“สงครามสิ้นสุดแล้ว”โคลอมเบียลงนามสันติภาพ ประชาชนฉลองยุติขัดแย้งรัฐบาล-กลุ่มฟาร์ค

หลังจากสงครามที่ยาวนานกว่า 52 ปี รัฐบาลและกลุ่มกองกำลังเปิดเผยแผนเพื่อการปลดอาวุธและความยุติธรรมที่จะให้ผู้มีสิทธิออกเสียงชาวโคลอมเบียร่วมลงประชามติ

รัฐบาลโคลอมเบียยืนยันข้อตกลงสันติภาพที่จะเริ่มขึ้นกับกลุ่มฟาร์ค (FARC, Revolution Armed Farce of Colombia เป็นขบวนการต่อต้านรัฐบาลที่ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของโคลอมเบีย- ผู้แปล) ในการยุติการทำสงครามที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศมากว่าครึ่งศตวรรษ ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วหลายพันคนและพลัดถิ่นอีกหลายล้านคน ประธานาธิบดีโคลอมเบีย ฮวน มานูเอล ซานโตส ประกาศเมื่อวันพุธว่าการทำประชามติทั่วประเทศรับหรือไม่รับข้อตกลงดังกล่าวจะมีขึ้นในวันที่ 2 ตุลาคม

“สงครามสิ้นสุดแล้ว” ฮัมเบอร์โต  เด ลา กาเย หัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายรัฐบาลกล่าวหลังจากลงนามในข้อตกลงที่ฮาวานาซึ่งเป็นที่จัดการเจรจามาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปี 2555 “ถึงเวลาแล้วที่เราจะให้โอกาสแก่สันติภาพ” อิวาน มาร์เกซ ผู้นำเจรจาจากกลุ่มฟาร์ค

เขากล่าวต่อไปว่า “เรามีชัยชนะที่สวยงามที่สุดในทุกสมรภูมิ คือ สมรภูมิเพื่อสันติภาพแก่โคลอมเบีย การสู้รบด้วยอาวุธยุติลงและการแข่งขันกันด้วยความคิดได้เริ่มขึ้น” ด้วยข้อตกลงนี้ ฟาร์คซึ่งเป็นกลุ่มกองโจรที่เก่าแก่ที่สุดในลาตินอเมริกาที่ใช้กำลังอาวุธต่อสู้กับรัฐบาลตั้งแต่ปี 2507 ในนามความเป็นธรรมทางสังคมนั้น จะยุติการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธและเปลี่ยนแปลงไปสู่การตั้งพรรคการเมืองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

“วันนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบความทุกข์ทรมานและโศกนาฏกรรมในสงคราม” ประธานาธิบดีซานโตสกล่าวในคำปราศรัยต่อคนทั้งประเทศหลังจากการประกาศในฮาวานา

ชาวโคลอมเบียที่รวมตัวกันในจตุรัสกลางโบโกตาเพื่อชมการปราศรัยถ่ายทอดสดบนจอขนาดใหญ่ ต่างเปล่งเสียงโห่ร้องสนับสนุนเมื่อได้เห็นมาร์เกซกับเดลากาเยลงนามในข้อตกลง “นี่เป็นเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์และข้าพเจ้าอย่างแบ่งปันแก่คนอื่นๆ” อันเดรซ การ์เซีย ชาวโบโกตาคนหนึ่งกล่าว

“ข้อตกลงนี้จะแก้ปัญหาทั้งที่สาเหตุของความขัดแย้งและผลลัพธ์ที่เลวร้ายของความขัดแย้งนั้น โดยการกำหนดให้นักรบกว่า 7,000 คนของกลุ่มฟาร์ควางอาวุธและกลับคืนสู่สังคมโคลอมเบีย

“นี่เป็นข้อตกลงที่เป็นไปได้ที่ดีที่สุด” เด ลา กาเย ระบุ “เราทุกคนอาจต้องการบางอย่างมากกว่านั้น แต่ข้อตกลงนี้เป็นไปได้และดีที่สุดแล้ว”

ในวันนี้ชาวโคลอมเบียจะต้องตัดสินว่าจะรับหรือปฏิเสธข้อตกลงในการลงประชามติที่ผลจะเป็นการแข่งขันที่เข้มข้น

