เปิดข้อเสนอภาคประชาชนนราธิวาส ต่อโต๊ะพูดคุยสันติภาพไทย-มาราปาตานี

เครือข่ายประชาสังคมนราธิวาส เปิดเวทีรวมข้อเสนอเพื่อสันติภาพจาก 6 เวทีย่อย กลุ่มตาดีกา ชาวพุทธ สตรี เยาวชนและผู้เห็นต่าง แนะตั้งตั้งสภาสันติภาพรวมทุกองค์กรมาขับเคลื่อน เปิดเวทีพูดคุยระดับพื้นที่ อย่ามัวถามว่าของจริงหรือไม่ ย้ำกระบวนการต้องต่อเนื่อง โดยประชาชนร่วมขับเคลื่อนเพราะทั้ง 2 ฝ่ายอ้างว่าทำเพื่อประชาชน แต่ต้องมีคนกลางที่มีศักยภาพและเป็นที่ยอมรับ พร้อมเปิดช่องทางรับฟังประชาชนโดยตรง ชี้สันติภาพ-สันติสุขความหมายไม่ต่างกันหากทุกคนปฏิบัติตามหลักศาสนา

สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับศูนย์ประสานเครือข่ายองค์กรประชาสังคมจังหวัดนราธิวาส จัดโครงการเครือข่ายองค์กรประชาสังคมนราธิวาสกับกระบวนการสร้างสันติภาพชายแดนใต้ เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2559  ที่ผ่านมา ที่วิทยาลัยชุมชนนราธิวาส เพื่อนำเสนอและแลกเปลี่ยนจากการจัดกิจกรรมย่อยในพื้นที่ขององค์กรเครือข่ายรวม 6 เวที โดยมีเครือข่ายโรงเรียนตาดีกา เครือข่ายพุทธธรรมนำสันตินราธิวาส กลุ่มสตรี และกลุ่มเยาวชนในจังหวัดนราธิวาส เข้าร่วมประมาณ 200 คน

เปิดข้อเสนอตาดีกา ชาวพุทธ สตรี เยาวชนและผู้เห็นต่าง

ทั้งนี้ข้อเสนอจาก 6 เวทีดังกล่าว รวมทั้งข้อเสนอจากการประชุมครั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นข้อเสนอที่มีต่อการพูดคุยสันติภาพ/สันติสุขระหว่างตัวแทนรัฐบาลกับกลุ่มมาราปาตานี ที่จะมีขึ้นในวันที่ 2 กันยายน 2559 นี้ ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ดังนี้

นายอับดุลปาตะ ยูโซะ ประธานเครือข่ายเยาวชนพัฒนาบ้านเกิดชายแดนภาคใต้ และกรรมการสภาเยาวชนตำบลลาโละ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส นำเสนอประเด็นการจัดเวทีกลุ่มเยาวชนว่า ในเวทีมองว่า กระบวนการพูดคุยสันติภาพระหว่างรัฐกับขบวนการ BRN ตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมายังไม่สามารถบอกได้ว่าสำเร็จหรือล้มเหลวหรือก้ำกึ่ง เพราะขณะที่หลายฝ่ายกำลังดำเนินกระบวนการสันติภาพก็ยังมีเหตุรุนแรงอยู่

นายอับดุลปาตะ นำเสนอต่อไปว่า ที่ผ่านมาทั้งฝ่ายรัฐและขบวนการก็อ้างว่าทำเพื่อประชาชน แต่ประชาชนไม่มีเวทีที่จะส่งเสียงต่อกระบวนการสันติภาพ จึงสรุปว่ากระบวนการสันติภาพมีจริงแต่เหมือนไม่มี หรือเหมือนผีคือทุกคนรู้จักผีแต่ไม่รู้ว่ามีลักษณะอย่างไร

“องค์กรของเราทำงานด้านการศึกษา ดังนั้นเราจะสนับสนุนกระบวนการสันติภาพในด้านการศึกษา ขอชื่นชมศูนย์ประสานงานเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมนราธิวาสที่เชิญคนหลากหลายมาพูดคุยร่วมกัน การพูดคุยเท่านั้นที่จะนำสู่สันติภาพอย่างแท้จริง” นายอับดุลปาตะ กล่าวด้วยว่า

