ปาตานี–โอคินาวา ความเหมือนที่แตกต่างในการต่อสู้เพื่ออิสรภาพ โดย ธนพัชญ์ จันทร์ดิษฐวงศ์

ความสัมพันธ์ระหว่างปาตานีกับโอคินาวา ในมิติทางศิลปวัฒนธรรม เศรษฐกิจ ประวัติศาสตร์และการเมืองการปกครอง โดย ธนพัชญ์ จันทร์ดิษฐวงศ์ นักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่น เผยอดีตสองเมืองที่มีความสัมพันธ์เหนียวแน่น ปัจจุบันกำลังประสบชะตากรรมคล้ายกัน ถูกทำให้เป็นพื้นที่ชายขอบของประเทศที่ตนอาศัย ทว่าเหตุที่ต่อสู้เพื่อเอกราชเหมือนๆกัน แต่เลือกวิธีการต่างกัน

เมื่อไม่นานมานี้ “ธนพัชญ์ จันทร์ดิษฐวงศ์” นักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นจาก University of Ryukyus, Okinawa ประเทศญี่ปุ่น บรรยายพิเศษเรื่อง "ความสัมพันธ์ระหว่างปัตตานี - โอคินาวา ในมิติทางศิลปวัฒนธรรม เศรษฐกิจ ประวัติศาสตร์และการเมืองการปกครอง" ที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา

 ธนพัชญ์ พูดถึงเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ราชอาณาจักรเก่าแก่ 2 แห่งคือ "ราชอาณาจักรริวกิว(โอคินาวา)" และ "ปาตานี"  ในฐานะเมืองท่าที่สำคัญของโลกที่เป็นคู่ค้าระหว่างกันในอดีตที่มีการปรับสถานภาพมาขึ้นกับประเทศอื่นเหมือนกัน ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกว่า 600 ปี แต่ไม่เป็นที่ทราบกันมากนัก

“แม้ในอดีตจะเคยมีความสัมพันธ์ที่กันอยู่ในหลายมิติ แต่ปัจจุบันทั้งสองเมืองไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ หลงเหลือแล้ว แต่สิ่งที่ยังมีเหมือนกันหรือมีความคล้ายกันก็คือ ทั้งสองพื้นที่ถูกทำให้เป็นพื้นที่ชายขอบของประเทศที่ตนอาศัยอยู่

ขณะที่ในอดีตทั้งปาตานีและโอกินนาวาถือเป็นพื้นที่ชายขอบของสองอำนาจทางวัฒนธรรม กล่าวคือ โอกินาวา ตั้งอยู่ระหว่างญี่ปุ่นกับจีน ในด้านวัฒนธรรมก็ได้รับอิทธิพลจากทั้งสองพื้นที่ ทางด้านการเมืองการปกครองก็เช่นเดียวกัน ขณะที่ปาตานี อยู่ระหว่างสยามกับชวา (ในอดีตคืออาณาจักรศรีวิชัย)

ความสัมพันธ์ทางอำนาจ โอกินาวายอมรับอำนาจของจีนและญี่ปุ่นโดยสดุดี ขณะที่ปาตานี ทุกครั้งที่สยามอ่อนแอก็พร้อมที่จะตีจากหรือพร้อมที่จะเป็นศัตรู ขณะที่การเข้ามาของชาติตะวันตกในพื้นที่เอเชียจนกระทบต่อสถานการณ์ในพื้นที่โอกินาวากับปาตานีด้วย ก็เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน

ขณะเดียวกันในยุคร่วมสมัยก็มีความคล้ายกัน เช่น จักรพรรดิเมจิ ครองราชย์ในปี ค.ศ.1867 ส่วนในหลวงราชการที่ 5 ครองราชย์ในปี ค.ศ.1868 ซึ่งมีแนวคิดปฏิรูปคล้ายๆ กัน ญี่ปุ่นผนวกโอกินาวาเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของแคว้น ขณะที่ปาตานีถูกผนวก 7 หัวเมืองให้เป็นมณฑลปัตตานี