ปีเตอร์ เชสเตอร์ จากศูนย์ลาตินอเมริกาที่สภาแอตแลนติกซึ่งเป็นสถาบันคลังความคิดในสหรัฐอเมริกา เห็นว่า “ทุกคนต้องการสันติภาพแต่ไม่ใช่ทุกคนที่แน่ใจว่าข้อตกลงนี้จะเหมาะสมที่สุด”

ภายใต้ข้อตกลงนี้ รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะพัฒนาหลายโครงการและแก้ไขความไม่เสมอภาคในภาคชนบทของประเทศที่ถูกละเลยมานาน อีกทั้งจะเพิ่มโอกาสการมีส่วนร่วมทางการเมืองให้กับกลุ่มการเมืองขนาดเล็ก รวมถึงพรรคที่กลุ่มฟาร์คซึ่งจะยุติการเคลื่อนไหวอาจตั้งขึ้น ส่วนกลุ่มฟาร์ค ตกลงที่จะช่วยการรื้อทำลายและจะไม่สนับสนุนธุรกิจการเพาะปลูกยาเสพติดและการค้ามนุษย์ที่เป็นแหล่งรายได้สำหรับการทำสงครามของพวกเขามายาวนานหลายทศวรรษ

ข้อตกลงนี้ยังรวมไปถึงการเยียวยาเหยื่อและตั้งระบบยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (transitional justice) สำหรับอาชญากรรมที่ก่อขึ้นในระหว่างความขัดแย้ง สมาชิกกลุ่มฟาร์คที่กระทำความผิดหรืออยู่เบื้องหลังเหตุรุนแรงแต่รับสารภาพจะไม่ต้องรับโทษในเรือนจำแต่จะต้องทำงานในโครงการบริการสาธารณะและการชดใช้ในรูปแบบอื่นๆ ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่มีการถกเถียงมากเกี่ยวกับข้อตกลงนี้

ขณะที่ อัลวาโร อูริเบ อดีตประธานาธิบดีซึ่งอยู่ในตำแหน่งระหว่างปี 2545-2553 ที่นำรัฐบาลทำสงครามเต็มรูปแบบกับกลุ่มฟาร์ค ในปัจจุบันกำลังรณรงค์ไม่รับข้อตกลงนี้ โดยอ้างว่าเงื่อนไขที่ผู้เจรจาตกลงกันไว้นั้นไม่ต่างอะไรจากการยกประเทศให้กลุ่มก่อความไม่สงบ

“พวกเขาใช้เวลาถึงสี่ปีในการยกทุกอย่างให้กลุ่มฟาร์ค” สมาชิกวุฒิสภาจากพรรคเซนโตรเดโมเคาติโคของอุริเบยังกล่าวต่ออีกว่า “และพวกเขาจะทำให้สำเร็จได้ภายในวันเดียว”

นอกจากนี้ผู้วิจารณ์กล่าวว่าข้อตกลงควรถูกนำไปเจรจาอีกครั้งเพื่อกำหนดโทษจำคุกสำหรับการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติและการห้ามผู้กระทำความผิดรับตำแหน่งทางราชการ ชาวโคลอมเบียจำนวนมากกำลังเพ่งเล็งกลุ่มฟาร์คซึ่งเป็นที่เกลียดชังของสาธารณชนจากการละเมิดที่ยาวนานหลายสิบปีอย่างการลักพาตัว การยิงปืนใหญ่ใส่หมู่บ้านหรือเมืองโดยไม่เลือกเป้าหมายและการบังคับให้หลายพันคนต้องออกจากที่อยู่อาศัย

ชาวโคลอมเบียอีกมากมายไม่แน่ใจในความสามารถของรัฐบาลในการปฏิบัติตามข้อตกลงที่จะลงทุนในโครงการทางสังคมและสาธารณูปโภคที่จะส่งเสริมข้อตกลงสันติภาพนี้

