เสียงนักศึกษามุสลิมต่างแดน (4) พวกเขาคือขุมกำลังสามารถนำสู่สันติภาพยั่งยืน

นานาทัศนะนักศึกษามุสลิมไทยในต่างแดนตอนที่ 4 จากเยอรมนี จีน และซูดาน เพราะชายแดนใต้ยังขาดแคลนผู้เชียวชาญเทคโนโลยี จึงต้องออกไปแสวงหาความรู้และเป็นสิ่งที่ศาสนาอิสลามส่งเสริม การศึกษาในต่างประเทศมีความเข้มข้นและทันสมัย พวกเขาเป็นดั่งทูตที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศ แต่ความหวาดระแวงจะเป็นดั่งกำแพงขวางกั้นไม่ให้เดินไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน รัฐจึงต้องก้าวข้ามไปให้ได้

ภาคภูมิ ขำช่วย : การศึกษาในต่างประเทศเข้มข้นและทันสมัย

นายภาคภูมิ ขำช่วย หรือเฟาซี บ้านเกิดอยู่ จ.นครศรีธรรมราช ปัจจุบันเป็นนักศึกษาสาขา Scientific Computing ที่ Universität Heidelberg เมือง Heidelberg ประเทศเยอรมนี กล่าวว่า การศึกษาในต่างประเทศ โดยเฉพาะในยุโรปและสหรัฐอเมริกา มีความแตกต่างจากเมืองไทยทั้งความเข้มข้นและความทันสมัยขององค์ความรู้

ในเยอรมนีมีนักเรียนไทยอยู่ประมาณ 200-300 คน เป็นนักเรียนทุนรัฐบาลไทยเกือบๆ 200 คน นอกนั้นก็รับทุนอื่นๆและทุนส่วนตัว ในจำนวนนี้ มีนักเรียนทุนรัฐบาลไทยที่เป็นมุสลิมอยู่ประมาณ 6-8 คน ทุกคนเรียนอยู่ต่างที่กัน ในกลุ่มนักเรียนไทยก็มีการทำกิจกรรมร่วมกันเพื่อเผยแพร่สังคมไทยในต่างแดนบ้างในโอกาสต่างๆ เช่น จัดบูธนำเสนอชุดไทย และอาหารไทย เป็นต้น

“การศึกษาในประเทศเหล่านี้มีคุณภาพที่สูงกว่าในประเทศไทย ซึ่งเปรียบเทียบได้จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยในระดับโลก นี่เป็นเหตุผลหลักในการเลือกเรียนในต่างประเทศของตนเองและหลายๆ คน”

การเรียนในต่างประเทศ สิ่งที่เราต้องเรียนรู้ไม่ใช่แค่บทเรียนในห้องเรียน แต่ต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตคนเดียวในต่างแดนและเรียนรู้วิธีคิดของคนในประเทศที่พัฒนาแล้วด้วย เมื่ออยู่ต่างประเทศ เราไม่มีพ่อแม่หรือญาติพี่น้องคอยจัดการทุกอย่างให้ เราก็จะต้องดูแลตัวเอง ต้องวางแผนการใช้ชีวิตในทุกๆเรื่อง ฝึกฝนให้เรากลายเป็นคนที่พึ่งพาตนเองได้

แต่การเรียนในต่างประเทศก็มีข้อเสียอยู่บ้าง เช่น สิ่งที่เราเรียนมาอาจจะใช้จริงในประเทศไทยไม่ได้ ต้องเอามาปรับเปลี่ยนและประยุกต์ก่อน ผู้เรียนก็จำเป็นจะต้องตระหนักในจุดนี้

สำหรับตนเมื่อเรียนจบแล้ว ตั้งใจจะกลับไปทำงานเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ สอนวิชาชีววิทยาเชิงคำนวณ

มุสลิมไทยมีทั่วประเทศ เขาจะแยกดินแดนไปเพื่ออะไร

เมื่อถามถึงประเด็นความสงสัยต่อนักศึกษามุสลิมไทยว่าจะมีแนวคิดแบ่งแยกดินแดนของเจ้าหน้าที่รัฐตามที่เป็นกระแสข่าวในช่วงที่ผ่านมานั้น นายภาคภูมิ บอกว่า ตนคิดว่าการแสดงความคิดเห็นของบุคลากรจากหน่วยงานของรัฐนั้น ควรจะอยู่บนพื้นฐานของข้อมูล มิใช่ความเชื่อและทัศนคติ หากไม่มีข้อมูลว่านักศึกษามุสลิมในต่างประเทศมีแนวคิดแบ่งแยกดินแดนก็ไม่ควรแถลงเช่นนั้น ประเด็นที่ละเอียดอ่อนมากๆเช่นนี้ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดกันได้ง่าย นำไปสู่ความขัดแย้งและความไม่ไว้วางใจกันในสังคม