แนะตั้งองค์กรสันติภาพ เปิดเวทีพูดคุยระดับพื้นที่

นางสาวนุรหม๊ะ วี จากกลุ่มกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีจังหวัดนราธิวาส นำเสนอประเด็นจากเวทีกลุ่มสตรีว่า กลุ่มสตรีมองงว่าที่ผ่านมาเครือข่ายหรือองค์กรที่ทำงานด้านสันติภาพยังไม่มีรูปแบบที่ชัดเจน จึงขอเรียกร้องให้สร้างองค์กรที่ชัดเจนในการดำเนินกระบวนการสันติภาพ และขอเรียกร้องให้มีความเป็นธรรม มีเสรีภาพมากกว่านี้

“กลุ่มสตรีอยากให้มีเวทีสันติภาพทุกหมู่บ้าน โดยเชิญทุกคนในหมู่บ้าน รวมถึงผู้นำสี่เสาหลักมาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนด้วยกัน” นางสาวนุรหม๊ะ กล่าว

การพูดคุยสันติภาพต้องต่อเนื่อง

นายสวัสดิ์ สีหะรัญ เครือข่ายพุทธธรรมนำสันตินราธิวาส นำเสนอผลจากเวทีชาวพุทธว่า เมื่อเกิดความรุนแรงคนไทยพุทธในพื้นที่จึงรวมกลุ่มกันปกป้องจากความรุนแรง สันติภาพจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้นำสามารถสร้างผู้ตามที่มีความรับผิดชอบ เมื่อทำผิดก็ยอมรับผิดและส่งเสริมการทำความดีก็จะเกิดสันติสุขได้

นายอับดุลรอนิง เด่งสาแม ประธานมูลนิธิศูนย์ตาดีกาจังหวัดนราธิวาส  นำเสนอจากเวทีเครือข่ายโรงเรียนตาดีกาว่า เครือข่ายโรงเรียนตาดีกาเห็นว่าการพูดคุยสันติภาพต้องมีความต่อเนื่อง ไม่ว่ารัฐบาลชุดใดก็ตาม เพราะความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทั่วโลกจบลงด้วยการเจรจาเท่านั้น

“เครือข่ายโรงเรียนตาดีกาเสนอว่า ต้องมีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้ดำเนินการเจรจาและอยากให้มีคนกลางที่มีบทบาทมากกว่าในปัจจุบัน ซึ่งต้องมีแบบแผนอย่างชัดเจนในเรื่องการดำเนินการเจรจาสันติภาพ” นายอับดุลรอนิง กล่าว

หากยังมัวตั้งคำถามว่าของจริงหรือไม่ สันติภาพก็ไม่มีวันเกิด

ส่วนตัวแทนผู้จัดเวทีกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐซึ่งไม่ประสงค์ออกนาม นำเสนอว่า การสร้างความรุนแรงเป็นอาวุธเดียวที่ฝ่ายขบวนการจะใช้ต่อรองกับรัฐได้ ดังนั้นหากปล่อยให้มีการพูดคุยไปก่อน 2-3 ปี โดยไม่ต้องมีข้อเรียกร้องใดๆ กันก่อนก็คงไม่เป็นไร เพราะกระบวนการสร้างสันติภาพต้องใช้เวลาหลายปี อย่างกรณีไอแลนด์เหนือก็ใช้เวลาในการสร้างสันติภาพหลายปี

“การสร้างสันติภาพไม่มีสูตรสำเร็จ ทุกองค์กรสามารถขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพได้ องศ์กรที่ทำงานด้านการศึกษาก็ขับเคลื่อนด้านการศึกษา ด้านอาชีพก็ขับเคลื่อนสันติภาพด้านอาชีพ ด้านกีฬาก็สนับสนุนด้านกีฬา” เขากล่าว

เขายังนำเสนออีกว่า ที่ผ่านมา เราตั้งคำถามว่ากระบวนการสันติภาพมีจริงหรือเปล่า ฝ่ายขบวนการที่ออกมาเจรจาเป็นตัวจริงหรือเปล่า ฝ่ายขบวนการก็ตั้งคำถามว่าฝ่ายรัฐที่มาเจรจาด้วยว่ามีอำนาจจริงหรือเปล่า หากยังเป็นอย่างนี้กระบวนการสันติภาพก็ไม่มีวันเกิดขึ้น

