เดชา ตั้งสีฟ้า : ชีวิตคนมลายูคือประจักษ์พยานความขัดแย้ง ที่(รัฐ)ไม่เข้าใจทักษะวัฒนธรรม

ผศ.ดร.เดชา ตั้งสีฟ้า นักวิชาการมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ไม่มีทางที่คนจะได้รับการยอมรับ หากไม่ถูกรับรู้ สะท้อนการจัดการความขัดแย้งในชายแดนใต้ของรัฐ จะมีทักษะวัฒนธรรมไม่ได้ หากไม่คุ้นเคยกับความต่าง เป็นทักษะต้องอาศัยความรู้ท่ามกลางความต่าง ยกชีวิตคนมลายูมุสลิมคือประจักษ์พยานความขัดแย้งจากการไม่เข้าใจทักษะวัฒนธรรม ย้ำการเมืองเรื่องการฟัง จะเอียงหูฟังพวกเขาอย่างไร

ไม่มีทางเลยที่คนคนหนึ่งจะได้รับการยอมรับ หากคนนั้นไม่ถูกรับรู้” เป็นคำคมทิ้งท้ายของ ผศ.ดร.เดชา ตั้งสีฟ้า จากสาขาวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่มีนัยยะต่อปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

เป็นการบรรยายปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการณ์ “ทักษะวัฒนธรรมกับการจัดการความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนใต้” ของศูนย์ข่าวสารสันติภาพ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์กรมหาชน) ที่โรงแรมหาดใหญ่ฮอลิเดย์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา 30 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา

ผศ.ดร.เดชา เริ่มนำเสนอด้วยประเด็นที่ชวนงง คือเรื่อง “น้ำ วัฒนธรรมกับคน” โดยถือเป็นบทสนทนาเพื่อความเป็นอื่นพร้อมกับชวนไตร่ตรองในประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับทักษะวัฒนธรรม และการร้อยคำหรือมโนทัศน์ที่เรียกว่า “ความขัดแย้ง ความเป็นอื่นและความรุนแรง” จากนั้นจึงลงไปที่ความหมายและจบลงที่คนมลายูมุสลิมบอกอะไร?

จะมีทักษะวัฒนธรรมไม่ได้ หากเราไม่คุ้นเคยกับความแตกต่าง

ผศ.ดร.เดชา อธิบายว่า ทักษะวัฒนธรรม มีมิติพื้นฐานที่จำเป็นต้องไม่ลืมอยู่ 4 เรื่อง คือ ความรู้ การตระหนัก การตอบสนอง และการเคลื่อนตัว

“เราจะมีทักษะวัฒนธรรมไม่ได้เลย หากเราไม่คุ้นเคยกับความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นเพศสภาพ อายุ สีผิว ชนชั้นหรือศาสนา อาจเรียกแบบหยาบๆว่า พหุวัฒนธรรม ซึ่งต้องเริ่มต้นด้วยความรู้จึงจะคุ้นเคย จึงน่าสนใจว่า และเราต้องไม่ลืมว่า ในพื้นที่หนึ่งๆ มีบุคคลที่หลากหลายเสมอ”

ผศ.ดร.เดชา อธิบายแต่ละเรื่องว่า เรื่องความรู้ เกี่ยวข้องกับความรู้และการดำรงอยู่ เรื่องการตระหนัก คือต้องตระหนักว่าคนอื่นทำงานอย่างไร ใช้ชีวิตอย่างไร เมื่อตระหนักแล้วก็เป็นเรื่องความสามารถของเราในการตอบสนองต่อความหลากหลายอย่างมีประสิทธิผล ซึ่งอาจมองได้ว่าเป็นรูปแบบของสันติวิธี

เรื่องสุดท้ายคือ เราต่างต้องใช้ชีวิตซึ่งทุกครั้งที่มีการเผชิญหน้ากัน ไม่ใช่เป็นเพียงการปนเปื้อนเท่านั้นที่ปรากฏ แต่ยังเป็นการหล่อเลี้ยงเกิดขึ้นด้วย