ญี่ปุ่นใช้โอกินาวาเป็นฐานทรัพยากร กล่าวคือ ญี่ปุ่นคิดเสมอว่าจะทำอย่างไรเมื่อเกิดสงครามแล้วให้เกิดที่โอกินาวาให้นานที่สุด ขณะที่สยามคิดเพียงแค่ว่าจะทำอย่างไรให้เสียดินแดนน้อยที่สุด

สิ่งที่แตกต่างก็คือ หลังจากที่ญี่ปุ่นผนวกโอกินาวาเป็นส่วนหนึ่งของแคว้นในญี่ปุ่น ก็ใช้นโยบายการผสมกลมกลืนอย่างเข้มข้น การศึกษาลงไปอย่างเต็มที่ ทุกอย่างใช้แบบญี่ปุ่น แต่สยามในสมัยในหลวงราชการที่ 5 ไม่ได้ทำเช่นนั้น แต่เป็นการปกครองที่ยืดหยุ่นในการปกครองสามจังหวัดชายแดนใต้อย่างมาก

แต่จุดเปลี่ยนอยู่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะก่อนหน้านั้นโอกินาวาจงรักภัคดีต่อญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก แต่มาผิดหวังหลังสงครามเพราะญี่ปุ่นให้สหรัฐอเมริกาปกครองโอกินาวาเป็นเวลานานกว่า 27 ปี โอกินาวาอยากกลับไปอยู่กับญี่ปุ่น แต่เมื่อได้กลับไปอยู่กับญี่ปุ่นตามเดิมแล้ว แต่ฐานทัพอเมริกาก็ยังคงอยู่

ขณะที่สยามหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จอมพล ป. อยากให้ไทยเป็นแบบญี่ปุ่น ก็เลยใช้นโยบายรัฐนิยม 12 ประการ บังคับให้ทุกคนต้องเป็นคนไทย และมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างมากในพื้นที่ปาตานี

ปัจจุบันคนโอกินาวาเรียกตัวเองกับเรียกชาวญี่ปุ่นต่างกัน เช่นเดียวกับปาตานีที่เรียกตนเองกับคนไทยต่างกัน ภาษาที่ใช้ก็ต่างกันทั้งระหว่างญี่ปุ่นกับโอกินาวา และไทยกับปาตานี

ปัจจุบันในพื้นที่ปาตานีมีเหตุการณ์ความไม่สงบ ขณะที่ในพื้นที่โอกินาวาก็มีเหตุการณ์ไม่ปลอดภัยต่างๆ เช่น กรณีล่าสุดอดีตทหารอเมริกาข่มขืนและฆ่าชาวโอกินาวา ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยเกิดขึ้น จนมีประชาชนออกมาประท้วงเป็นหมื่นๆ คน

ประเด็นที่น่าสนใจคือทั้งสองพื้นที่มีกลุ่มต่อสู้เพื่อเอกราชเหมือนๆกัน แต่สิ่งที่ต่างกันก็คือ ในพื้นที่ปาตานีมีการต่อสู้ด้วยกองกำลังติดอาวุธ ขณะที่ในพื้นที่โอกินาวามีการเคลื่อนไหวด้วยแนวทางสันติวิธี

เหตุผลประการหนึ่งที่ทำให้ชาวโอคินาวาเลือกต่อสู้ด้วยแนวทางสันติวิธี อาจเป็นเพราะบทเรียนจากสงครามในอดีตที่ผ่านมา อีกประการคือ ประเทศญี่ปุ่นมีเสรีในทางวิชาการมากกว่าประเทศไทย

ในประเทศไทย หากมีองค์ใดเผยแพร่งานวิชาการที่เกี่ยวกับความต้องการในการที่จะเป็นอิสระจากรัฐไทย อาจผิดกฎหมายและโดนข้อหากบฏก็เป็นได้ แต่ที่ประเทศญี่ปุ่นเผยแพร่ได้โดยไม่มีปัญหาใดๆ”