“ยังมีผู้คนจำนวนมากที่ยังสงสัยหรือต่อต้านข้อตกลงนี้เพราะพวกเขาไม่เชื่อมั่นทั้งกลุ่มฟาร์คและรัฐบาล พวกเขามีเหตุผลที่ดีสำหรับเรื่องนี้” คริสเตียน เฮอร์โบลไชเมอร์ ผู้เชี่ยวชาญการแก้ไขความขัดแย้งซึ่งให้คำปรึกษาแก่ผู้เข้าร่วมเจรจาในกระบวนการสันติภาพโคลอมเบียกล่าว

หนึ่งในคนที่ตั้งคำถามกับข้อตกลงนี้ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีคือ ซิกิเฟรโด โลเปซ ซึ่งตกเป็นตัวประกันกว่าสี่ปีในค่ายของกลุ่มฟาร์คหลังถูกนักรบของกลุ่มกองโจรลักพาตัวเขาและสมาชิกรัฐสภาในคาลีเมื่อปี 2545 และในปี 2550 เพื่อนของเขาถูกฆ่าทั้งหมดในเหตุการณ์ที่ชวนสับสนซึ่งกลุ่มฟาร์ค การปฏิบัติการเพื่อช่วยตัวประกันครั้งนั้น โลเปซเป็นคนเดียวที่รอดชีวิตและถูกจับกุมตัวผิดในฐานมีส่วนเกี่ยวข้องกับการลักพาตัวครั้งนั้น ต่อมาเขาจึงรอดจากทุกข้อกล่าวหา

แม้เขาเห็นว่ารัฐบาลโคลอมเบียยอมอ่อนข้อให้กับกลุ่มฟาร์คมากเกินไป แต่โลเปซเชื่อว่าชาวโคลอมเบียจะรับข้อตกลงสันติภาพนี้ “ผมอยากเห็นพวกเขาติดคุก แต่ถือเป็นความรับผิดชอบต่อเยาวชนรุ่นหลังที่จะได้เห็นข้อตกลงนี้” เขากล่าวระหว่างการให้สัมภาษณ์ที่สำนักงานของเขาในเมืองคาลี

เฮอร์โบลไชเมอร์ นักเจรจาระบุว่า หากการเจรจาเป็นไปอย่างยากลำบาก การนำข้อตกลงนั้นไปปฏิบัติยิ่งจะยากกว่า “ความท้าทายหลักในกระบวนการสันติภาพทั้งหลายอยู่ที่การนำไปปฏิบัติจริง” เขากล่าว

กลุ่มก่อความไม่สงบยังมีอยู่มากมาย อย่างกลุ่มกองโจร อีแอลเอน (ELN,National Liberation Army หรือกองกำลังปลดแอกแห่งชาติ-ผู้แปล) ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า บอกว่าพวกเขาต้องการเจรจาข้อตกลงสันติภาพเช่นกันแต่พบว่าไม่มีสัญญาณใดบ่งบอกถึงความจริงจัง แต่กลับยังลักพาตัวพลเรือนและโจมตีสาธารณูปโภค

ขณะที่ผู้ที่ออกจากกลุ่มฟาร์คจะไปลี้ภัยในตำแหน่งต่างๆ ของกลุ่มใช้ความรุนแรงที่เล็กกว่า ส่วนกลุ่มอาชญากรจัดตั้งที่เกิดจากทหารกองหนุนฝ่ายขวาที่ปลดประจำยังขัดขวางกระบวนการสันติภาพด้วย อย่างไรก็ตามในโลกซึ่งถูกทำลายด้วยความขัดแย้ง โคลอมเบียกลายเป็นสัญญาณแห่งความหวัง เฮอร์โบลไชเมอร์กล่าว “แสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าความขัดแย้งจะมีความซับซ้อนมากเพียงใด แต่หากมีเจตจำนงทางการเมืองย่อมมีวิธีแก้ปัญหาทางการเมือง”

ที่มา

https://www.theguardian.com/world/2016/aug/24/colombia-government-farc-rebels-peace-deal-52-year-war?CMP=share_btn_fb

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

“ไม่อาจการันตีสันติภาพได้ นอกจากประชาชนลงมือสร้างเอง” บทเรียนจากนักเคลื่อนไหวโคลัมเบีย

สงครามกองโจรและเส้นทางที่เปราะบางของสันติภาพโคลัมเบีย