่ที่ดีกว่าคืออยู่ใกล้กับประเทศที่มีเศรษฐกิจดีกว่าประเทศไทย เพราะชายแดน จ.ตากติดกับพม่า ชายแดนเชียงรายติดกับพม่า และชายแดน จ.ตราดติดกับกัมพูชา เรามีเศรษฐกิจที่ดีกว่าแข็งแรงมากกว่า จากที่ตั้งจังหวัดนราธิวาสที่ยืดเข้าไปในวัฒนธรรมและระบบเศรษฐกิจที่แตกต่างไปแผ่นดินใหญ่ของอาเซียน ด้วยเหตุนี้จำเป็นต้องนำมาเป็นเครื่องมือสร้างความพร้อมในการแข่งขันและแสวงหาผลประโยชน์จากคนอื่นๆในอาเซียนได้

เมื่อปลายปีผ่านมา มีการตกลงกันว่าต่อจากไปนี้จะเป็นประชาคมอาเซียน ไม่ใช่สมาคมประชาชาติแห่งเชียตะวันออกเฉียงเหนืออีกต่อไป ดังนั้นเราสามารถติดต่อกันง่ายมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะโรงพยาบาลใหญ่ๆในกรุงเทพมหานคร สามารถรับข้อมูลคนไข้จากประเทศพม่า อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ได้ และสามารถจะวิเคราะห์ได้ว่าเป็นโรคอะไร ต้องเข้ารับบริการทางการแพทย์ลักษณะอย่างไร โดยไม่จำเป็นต้องมาตรวจโรคด้วยตัวเองในประเทศไทย

ดังนั้นในแต่ละประเทศในอาเซียนพยายามแสวงหาผลประโยชน์จากประชากรประมาณ 620 ล้านคน จาก 10 ระบบเศรษฐกิจ คนอาเซียนกลายเป็นคนชนขั้นกลางมากยิ่งขึ้น ซึ่งต้องการรับบริการทางการแพทย์ที่ดีขึ้น ต้องการการศึกษาที่ดี การคมนาคมที่สะดวกมากยิ่งขึ้น ทุกอย่างต้องดีขึ้น นั่นคืออุปนิสัยของชนชั้นกลาง ดังนั้นเราจำเป็นต้องสร้างตลาดตัวเองขึ้น

มูลค่าการค้าชายแดนที่พุ่งพรวด

เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีมูลค่าการค้าขายตามแนวชายแดนทั่วประเทศประมาณ 300,000 ล้านบาท แต่เมื่อปี 2015 ประเทศไทยมีมูลค่าการค้าขายตามแนวชายแดนประมาณ 1,100,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเท่าตัวเนื่องจากมีระบบคมนาคมสะดวกขึ้น อาเซียนกระตุ่นให้ลงทุนมากยิ่งขึ้น และระบบการบริการสะดวกมากขึ้น

ดังนั้นรัฐบาลชุดก่อนและชุดปัจจุบันเห็นตรงกันว่า หากอัตราการส่งออกของประทศไทยเติบโตเพียงแค่ 1 เปอร์เซ็นต์ 2 เปอร์เซ็นต์ 0 เปอร์เซ็นต์ก็ตาม แต่ค้าขายตามแนวชายแดนในพื้นที่ จ.นราธิวาสเติบโตถึง 9 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขเหล่านี้นำไปสู่การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษสำหรับทุกๆจังหวัดที่อยู่ตามแนวชายแดนทั่วประเทศ

จ.นราธิวาสมีจุดเด่นคือ ตั้งอยู่ใกล้กับประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่และมีวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ ดังนั้นการมองที่ตั้งของตัวเองเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้เราได้มีความมุ่งมั่นในการสร้างความพร้อมในพื้นที่ตรงนี้ ทุกท่านต้องตระหนักว่า สิ่งใดที่ต้องพัฒนาเพิ่มขึ้นและสิ่งใดต้องใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ให้มากที่สุด

ความได้เปรียบทางด้านภาษา

เมื่อเราเห็นจุดที่ได้เปรียบทางภูมิศาสตร์แล้ว เราสามารถร่วมกันกำหนดเป้าหมายในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ จ.นราธิวาสได้ ประชาชนในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ 80 เปอร์เซ็นต์เป็นมุสลิม ดังนั้นมี 80 เปอร์เซ็นต์ที่พูดภาษามลายูได้ ถือว่าได้เปรียบเหมือนคนใน จ.นครพนมกับมุกดาหารที่สามารถพูดภาษาลาวได้ หรือคน จ.ตากที่สามารถพูดภาษาพม่าได้ แต่จำนวนคนมุสลิมที่สามารถพูดภาษามลายูมีมากกว่า ดังนั้นเราสามารถเป็นกองกำลังในการขายทรัพยากร ขายโอกาส ขายบริการ ขายสินค้า ยางพารา ผลผลิตทางด้านการเกษตร ขายอาหารแปรรูป  ของเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ จ.นราธิวาสได้ นี่คือจุดเด่นของเรา