เมื่อกล่าวถึงคนไทยมุสลิม คนไทยทั่วไปก็จะนึกถึงภาพของคนไทยมุสลิมสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ความจริงแล้วคนไทยมุสลิมนั้นมีอยู่ทั่วประเทศ ในทุกๆ ภาคมีมุสลิมอาศัยอยู่ ในกรุงเทพฯเองก็มีจำนวนมุสลิมมากเป็นอันดับต้นๆ ของไทย เขามีความเป็นคนไทยเหมือนกับคนไทยที่นับถือศาสนาอื่นๆ ทุกประการ บรรพบุรุษเขาก็เกิดในประเทศไทย พ่อแม่เขาก็เป็นคนไทย เขาก็เกิดที่ไทย เขาจะแบ่งแยกดินแดนไทยไปเพื่ออะไรในเมื่อประเทศไทยเป็นบ้านของเขา

“ด้วยเหตุนี้ผมจึงไม่เห็นว่าจะมีเหตุผลใดที่ สมช.(สภาความมั่นคงแห่งชาติ) ควรจะระแวงว่านักศึกษามุสลิมในต่างประเทศจะมีแนวคิดแบ่งแยกดินแดนเลย”

นักศึกษามุสลิมเป็นดั่งทูตเผยแพร่วัฒนธรรมไทย ไม่ใช่ศัตรู

“ผมคิดว่ารัฐก็ไม่จำเป็นจะต้องมองว่า นักศึกษามุสลิมนั้นต้องการการปฏิบัติพิเศษใดๆเลยด้วยซ้ำ แค่เพียงปฏิบัติต่อเราอย่างปกติธรรมดาเหมือนคนอื่นทั่วไปก็เพียงพอแล้ว แต่ที่สำคัญคือ ผมคาดหวังว่ารัฐไทยจะปรับเปลี่ยนทัศนคติของตนทั้งที่มีต่อนักศึกษามุสลิม รวมไปถึงที่มีต่อคนมุสลิมทั่วไปด้วยว่ามุสลิมไม่ใช่ศัตรู แต่หากเป็นคนไทยเช่นเดียวกัน เพียงแค่นับถือศาสนาคนละศาสนากันแค่นั้นเอง รัฐไทยควรจะหยุดระแวงในนักศึกษามุสลิม

ในทางกลับกัน อยากให้รัฐมองนักศึกษามุสลิมเป็นดั่งทูตเผยแพร่วัฒนธรรมไทย มองว่าเราเป็นกลุ่มคนที่ทำให้โลกได้รู้ว่าในเมืองไทยก็มีมุสลิมนะ อิสลามในประเทศไทยมีโอกาสได้เติบโตได้อย่างที่เราเห็นในวันนี้ ก็เพราะรัฐไทยใจกว้างเรื่องการนับถือศาสนาของประชาชน

ในส่วนการศึกษานั้น ผมมองว่ารัฐไทยก็ได้ให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนมุสลิมจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพิเศษอยู่แล้ว ตรงนี้เป็นยุทธศาสตร์ที่ดีมากในการพัฒนาบุคลากรในพื้นที่ อีกทั้งเป็นการกระจายโอกาสทางการศึกษาให้อย่างทั่วถึงมากขึ้นด้วย หากจะมีการเพิ่มจำนวนทุนการศึกษาให้แก่นักศึกษามุสลิมอีกก็จะเป็นนโยบายที่น่าส่งเสริมเป็นอย่างยิ่ง”

อับดุลอาซิส อับดุลวาฮับ : เดินทางไปหาความรู้เป็นสิ่งที่อิสลามส่งเสริม

นายอับดุลอาซิส อับดุลวาฮับ นักศึกษาปริญญาเอก สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี (Computer Science and Technology) มหาวิทยาลัยวิศวกรรมแห่งฮาร์บิน (Harbin Engineering University) ประเทศจีน บ้านเกิดอยู่ที่ ต.นาประดู่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี กล่าวว่า ความฝันหนึ่งของเด็กปอเนาะ(สถานศึกษาศาสนาอิสลาม)อย่างตน ก็คือ การที่ได้ออกไปเดินทางเรียนรู้ในโลกกว้าง เพื่อการพัฒนาตัวเอง