“เราเดินทางเข้าไปในชีวิต เราพบกับผู้คนที่หากเลือกได้เราคงไม่อยากอยู่ด้วย เราจึงจำเป็นที่จะต้องเข้าใจว่า เราจะเคลื่อนตัวอย่างไร”

ทักษะวัฒนธรรม เป็นผลรวมของความรู้ การดำรงอยู่และจริยธรรม

จากคำอธิบายข้างต้น ผศ.ดร.เดชา ให้ข้อสรุปว่า ทักษะวัฒนธรรมในแง่หนึ่งเป็นเรื่องญาณวิทยา ภววิทยา ตลอดจนจริยธรรม ดังนั้นทักษะวัฒนธรรมจึงเป็นผลรวมของมิติทั้งสามด้านระหว่างความรู้ การดำรงอยู่ และจริยธรรม

จากนั้น ผศ.ดร.เดชาก็ตั้งคำถามที่ชวนคิดว่า ในเมื่อแต่ละคนต่างต้องมีวิธีการเผชิญหน้ากับคนอื่นแล้ว การตระหนักรู้ในมิติเหล่านี้จะช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายของการปฏิสัมพันธ์ได้หรือไม่? และหากได้ จะได้แค่ไหน? เมื่อความต่างเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วจะอยู่ร่วมกันอย่างไร?

ต้องอาศัยความรู้ ท่ามกลางการดำรงอยู่ที่มีความต่างกัน

ผศ.ดร.เดชา กล่าวว่า คำว่า ทักษะวัฒนธรรม หรือ Cultural Fluency พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายว่า ทักษะเป็นเรื่องของความชำนาญ แต่เมื่อกลับไปมองที่รากคำในภาษาอังกฤษ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 ไม่ใช่หมายถึงเพียงทักษะทั่วไป แต่หมายรวมถึงอำนาจในการหยั่งเห็น ซึ่งตรงนี้จึงเกี่ยวกับความสามารถในการแยกว่าอะไรใช่ อะไรไม่ใช่ หรือความสามารถในการแยกแยะสิ่งหนึ่งออกจากสิ่งหนึ่ง

คำว่า Fluency ปรากฏครั้งแรกในช่วงปี ค.ศ.1580 เมื่อพิจารณาจากรากศัพท์ เมื่อนำมาใช้คำนี้มักนำมาใช้กับสายน้ำที่ไหลลื่น อีกแง่หนึ่งหมายถึงไหลเอ่อ ดังนั้นเมื่อตามรอยของคำแล้วจะพบว่า เกี่ยวข้องกับสายน้ำ การไหล ความคล่องแคล่ว เอ่อล้น ฯลฯ

“คำนี้จึงเกี่ยวข้องกับการไหลอย่างอิสระและผ่อนคลายอย่างคล่องแคล่ว เป็นลักษณะของสายน้ำที่เอ่อล้นขึ้นมา แต่น้ำก็สามารถเดือดได้ น้ำเองก็ยังสามารถร่วงโรยด้วยเช่นกัน”

ผศ.ดร.เดชา ย้ำอีกครั้งว่า ฉะนั้น ทักษะวัฒนธรรมจึงต้องอาศัยความรู้ ท่ามกลางการดำรงอยู่ด้วยความต่าง บนแนวทางจริยธรรม

ทักษะวัฒนธรรมกับความขัดแย้ง ความเป็นอื่นและความรุนแรง

เมื่อดูไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างทักษะวัฒนธรรมกับความขัดแย้ง ความเป็นอื่นและความรุนแรงว่าเป็นอย่างไร ผศ.ดร.เดชาเปรียบเทียบให้เห็นว่า ทักษะวัฒนธรรมสามารถพูดอีกแง่หนึ่งได้ว่า เป็นสายน้ำที่เอื้อให้ความต่างไหลอย่างเป็นอิสระ เป็นคนที่ถ้าเปรียบเป็นสายน้ำแล้วเป็นสายน้ำที่เอ่อล้น และแต่ละสายน้ำก็ไม่เท่ากัน น้ำสามารถอยู่รวมกันได้ แต่ขณะเดียวกันก็เดือดได้