ประชาชนต้องร่วมขับเคลื่อนสันติภาพไปพร้อมกัน

ตัวแทนกลุ่มนี้ นำเสนออีกว่า กระบวนการสันติภาพจะสำเร็จได้ ไม่ใช่แค่กระบวนการพูดคุยอย่างเดียว แต่ต้องมีอะไรบางอย่างที่จะทำให้กระบวนการสันติภาพเร่งให้เกิดขึ้นโดยเร็ว เช่น กรณีอาเจ๊ะ ประเทศอินโดนีเซียทีมีเหตุการณ์สึนามิที่ทำให้การขับเคลื่อนเพื่อสันติภาพเร็วขึ้น

“กระบวนสร้างการสันติภาพในพื้นที่ยังอยู่ในระหว่างการเริ่มต้น ดังนั้นต้องติดตามกันต่อไป แต่ประชาชนต้องร่วมกันขับเคลื่อนกระบวนการสร้างสันติภาพ อย่าพึ่งรัฐเพียงอย่างเดียว” ตัวแทนกลุ่มนี้ระบุ

ส่วนในแบ่งกลุ่มผู้เข้าร่วมเพื่ออภิปรายในประเด็น 1.การประสานภาคีพูดคุยสันติภาพ/สันติสุข 2.ประเด็นที่ภาคประชาสังคมต้องการให้ยกขึ้นมาพูดคุยในการพูดคุยสันติภาพ 3.การจัดการพูดคุยกับภาคีเครือข่ายและกลุ่มที่จะมีส่วนร่วมในการสร้างสันติภาพ 4.การจัดการพูดคุยสันติภาพข้ามเครือข่ายและกลุ่มที่จะมีส่วนร่วมในการสร้างสันติภาพ แต่ละกลุ่มมีข้อเสนอดังนี้

ต้องตามเจตนารมณ์ประชาชนตามที่ 2 ฝ่ายอ้างว่าทำเพื่อประชาชน

กลุ่มที่ 1 มีข้อเสนอว่า ประชาชนในพื้นที่ต้องจัดเวทีเกี่ยวกับกระบวนการสันติภาพเพื่อให้ได้ข้อเสนอจากประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง แล้วมอบหมายให้องค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่ร่วมพิจารณาเพื่อผลักดันเข้าสู่โต๊ะพูดคุยสันติภาพต่อไป โดยเฉพาะในการพูดคุยที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 2 กันยายน 2559 นี้ เพื่อให้การพูดคุยเป็นตามไปเจตนารมณ์ของประชาชนในพื้นที่อย่างแม้จริง เพราะทั้ง 2 ฝ่ายอ้างว่าทำเพื่อประชาชนจึงต้องฟังเสียงของประชาชน เพราะ “เรามีความเชื่อมั่นว่าเสียงของประชาชนเท่านั้นที่จะทำให้เกิดสันติภาพอย่างยั่งยืนได้”

กลุ่มที่ 2 มีข้อเสนอให้มีการพูดคุยเรื่องพื้นที่ปลอดภัย การศึกษา การใช้ความรุนแรงในพื้นที่ ยาเสพติด ความขัดแย้งทางความคิด แสดงความรับผิดชอบต่อเหตุรุนแรง ความขัดแย้งทางศาสนา เศรษฐกิจ ความยุติธรรม ความเป็นธรรม ความเสมอภาพ

ตั้งสภาสันติภาพรวมตัวแทนทุกองค์กรมาร่วมขับเคลื่อน

กลุ่มที่ 3 มีข้อเสนอให้สร้างความเข้าใจกับทุกกลุ่มในการสร้างสันติภาพ สร้างคนในพื้นที่ให้เกิดความสามัคคีกัน ยอมรับความคิดที่แตกต่างของคนอื่น ทำความรู้จักบทบาทและหน้าที่ของแต่ละกลุ่ม ต้องจัดเวทีพูดคุยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นการพูดคุยสันติภาพ ต้องมีการพูดคุยจากกลุ่มเล็กไปสู่กลุ่มใหญ่ ต้องทำความเข้าใจกระบวนการสันติภาพอย่างแท้จริงกับทุกองค์กร และการสร้างความเอกภาพของภาคีเครือข่าย