“ผมโตมาจากปอเนาะ ผูกพันอยู่กับสังคมการศึกษา เมื่อได้ทำงานที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) จึงได้มีโอกาสลาศึกษาต่อ มาเรียนในระดับปริญญาเอกในต่างประเทศ เปิดประสบการณ์ชีวิตใหม่ๆ จากเดิมที่อยู่แต่ในประเทศตัวเอง”

“การมาเรียนในสถานที่แตกต่างจากเดิม ทำให้เราได้รับรู้ บรรยากาศทางวิชาการ เรียนรู้วัฒนธรรมต่างๆ จากคนหลากหลาย อยู่ในสังคมพหุวัฒนธรรม ทั้งเรื่องภาษา อาหาร มารยาท นิสัยใจคอของคนชาตินั้น”

อีกอย่างหนึ่ง การเดินทางเพื่อออกไปหาความรู้นั้น เป็นสิ่งที่อิสลามส่งเสริม เรียนรู้ตั้งแต่อยู่ในเปล จนกระทั่งถึงหลุมฝังศพ การพยายามในการค้นหาความรู้ การอ่าน การเขียน ถือว่าได้รับผลบุญในความเหนื่อยยากของการทดสอบ ยิ่งถ้าหากว่า เมื่อเราศึกษาจบ แล้วเราได้ไปสอน แบ่งปัน เผยแพร่ความรู้ที่ดีให้กับสังคมแล้ว ถือว่าเป็นการบริจาคที่ยิ่งใหญ่

จีนเข้ามามีบทบาทและมีอิทธิพลในเวทีโลก

นายอับดุลอาซิส กล่าวว่า นักศึกษาไทยที่เข้ามาศึกษาในประเทศจีนมีเยอะมาก หลายพันคน กระจายอยู่เกือบทุกมณทลของประเทศ ทั้งที่มาเรียนภาษาช่วงสั้นๆ และเรียนระดับปริญญา

ปัจจุบัน ประเทศจีนมีบทบาทและอิทธิพลในเวทีโลก ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี อวกาศ ทหาร ประเทศหลังม่านไม้ไผ่สมัยก่อนได้ทำการเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อเปิดรับนักศึกษาจากทั่วโลกเข้ามาศึกษาต่อ เหมือนกับมหาวิทยาลัยในประเทศใหญ่ๆ ทั่วโลก

นักศึกษาส่วนใหญ่ที่มาเรียนจะเน้นด้านภาษาจีน ธุรกิจ การแพทย์ เทคโนโลยีสารสนเทศ มีนักศึกษาต่างชาติเข้ามาเรียนในระดับบัณฑิตศึกษา บางประเทศมีความร่วมมือระดับรัฐต่อรัฐกับจีน เช่น ปากีสถาน อัลจีเรีย ประเทศทางแถบแอฟริกา เพื่อมาวิจัยในด้านเทคโนโลยี วิศวกรรมชั้นสูง ซึ่งมีทุนรองรับมากมาย

ในเมืองฮาร์บิน มณทลเฮย์หลงเจียง ที่ตนกำลังศึกษาอยู่ ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ติดกับรัสเซีย มีนักศึกษาไทยมาศึกษาอยู่มากกว่า 300 คน ส่วนใหญ่มาเรียนภาษาจีนในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน

เมื่อปีที่ผ่านมามีการรวมตัวของนักศึกษาที่นี่ จัดงานวัฒนธรรมไทย (Thai Culture) โดยมีเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปักกิ่งมาเป็นประธานในพิธี ในงานมีการนำเสนอวัฒนธรรม ประเพณี สถานที่ท่องเที่ยวและอาหารไทยให้นักศึกษาจีนและต่างชาติที่ศึกษาที่นี่ได้ลิ้มลอง ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมาก

ชายแดนใต้ยังขาดแคลนบุคลากรผู้เชียวชาญทางด้านเทคโนโลยี

นายอับดุลอาซิส กล่าวว่า ก่อนมาเรียนต่อ ตนสอนหนังสืออยู่ที่ภาควิชาบรรณารักษศาสตร์และสารนิเทศศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.อ.ปัตตานี ได้ทุนพัฒนาอาจารย์มาศึกษาต่อยังต่างประเทศ และจะกลับไปใช้ทุนที่เดิมดั่งที่ได้ตั้งใจไว้ คือสอนหนังสือ วิจัย ถ่ายทอดวิชาความรู้ที่ได้เรียนมาแก่นักศึกษา พัฒนาการสอนของตัวเอง บริการทางวิชาการในสิ่งที่ตัวเองเชี่ยวชาญ ตลอดจนการเข้าร่วมในการพัฒนาสังคมสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยังคงต้องพัฒนาในอีกหลายๆ ด้าน