ชีวิตคนมลายูมุสลิมคือประจักษ์พยานความขัดแย้ง

ต่อเนื่องจากประเด็นข้างต้น ผศ.ดร.เดชาจึงได้ชวนเข้าสู่ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับในพื้นที่ว่า คนมลายูมุสลิมมีตำแหน่งแห่งที่อย่างไรท่ามกลางรัฐชาติ ชีวิตของคนมลายูมุสลิมคือประจักษ์พยานของความขัดแย้งและความรุนแรงที่เกิดขึ้น(ในจังหวัดชายแดนภาคใต้) นับตั้งแต่เหตุการณ์ปล้นปืน (ปี 2547 ที่กองพันทหารพัฒนาที่ 4 จ.นราธิวาส)

“หากเทียบแล้ว เหตุการณ์ชายแดนไทย-พม่ามีความซับซ้อนกว่า แต่เหตุการณ์ชายแดนไทย-มาเลย์มีความยากกว่าเพราะเรากำลังเผชิญกับอารยธรรมที่ต่างกัน”

ผศ.ดร.เดชา อธิบายโดยชวนให้นึกภาพไปด้วยว่า ในแง่นี้ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นก็เพราะคนในพื้นที่ชายแดนใต้เป็นคนอื่น คือ ไม่ใช่คนที่ร่วมความทรงจำเดียวกับคนที่เรียกตัวเองว่าคนไทย ในขณะเดียวกัน มีความพยายามของรัฐไทยตลอดมาในการกดทับ ทำให้หลงลืม หรือกวาดทิ้งความทรงจำของคนในพื้นที่ชายแดนใต้ ซึ่งเป็นความพยายามในการปิดบัง ทำให้หลงลืม กวาดทิ้งซึ่งความทรงจำและประวัติศาสตร์ที่ไม่สอดคล้องกับเรื่องเล่าหลักของไทย

การเมืองเรื่องการฟัง จะเอียงหูฟังอย่างไร

 “ความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ความรุนแรงไม่ใช่ ในแง่นี้จึงน่าสนใจที่ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้เกิดบทสนทนาต่อกัน และการเมืองเรื่องการฟังเป็นสิ่งสำคัญ จะเอียงหูฟังคนมุสลิมอย่างไร เพื่อตระหนักว่าทุกครั้งที่ฟังนั้นมันมีศักยภาพที่จะเข้าใจ” ผศ.ดร.เดชา กล่าว

ผศ.ดร.เดชา ขยายความตรงนี้ว่า ทุกครั้งที่ฟัง เป็นการเปิดตัวเองต่อคนอื่น เพราะมีเสียงเยอะแต่ไม่ใช่ทุกเสียงที่เราจะได้ยิน เราจะได้ยินต่อเมื่อเราเข้าใจสิ่งนั้น และในการเข้าใจสิ่งหนึ่งก็ขึ้นกับจุดที่เรามองและขึ้นอยู่กับว่า เราเป็นใครด้วย

ผศ.ดร.เดชา กล่าวว่า ไม่มีทางเลยที่คนคนหนึ่งจะได้รับการยอมรับหากคนนั้นไม่ถูกรับรู้ จะต้องไม่ลืมว่ามีระดับของการเคลื่อนตัวจากการเป็นที่รับรู้ได้ สู่การเป็นที่เข้าใจได้และการยอมรับได้

“ในแง่นี้ ความถูกต้องอาจไม่ใช่ประเด็น เพราะความจริงในสังคมนั้นมีหลากหลาย ทักษะวัฒนธรรมต้องเริ่มจากการตระหนักว่าเราไม่รู้ และอ่อนน้อมถ่อมตนกับความไม่รู้ แล้วเปิดพื้นที่ของความเป็นอื่นที่เป็นไปได้ว่า เรายังไม่เข้าใจเขา” ผศ.ดร.เดชา กล่าวทิ้งท้ายที่ชวนให้คิดตาม

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ชัยวัฒน์ สถาอานันท์-เดชา ตั้งสีฟ้า : ทักษะวัฒนธรรมกับการจัดการความขัดแย้งในชายแดนใต้