ฝ่ายไทย-มาราปาตานีเห็นชอบ"ทีโออาร์"พูดคุยสันติสุขแล้ว นัดหารือ 2 ก.ย.นี้

การพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ระหว่างคณะพูดคุยฝ่ายไทยและกลุ่มมาราปาตานีที่หยุดชะงักไปตั้งแต่เดือนเมษายน 2559 จะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งในวันที่ 2 กันยายน2559 นี้ หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบเนื้อหาของกรอบการพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ (ทีโออาร์)

วันที่ 22 สิงหาคม 2559 สำนักข่าวเบอร์นามารายงานโดยอ้างแหล่งข่าวในกระบวนการพูดคุยสันติสุขระหว่างฝ่ายไทยกับกลุ่มมาราปาตานีว่าทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะหารือกันอีกครั้งในต้นเดือนกันยายน หลังจากที่เห็นชอบในกรอบการพูดคุย (ทีโออาร์) ร่วมกันแล้ว

"ไทยพีบีเอส" ได้รับการยืนยันจากแหล่งข่าวในคณะพูดคุยสันติสุขของฝ่ายไทยที่มี พล.อ.อักษรา เกิดผล เป็นประธานเช่นกันว่า ฝ่ายไทยและมาราปาตานีเห็นชอบทีโออาร์ร่วมกันแล้ว และจะพบกันในวันที่ 2 ก.ย.นี้ โดยมีมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวก

การพูดคุยสันติสุขระหว่างฝ่ายไทยกับมาราปาตานีหยุดชะงักไปหลังการพูดคุยเต็มคณะอย่างไม่เป็นทางการที่ประเทศมาเลเซียครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2559 ซึ่งฝ่ายไทยไม่ลงนามรับรองกรอบการพูดคุย ทำให้กลุ่มมาราปาตานีออกมาแสดงความผิดหวังต่อท่าทีของฝ่ายไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประเด็นที่ฝ่ายไทยมีความกังวลซึ่งนำมาสู่การไม่ยอมลงนามในกรอบการพูดคุยหรือทีโออาร์ คือ ฝ่ายไทยต้องการเรียกกลุ่มมาราปาตานีว่า "ผู้เห็นต่างจากรัฐ" ขณะที่กลุ่มมาราปาตานีต้องการให้ฝ่ายไทยยอมรับชื่อนี้ อีกประเด็นหนึ่งคือการที่ทีโออาร์ระบุถึง "สิทธิ์คุ้มกัน" (immunity) เพื่อรับรองว่าคนที่เข้ามาเป็นตัวแทนการพูดคุยของฝ่ายมาราปาตานีต้องได้รับการคุ้มครอง ไม่ถูกดำเนินคดีอาญาระหว่างที่มีการพูดคุย

แหล่งข่าวกล่าวว่า หลังจากการพูดคุยเต็มคณะหยุดชะงักลงเมื่อวันที่ 27 เม.ย.ทั้งสองฝ่ายได้หารือกันเพื่อปรับทีโออาร์ โดยฝ่ายไทยเสนอให้เขียนระบุไว้ต่างหากว่า "กลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐไทย" หมายถึงกลุ่มมาราปาตานี ส่วนประเด็นเรื่องสิทธิ์คุ้มกัน หรือ immunity สำหรับผู้แทนฝ่ายมาราปาตานีนั้น ฝ่ายไทยได้อธิบายให้มาราปาตานีเข้าใจแล้วว่า เรื่องนี้เป็นที่เข้าใจร่วมกันแต่ฝ่ายไทยไม่สามารถบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรได้ เพราะจะหมายถึงฝ่ายบริหารก้าวล่วงอำนาจตุลาการ

สำนักข่าวเบอร์นามารายงานว่า นายอาบู ฮาฟิซ โฆษกมาราปาตานีเชื่อมั่นว่าการพูดคุยสันติสุขจะเดินหน้าต่อไปได้ในประเด็นสำคัญๆ หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบทีโออาร์ร่วมกันแล้ว

ที่มา http://news.thaipbs.or.th/content/255090