กลุ่มที่ 4 นำเสนอให้มีการจัดตั้งสภาสันติภาพภายในประเทศ โดยมีตัวแทนจากภาคประชาชน สำนักงานจุฬาราชมนตรี กลุ่มสตรี ภาคประชาสังคมทุกองค์กรมาขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพ

เปิดช่องรับฟังประชาชนโดยตรง เสนอคู่กับตัวแทนทั้งสองฝ่าย

หลังการนำเสนอของแต่ละกลุ่มแล้ว รศ.ดร.โคทม อารียา อาจารย์ประจำสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมด้วยนายนัจมุดดีน อูมา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.)จังหวัดนราธิวาส และ พ.อ.สายน้ำ พินิจอักษร รองหัวหน้าแผนกพูดคุยเพื่อสันติสุข ศูนย์สันติวิธี กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติม

โดย รศ.ดร.โคทม อารียา กล่าวว่า จากการนำเสนอของกลุ่มทำให้เห็นว่าภาคประชาสังคมถือเป็นข้อต่อสำคัญในกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพ ตนเข้าใจว่าคณะพูดคุยทั้ง 2 ฝ่ายมีกลุ่มต่างๆของตัวเองอยู่แล้ว เช่น กลุ่มเยาวชน กลุ่มสตรี เป็นต้น ซึ่งกลุ่มต่างๆเหล่านี้ได้เสนอต่อฝ่ายตัวเอง แต่หากภาคประชาชนในพื้นที่ได้นำเสนอควบคู่ไปด้วยก็จะเป็นเรื่องที่ดี

รศ.ดร.โคทม กล่าวอีกว่า ประชาชนในพื้นที่ต้องสื่อสารให้คณะพูดคุย 2 ฝ่ายด้วย โดยต้องเปิดตู้ไปรษณีย์ (Post Box) เพื่อให้ประชาชนสามารถส่งข้อเสนอเกี่ยวกับการสร้างสันติภาพได้โดยตรง และเสนอให้จัดตั้งองค์กรหรือเครือข่ายที่ทำงานด้านสันติภาพในพื้นที่ด้วย

ต้องมีคนกลางที่มีศักยภาพและเป็นที่ยอมรับ

นายนัจมุดดีน อูมา กล่าวว่า กระบวนการสร้างสันติภาพที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเจรจากับกลุ่มเห็นต่าง กลุ่มขบวนการ BRN หรือกลุ่ม MARA PATANI ยังเป็นรูปแบบผ่านฝ่ายอำนวยความสะดวก ตัวอย่างกระบวนการสันติภาพไอร์แลนด์เหนือก็มีคนกลาง คือ นายบิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เพราะมีเชื้อสายไอริช และเป็นบุคคลที่โลกยอมรับ จึงสามารถนำสู่กระบวนการสันติภาพได้ผลอย่างเป็นรูปธรรมและเกิดสันติภาพได้จริง

“การเจรจาสันติภาพที่จะเกิดขึ้นจำเป็นต้องมีคนกลาง แต่ทุกวันนี้ยังไม่มีคนกลางหรือตัวกลางที่มีศักยภาพและเป็นที่ยอมรับ” นายนัจมุดดีน กล่าว

สันติภาพ-สันติสุขไม่แตกต่างกันหากทุกคนปฏิบัติตามหลักศาสนา

พ.อ.สายน้ำ พินิจอักษร กล่าวว่า กอ.รมน.ภาค 4 สน.ได้ตั้งศูนย์สันติวิธี ขึ้นมาทำงานเรื่องการพูดคุยสันติสุขระดับพื้นที่ การแก้ปัญหาความขัดแย้งในระดับพื้นที่ ซึ่งภาครัฐก็มีมุมมองที่ไม่แตกต่างจากทุกกลุ่มที่นำเสนอ

“สำหรับผมแล้ว ความหมายสันติภาพมีความหมายที่ไม่แตกต่างกันแต่อย่างใด กระบวนการสันติสุขก็ใช้หลักคิดตามหลักศาสนา ดังนั้นหากทุกคนปฏิบัติตามหลักศาสนาที่ถูกต้องอย่างแท้จริง สันติสุขก็จะเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้” พ.อ.สายน้ำ กล่าว