เปิด12เวทีฟังครูเอกชนสอนศาสนาอิสลาม เผย"ความหวัง ความกังวลและการหนุนเสริมสันติภาพ"อันหลากหลาย

สช.จับมือสภาประชาสังคมชายแดนใต้เปิด 12 เวทีฟังเสียงครูเอกชนสอนศาสนาอิสลาม เผยอะไรคือ"ความหวัง ความกังวลและการหนุนเสริมสันติภาพ"อันหลากหลายจากเวทีแรกที่ยะลา ประธานสภาฯชี้เป็นยุทธศาสตร์สำคัญสู่การสร้างพื้นที่กลางร่วมสร้างสันติภาพ ย้ำครูศาสนาคือข้อต่อสำคัญ ยืนยันไม่มีเวลาไหนเหมาะสมกว่านี้อีกแล้ว เพราะคู่ขัดแย้งหลักทั้ง 2 ฝ่ายต้องการความช่วยเหลืออยู่ ถึงเวลาที่ต้องมาช่วยกัน

สช.เปิด 12 เวทีฟังเสียงครูเอกชนสอนศาสนาอิสลาม

วันที่ 18 สิงหาคม 2559 สำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดยะลา ร่วมกับสภาประชาสังคมชายแดนใต้ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ "ความหวัง ความกังวล และการหนุนเสริมกระบวนการสันติภาพ" สำหรับครูผู้สอนในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดชายแดนใต้ ประจำปี 2559 ณ โรงแรมยะลาแกรนด์พาเลซ มีครู/อุสตาซจากโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามใน อ.เมือง อ.ยะหา อ.ธารโต และ อ.เบตง จ.ยะลา เข้าร่วม ซึ่งเป็นเวทีแรกจากทั้งหมด 12 เวทีครอบคลุมทั้ง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และ 4 อำเภอของสงขลา

เป็นยุทธศาสตร์สำคัญสู่การสร้างพื้นที่กลางร่วมสร้างสันติภาพ

นายมูฮำมัดอายุบ ปาทาน ประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ กล่าวในเวทีว่า ยุทธศาสตร์ของสภาประชาสังคมชายแดนใต้มี 3 ประการ ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ที่ 1 การสร้างพื้นที่กลางและผลักดันเชิงนโยบาย คือ สร้างหรือขยายพื้นที่กลางให้ภาคประชาชนที่มีความแตกต่างหลากหลาย ได้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการสันติภาพเพื่อนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอและผลักดันเชิงนโยบายด้วยความรู้แก่ทุกฝ่าย

มูฮำมัดอายุบ ปาทาน 

ยุทธศาสตร์ที่ 2 การเสริมพลัง คือ การเสริมพลัง สร้างความเข้มแข็ง และอำนาจการต่อรองให้ภาคประชาสังคมและภาคประชาชนในทุกมิติ และยุทธศาสตร์ที่ 3 การขยายเครือข่าย คือ การขยายองค์กรสมาชิกหรือสมาชิกของสภาประชาสังคมชายแดนใต้ รวมทั้งขยายเครือข่ายองค์กรภายในประเทศและต่างประเทศ

“กิจกรรมในวันนี้มีความสำคัญ เพราะความคิดเห็นของครู/อุสตาซมีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากบรรดาครูและอุสตาซทำงานในชุมชน ทำงานกับประชาชน หรือผู้คนใน Track 3 เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าเอาเข้าจริงแล้วประชาชนในระดับ Track 3 มีความสำคัญต่อกระบวนการสันติภาพ การตัดสินอนาคตอยู่ที่เสียงของ Track 3 ดังนั้นเสียงของคนที่ทำงานในพื้นที่ Track 3 จึงสำคัญด้วย” นายมูฮำมัดอายุบ กล่าว

ครูศาสนาคือข้อต่อสำคัญที่จะให้เสียง Track 3 มีอิทธิพลต่อคู่ขัดแย้ง

นายรอมฎอน ปันจอร์ บรรณาธิการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ บรรยายในหัวข้อ“ทำความเข้าใจกระบวนการสันติภาพชายแดนใต้/ปาตานี” โดยกล่าวว่า ความหมายของสันติภาพแต่ละคนมีจุดเน้นที่ต่างกัน บางคนบอกว่าจะต้องได้เอกราชเสียก่อน บางคนก็บอกว่าก็แค่ยุติความรุนแรงรายวัน ขณะที่บางคนบอกว่าต้องได้คล้ายๆกับที่หะยีสุหลงเคยขอ คือ ปกครองพิเศษหรือใช้ชารีอะห์(กฎหมายอิสลาม)ได้บางส่วน เป็นต้น

“ขณะที่การพูดคุยเพื่อสันติภาพ/สันติสุข แต่ละฝ่ายก็มีมุมมองแตกต่างกันไป บางฝ่ายมองว่าเป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งที่ชายแดนใต้ได้ ขณะที่บางฝ่ายอาจมองว่าการพูดคุยเป็นหนึ่งในวิธีการต่อสู้เพื่อปาตานีก็ได้ ที่สำคัญคือ ภายในของทั้งสองฝ่ายก็มีการถกเถียงกันอยู่ เพราะแน่นอนว่าแม้ในฝ่ายเดียวกันก็ใช่ว่าจะมีความเห็นที่ตรงกัน” นายรอมฎอน กล่าว

“การพูดคุยกับครูโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจึงสำคัญมาก เพราะพวกท่านแฝงตัวและดำรงอยู่กระจายทั่วพื้นที่ชายแดนใต้/ปาตานี และบทบาทของครูคือ เป็นกลุ่มคนใน Track 2 หรือเป็นข้อต่อระหว่าง Track 1 (คู่ขัดแย้งหลัก) กับ Track 3 (ระดับภาคประชาชน) ความท้าทายที่สำคัญก็คือ จะทำอย่างไรให้เสียงของคนที่อยู่ใน Track 3 มีอิทธิพลต่อทั้ง 2 ฝ่าย” นายรอมฎอน กล่าว

ความขัดแย้งที่ไม่จบด้วยการฆ่ากัน ถึงเวลาที่ต้องมาช่วยแก้

นายรอมฎอน กล่าวอีกว่า เมื่อพูดถึงตัวแบบกระบวนการสันติภาพ หากเราไปดูตัวอย่างของอาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซียจะพบว่า หลังมีข้อตกลงสันติภาพในปี 2005 ไม่มีความขัดแย้งระหว่างอาเจะห์กับอินโดนีเซีย แต่กลับปรากฏว่ามีความขัดแย้งกันเองในอาเจะห์ แสดงให้เห็นว่าถึงอย่างไรความขัดแย้งก็ยังคงอยู่ แต่ความขัดแย้งที่ไม่จบลงด้วยการฆ่ากันจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ในขณะที่ในพื้นที่ของเรายังอยู่ในช่วงของการเกิดจุดเปลี่ยน

นายรอมฎอน ยังอธิบายถึงกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพทั้งในทางลับที่มีมานานแล้ว และที่เปิดเผยต่อสาธารณะชนเมื่อปี 2556 เป็นต้นมา พร้อมกับกล่าวว่า รัฐบาลปัจจุบันมีอำนาจมาก และพร้อมที่จะกดฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง แต่น่าจะแปลกใจที่รัฐบาลที่มีอำนาจมากขนาดนี้กลับมาสานต่อการพูดคุยกับผู้เห็นต่างแม้จะเปลี่ยนชื่อเรียกก็ตาม มันสะท้อนว่าเรื่องนี้สำคัญมาก และสังคมได้เปลี่ยนไปแล้ว

“ประเด็นที่สำคัญคือพวกท่านจะต้องช่วยกันคิด ช่วยกันมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหานี้ เพราะมันคืออนาคตของพวกท่าน และไม่มีเวลาไหนที่เหมาะที่จะเข้ามามีส่วนร่วมนอกจากเวลาที่เป็นจุดเปลี่ยนผ่านเหมือนในปัจจุบันนี้อีกแล้ว และที่สำคัญยิ่งคือ ทั้ง 2 ฝ่ายต่างก็ต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งอาจเป็นความต้องการที่ต่างกัน แต่พวกท่านจะต้องมาร่วมด้วยช่วยกันแก้ปัญหานี้” นายรอมฎอน กล่าว

เผยจุดร่วมความหวัง ความกังวลและการหนุนเสริมสันติภาพอันหลากหลาย

หลังการบรรยายมีการแบ่งกลุ่มย่อยเพื่อระดมความเห็นของครู/อุสตาซโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามต่อประเด็นความหวัง ความกังวล และการหนุนเสริมกระบวนการสันติภาพ ซึ่งมีประเด็นร่วมของหลายๆ กลุ่มที่น่าสนใจดังนี้

ประเด็นความคาดหวังของครู/อุสตาซโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ได้แก่ ความยุติธรรม หยุดความรุนแรงและมีความปลอดภัย ยอมรับความคิดเห็นที่หลากหลาย เคารพสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนา/แสดงความเห็น ความเท่าเทียมในสังคม อยากให้ฝ่ายรัฐบาลและมารายอมรับกติกาการพูดคุย มีความจริงใจในการเจรจาสันติภาพ ประชาชนรับรู้ประเด็นการเจรจาและข้อตกลง ความต่อเนื่อง ต้องการเห็นสันติภาพที่เป็นรูปธรรม เป็นต้น

ประเด็นความกังวลของครู/อุสตาซโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ได้แก่ กังวลเรื่องยาเสพติดกับวัยรุ่น กังวลว่าการพูดคุยหรือเจรจาจะไม่ต่อเนื่องและสูญเปล่า ตัวแทนบนโต๊ะเจรจาเป็นตัวจริงหรือไม่ รัฐบาลจะไม่จริงใจต่อกระบวนการเจรจาสันติภาพ กังวลว่าผู้มีส่วนร่วมในกระบวนการพูดคุยสันติภาพจะไม่ปลอดภัย กลัวว่ายิ่งเจาจรจะยิ่งสร้างปัญหา ชาวบ้านไม่เข้าใจเรื่องกระบวนการพูดคุย กังวลเรื่องทัศนคติของคนต่างศาสนิก เป็นต้น

ประเด็นการหนุนเสริมกระบวนการสันติภาพของครู/อุสตาซโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ได้แก่ ประชาชนร่วมกันเสนอการใช้กฎหมายอิสลาม เปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้มีบทบาทมากขึ้น มีเวทีและพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ศึกษาความต้องการของประชาชนเกี่ยวกับการเจรจาสันติภาพ จัดทำประชาคมในกลุ่มผู้สอนศาสนาเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะให้คู่เจรจาสันติภาพ เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารในแง่บวกของกระบวนการสันติภาพ เป็นต้น