ผมดีใจที่จะมีการเปลี่ยนสภาพ จ.นราธิวาส ดูจากรายได้และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประเทศไทย ในส่วน จ.นราธิวาสอยู่อับดับท้ายๆของประเทศ ไม่ว่าจะวัดโดยสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือวัดโดยสหประชาชาติUNDP แต่มีหลักคิด มีที่ตั้งที่เด่นและให้ความสำคัญกับที่ตั้งสามารถเปลี่ยน สถานภาพได้ แต่เราต้องมีความสามัคคี มีความมุ่งมั่นและเชื่อมั่นในศักยภาพที่มีอยู่ และการพัฒนาอย่างยันยืน โดยการเข้ามามีส่วนร่วมของเอกชนภาคประชาสังคม

6 ข้อเสนอเพื่อโอกาสและการพัฒนา

สิ่งที่จะเสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสและประชาชนจังหวัดนราธิวาส คือ

1.รัฐบาลกลางมีความตั้งใจในการพัฒนา จ.นราธิวาสโดยเลือกนราธิวาสเข้ามาร่วมในเขตเศรษฐกิจพิเศษ แต่ท่านไม่จำเป็นต้องรอรัฐบาลอย่างเดียว เพราะท่านมีมหาวิทยาลัย มีนักธุรกิจที่มีวิสัยทัศน์ มีจุดเด่นที่ตั้งของจังหวัดและมีประชากรที่มีความตื่นตัวสูงที่จะเข้ามามีส่วนร่วมอยู่ในตรงนี้

2.อาเซียนมีวิสัยทัศน์ 2025 ดังนั้น จ.นราธิวาสต้องมีวิสัยทัศน์ปี 2025 ด้วย โดยตั้งเป้าหมายว่าจะเพิ่มการลงทุนเพิ่มขึ้นปีละเท่าไร สาขาอะไรบ้าง มีการเพิ่มการจ้างงานจำนวนเท่าอะไร เศรษฐกิจเติบโตเท่าไร

3.จ.นราธิวาสต้องติดตาม(Monitor)ตัวเอง และเปรียบเทียบกับอีก 9 เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษทั่วประเทศ เช่น เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ จ.ตาก เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ จ.เชียงราย เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ จ.ตราด เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ จ.มุกดาหาร พื้นที่เหล่านี้มีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจเท่าไร เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ จ.นราธิวาสต้องทำได้ให้เท่าหรือมากกวานั้น หากไม่มีการแผนงานอย่างนี้เราก็ไม่มีทิศทางที่จะเดิน เพื่อรับรู้ว่าความสำเร็จหรือความล้มเหลวของตัวเองเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา

3.ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ จ.นราธิวาสต้องมีตัวแทนของกระทรวงพาณิชย์ที่มีความรู้การส่งออกในอาเซียนกับตัวแทนกระทรวงการต่างประเทศเพื่อ ประสานงานในเรื่องกฎเกณฑ์ต่างๆในการส่งออกไปยังอาเซียน เพราะการส่งออกมีปัญหามากมายและสลับซับซ้อน

4.ส่งเสริมบุคคลากรมีความชำนาญทางด้านไอที (Information Technology)ให้มากยิ่งขึ้นเพื่อส่งเสริมการตลาด อุตสาหกรรมหรือธุรกิจครอบครัว ขยายตลาดในการจำหน่วยสิ่งค้าที่กว้างขึ้น อนาคตคือ IT คือเครื่องมือสำหรับการขยายตลาดในอนาคต ท่านต้องให้ความสนใจ ไอทีต้องเป็นมิติหนึ่งของเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ จ.นราธิวาส

5.เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ จ.นราธิวาสต้องมีหน่วยประชาสัมพันธ์ให้คนอื่นๆได้รับรู้ว่าตรงนี้มีอะไรดี รวมถึงมีการประชาสัมพันธ์ต่างประเทศด้วย โดยมีกองกำลังขายที่มีความพร้อมและมีความรู้ทางด้านในการขายโอกาสต่างๆของเขตเศรษฐกิจพิเศษ จ.นราธิวาส

6.จ.นราธิวาสต้องไม่คิดแบบเดิม สร้างถนนหรือโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิมๆแต่ต้องคิดอีกว่า มีนวัตกรรมต่างๆเกิดขึ้นด้วยใน จ.นราธิวาสและต้องมีการแปรรูปสิ่งค้าเกษตรให้ดีกว่าเดิม”