สิ่งสำคัญเรื่องหนึ่งคือ การส่งเสริมการให้ความรู้เกี่ยวกับการศึกษาเทคโนโลยีสารสนเทศ การส่งเสริมในการพัฒนาพื้นฐานการเรียนคอมพิวเตอร์ คณิตศาสตร์ การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพราะมันคือพื้นฐานของการจัดการความคิด ขั้นตอนวิธีหรืออัลกอรึทึม

“ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนใหญ่มีคนเรียนจบทางด้านศาสนา ศึกษาศาสตร์ รัฐศาสตร์ ภาษาศาสตร์ สังคมศาสตร์ค่อนข้างเยอะ แต่ยังขาดแคลนบุคลากรผู้เชียวชาญในด้านนี้อย่างมาก ส่วนตัวคิดว่า ทรัพยากรมนุษย์ที่มีอยู่แล้วทำการฝึกอบรม เพิ่มทักษะในการเรียนรู้ นั่นคือโอกาสและความท้าทายที่เราต้องกลับไปพัฒนา”

จุดเริ่มต้นจากความหวาดระแวงทำให้กระบวนการสันติภาพสะดุด

นายอับดุลอาซิส กล่าวว่า กรณี สมช.มองว่ามีนักศึกษามุสลิมส่วนหนึ่งที่มีแนวคิดแบ่งแยกดินแดน เหมือนเป็นการสร้างกำแพงแห่งความหวาดระแวงขึ้น ระหว่างรัฐและนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ต่างประเทศ

“การที่เขามาเรียนต่อในต่างประเทศ แล้วกลับถูกเหมารวมว่ามีแนวคิดแบ่งแยกดินแดน ทำให้คนที่ตั้งใจมาเรียนรู้ ใฝ่หาความรู้จริงๆ เพื่อกลับไปประกอบอาชีพสุจริต พัฒนาบ้านเกิด เกิดความกังวลใจว่าตัวเองจะถูกจับตามองจากรัฐบาลหรือไม่”

“มันเป็นการสร้างเงื่อนไข กำแพงแห่งความหวาดระแวง ซึ่งจะนำไปสู่อคติและอคติจะทำให้เกิดความไม่เข้าใจและไม่พยายามจะเข้าใจถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรม จนเกิดเป็นความอยุติธรรม ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้กระบวนการสันติภาพในพื้นที่ต้องสะดุด ไม่สามารถพัฒนาเพื่อให้เกิดสันติสุขได้”

ควรก้าวข้ามความหวาดระแวงเพื่อไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

นายอับดุลอาซิส กล่าวว่า รัฐควรที่จะให้การสนับสนุน แก่นักศึกษาไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด ในการสร้างบุคลากรทางด้านต่างๆ ที่มีคุณภาพที่มีความรู้ เพื่อร่วมมือและพัฒนาประเทศ ไม่ควรหวาดระแวง โดยการสร้างเงื่อนไขในการจับผิด เฝ้าระวัง จัดรายชื่ออยู่ในบัญชีที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีความผิดอะไร จนทำให้เกิดความอึดอัดใจ ท้อแท้ใจ หมดความตั้งใจที่จะกลับมาทำงานที่บ้าน แล้วไปทำงานในต่างประเทศแทนที่จะได้มาพัฒนาบ้านเกิด ทำให้สูญเสียบุคลากรที่มีความรู้ไป

สิ่งที่รัฐให้การสนับสนุนเรื่องทุนการศึกษาต่อต่างประเทศของนักศึกษา เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมและดีงาม ควรให้มีต่อไป ซึ่งรัฐบาลต้องเปิดใจให้กว้าง ก้าวข้ามกำแพงแห่งความหวาดระแวงตรงนี้เพื่อเดินต่อไปข้างหน้า และนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ตอนนี้จะเป็นกำลังสำคัญในสร้างความเข้าใจและพัฒนาเพื่อให้เกิดกระบวนการแก้ปัญหาที่จะนำไปสู่สันติภาพอย่างยั่งยืน

