ศอ.บต.ชูความสำเร็จแก้1ใน10ปัญหายาก อุทยานบูโด-สุไหงปาดีทับที่ทำกินชาวบ้านใน2ปี

สำนักประชาสัมพันธ์ ศอ.บต.ออกรายงานเผยการแก้ปัญหาอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดีทับที่ดินทำกินชาวบ้าน ในจ.นราธิวาส กว่า 120,000 ไร่ 23,000 กว่าครอบครัวเป็นรูปธรรมแล้ว คลี่คลายด้วยประชารัฐ ใช้เวลาเพียง 2 ปีจาก 15 ปี คาดว่าจะมอบเอกสารสิทธิ์แล้วเสร็จในปี 2560 ปราชญ์นักสู้แห่งเทือกเขาบูโดยืนยันชาวบ้านหายกังวลแล้ว

สำนักประชาสัมพันธ์ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต.ได้เผยแพร่รายงานเรื่อง อุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี หนึ่งปัญหายาก คลี่คลายด้วยประชารัฐ โดยกล่าวถึงความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติทับที่ดินทำกินของชาวบ้าน

สำนักประชาสัมพันธ์ ศอ.บต. ระบุว่า นับเป็นเวลา 16 ปี ที่พี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส เรียกร้องพื้นที่ทำกิน ซึ่งมีเนื้อที่รวมทั้งหมด 120,000 ไร่ 23,000 กว่าครอบครัว ครอบคลุม 9 อำเภอ 25 ตำบล ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ วันนี้ได้รับการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ภายใต้การดำเนินงานของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. และภายใต้นโยบายของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.

“ความทุกข์ยากที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2542 ที่ได้มีการประกาศเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี มีการดำเนินงานชัดเจนขึ้นและนำไปสู่แนวทางการแก้ไขปัญหาที่ได้ผลชัดเจนในปลายปี 2557 ถึงปี 2558 พี่น้องประชาชนตระหนักดีว่า ปัญหาวันนี้ได้รับการคลี่คลายไปสู่ความสำเร็จอยู่ในระดับที่น่าพอใจ” เป็นคำกล่าวตอนหนึ่งของนายภาณุ อุทัยรัตน์ เลขาธิการ ศอ.บต.ระหว่างบันทึกเทปรายการเดินหน้าประเทศไทย

นายภาณุ ได้เล่าอีกว่า หากย้อนปัญหาที่เกิดขึ้นจะพบว่ามี 3 เรื่องหลักคือ

1.ปัญหาเรื่องที่ดินทำกินที่มีพื้นที่ทับซ้อนกับพื้นที่อุทยานฯ กลายเป็นปัญหาซ้ำซากและมีคำถามจากพี่น้องประชาชนตลอดมา

2.เรื่องสิทธิทำกิน เรื่องการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ เนื่องจากเกือบ 30 ปีที่ชาวประชาชนในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี ไม่สามารถตัดโค่นต้นยางพาราที่ปลูกได้ ซึ่งเป็นอาชีพหลักของชาวบ้านในพื้นที่ จึงส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่และรายได้อย่างมาก

3.เรื่องเอกสารสิทธิ์ที่อยู่รอบเทือกเขาบูโด ซึ่งเป็นพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติ พื้นที่ป่าสงวน พื้นที่วงรอบนอกเหนือจากเขตอุทยานและเขตป่าสงวน ซึ่งประชาชนในพื้นที่ได้ดำเนินการขอเอกสารสิทธิ์ ซึ่งต้องใช้เวลา 15 ปี แต่รัฐบาล คสช.ใช้เวลาเพียง 2 ปี และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2560 นี้

นายภาณุ ยังได้กล่าวชื่นชมพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณพื้นที่อุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดีว่า มีความสามัคคีและช่วยเหลือซึ่งและกัน เป็นพื้นที่ต้นทุนซึ่งเห็นได้จากกิจกรรม 3 กิจกรรม คือ

1.เรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิตพี่น้องรอบเทือกเขา

2.การระวังป้องกันหรือที่เรียกว่า ตาสัปปะรด มีอาสาสมัครที่ทำตามแนวทางประชารัฐ ทำร่วมกัน

3.การที่ใช้วิธีการปลูกป้องกันแนวเขต คือการปลูกต้นตะเคียนชันตาแมว ซึ่งเป็นพืชสัญลักษณ์ของนราธิวาสอีกด้วย

ขณะที่นายดือราแม ดาราแม ประธานคณะทำงานเครือข่ายการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินเทือกเขาบูโด (ปราชญ์นักสู้แห่งเทือกเขาบูโด) กล่าวขณะบันทึกเทปรายการเดียวกันว่า การประกาศเขตอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดีทับพื้นที่ทำกินส่งผลให้ชาวบ้านวิตกกังวล เนื่องจากขอสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางเพื่อตัดโค่นยางไม่ได้ ทั้งที่ก่อนประกาศเป็นเขตอุทยานเจ้าของสามารถโค่นไม้ยางที่หมดอายุได้ และขอสงเคราะห์การทำสวนยางปลูกทดแทนใหม่ได้

นายดือราแม กล่าวอีกว่า หลังจากที่ได้ตั้งคณะทำงานจากหลายภาคส่วนในระดับอำเภอจึงได้ประสานงานไปยังจังหวัดและ ศอ.บต. ซึ่งถือเป็นการทำงานเชิงบูรณาการแบบประชารัฐ “ประชาชนอยู่ด้วย รัฐอยู่ด้วย ทำงานร่วมกัน” ซึ่งมีคำสั่งให้มีการออกเดินสำรวจเพื่อออกโฉนดที่ดิน โดยมีเจ้าหน้าที่อุทยาน กรมที่ดิน กรมป่าไม้และประชาชน เพื่อวัดหาแนวเขตที่ชัดเจนคู่กับใช้ภาพถ่ายทางอากาศสมัยใหม่ GISTDA ทำให้ประชาชนรอบนอกอุทยานได้รับโฉนด เอกสารสิทธิ์ที่ดินคืนได้

“ตอนนี้ชาวบ้านสบายใจแล้ว เพราะสามารถทำสงเคราะห์ได้ ซึ่งเลขาธิการ ศอ.บต.ได้เคยมอบเอกสารสิทธิ์ ปัญหาในวันนี้ได้รับการคลี่คลาย ชาวบ้านเขาสามารถทำกินในที่ดินของเขาได้แล้ว” นายดือราแม กล่าว

รายงานยังระบุว่า การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินบูโด-สุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส ถือเป็นหนึ่งปัญหายากใน 10 เรื่องที่ ศอ.บต.สามารถแก้ปัญหาได้ภายใต้นโยบายของรัฐบาลและ คสช. โดยทำงานบูรณาการร่วมกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) จังหวัดและหน่วยงานในพื้นที่ ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีเอกภาพ มีความเป็นรูปธรรมชัดเจนในการดูแล แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างสมบูรณ์