อิทธิกุล ภูมิสุข : เรียนซูดาน เพราะชอบภาษาอาหรับ กลับไปเป็นครูสอน

นายอิทธิกุล ภูมิสุข นักศึกษาคณะนิติศาสตร์สากล สาขานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนานาชาติแอฟริกา เมืองคาร์ทูม ประเทศซูดาน ภูมิลำเนาเดิมอยู่แขวงคลองกุ่ม เขตบึ่งกุ่ม กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า เหตุผลหลักๆของนักศึกษาที่มาเรียนต่างประเทศคือภาษาและประสบการณ์รอบตัว สำหรับตนก็เช่นกัน สิ่งที่ตนชอบคือภาษาอาหรับ และการได้มาเรียนในเมืองของเจ้าของภาษาถือเป็นโอกาที่สำคัญที่ไม่อาจหาได้ในมหาวิทยาลัยในประเทศไทย

ในประเทศซูดาน มีนักศึกษาไทยประมาณ 500 กว่าคน เป็นชาย 288 คน หญิง 214 คน แต่ละปีทางสมาคมนักศึกษาไทย ณ ซูดาน จะจัดโครงการวัฒนธรรม เพื่อพรีเซนต์วัฒนธรรมไทยให้ชาวต่างประเทศ ซึ่งได้รับงบประมาณจากสถานเอกอัครราชทูตไทยในประเทศอียิปต์

ส่วนใหญ่นักศึกษาในแถบอาหรับ-แอฟริกาจะเรียนสายศาสนา จบแล้วส่วนใหญ่จะไปเป็นครูสอนศาสนา เพราะถือว่าศาสนาเป็นเรื่องสำคัญ แต่บางกลุ่มก็เป็นล่ามภาษาอาหรับตามสถานที่ต่างๆ เช่น โรงพยาบาลหรือโรงแรม หรือไม่ก็เป็นไกต์หรือมัคคุเทศนำเที่ยว

“ส่วนตัวผมเอง อยากกลับไปเป็นครูสอนภาษาอาหรับและครูสอนศาสนา ตามโรงเรียนที่เปิดสอนศาสนาควบคู่สามัญหรือสอนตามบ้านญาติพี่น้องก็ได้”

นักศึกษามุสลิมช่วยสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทย

ส่วนกรณีที่ถูกมองว่ามีนักศึกษามุสลิมบางส่วนมีแนวคิดแบ่งแยกดินแดนนั้น นายอิทธิกุล มองว่า เป็นการเหมารวมพี่น้องนักศึกษามุสลิมมากเกินไป ทำให้คนนอกมองนักศึกษากลุ่มนี้ไปในทางลบมากกว่าการสมานฉันท์ระหว่างกัน

“แนวคิดแบ่งแยกดินแดนอาจเป็นแนวคิดของกลุ่มเล็กๆ ซึ่งเราไม่สามารถจะเหมารวมนักศึกษากลุ่มใหญ่ได้ และนักศึกษาส่วนใหญ่ที่เรียนจบ พวกเขาก็สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยหรือพัฒนาประเทศได้มากกว่าที่จะบอกว่าพวกเขาสร้างความแตกแยกหรือความเสื่อมเสียให้ประเทศ เช่น ทำการค้าระหว่างประเทศกับชาวอาหรับหรือเป็นล่ามให้บริษัทระหว่างประเทศ”

“สุดท้าย ผมคาดหวังจากรัฐบาลไทยว่า ควรให้ความเท่าเทียมกันระหว่างนักศึกษามุสลิมในต่างประเทศกับนักศึกษาที่ไม่ใช่มุสลิม ทั้งเรื่องการบริการ งบประมาณช่วยเหลือ การรองรับงานในประเทศหรืออื่นๆ เพราะหากมีแนวคิดที่ไม่ดีต่อกันแล้ว ผมเกรงว่าจะเป็นปัญหาที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งในวงกว้างระหว่างคนไทยด้วยกันเอง และจะเป็นปัญหาที่ยืดเยื้ออีกปัญหาหนึ่งต่อไปได้”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

เสียงนักศึกษามุสลิมต่างแดน (3) ทุกคนมุ่งแสวงหาความรู้หวังจะกลับไปพัฒนาหมู่บ้านและประเทศชาติ

เสียงนักศึกษามุสลิมต่างแดน (2) นักศึกษาคือจิ๊กซอว์และพลังสร้างสรรค์ในกระบวนการสันติภาพชายแดนใต้

เสียงนักศึกษามุสลิมต่างแดน (1) นักศึกษาคือหนึ่งในกลไกสร้างสันติภาพที่รัฐไม่ควรระแวง