70 องค์กรเครือข่ายชายแดนใต้จับมือหนุนสันติภาพ เรียกร้องยุติความรุนแรงสร้างพื้นที่ปลอดภัย

สภาประชาสังคมชายแดนใต้รวม 70 องค์กรเครือข่ายใน 3 จังหวัดจับมือแสวงหาแนวทางร่วมกันเพื่อหนุนเสริมกระบวนการสันติภาพ ทุกเครือข่ายเห็นพ้องและเรียกร้องการมีส่วนร่วมจากพื้นที่ ให้ความสำคัญกับชุมชนและต้องการการสื่อสารสันติภาพ พบองค์กรเครือข่ายด้านเยาวชนเติบโตมากที่สุด

วันที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมาสภาประชาสังคมชายแดนใต้จัดกิจกรรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการรางการจัดทำแผนที่ (Mapping) เครือข่ายองค์กรประชาสังคมในพื้นที่ชายแดนใต้ ร่วมกับสำนักงานประสานการพัฒนาเพื่อสังคมสุขภาวะ (สปพส.) โดยมีเครือข่ายประชาสังคมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าร่วมกว่า 70 องค์กร พร้อมมีการเสวนาในหัวข้อ “บทบาทและความสำคัญขององค์กรภาคประชาสังคมต่อการพัฒนาและการสร้างกระบวนการสันภาพชายแดนใต้” โดย ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี รักชาติ สุวรรณ์ มันโซร์ สาและ ดำเนินรายการโดยอับดุลการีม อัสมะแอ

CSO ทำงานเชิงบวกมานาน แต่ก็ต้องปรับตัวตามยุคสมัย

อาจารย์ศรีสมภพ กล่าวในเวทีเสวนาถึงบทบาทองค์กรประชาสังคมหรือ CSO ในพื้นที่ชายแดนใต้ว่าเป็นองค์กรเครือข่ายที่ทำงานเพื่อส่วนรวมซึ่งเป็นใครก็ได้ที่มีความมุ่งมั่นทำงานเพื่อสังคมส่วนรวมในประเด็นที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเยียวยาสถานการณ์ความความขัดแย้งและความรุนแรง ทำงานด้านการอำนวยความเป็นธรรม ด้านกระบวนการยุติธรรม การส่งเสริมด้านสิทธิเสรีภาพ การทำงานช่วยเหลือสังคม ผู้ด้อยโอกาสหรืองานการช่วยเหลือประชาชนรวมทั้งงานด้านการพัฒนาต่างๆ ซึ่งอาจจะแตกต่างจากองค์กรพัฒนาเอกชนหรือ NGO ที่มุ่งเน้นเฉพาะประเด็นมากกว่าโดยส่วนใหญ่จะเน้นประเด็นด้านการพัฒนา แต่ CSO จะมีความหลากหลายกว่าทั้งประเด็นที่สนใจรวมทั้งผู้เข้าร่วมซึ่งจะมีความหลากหลายกว่าและเป็นคนธรรมดาทั่วไปที่ไม่ได้เป็นมืออาชีพ

ด้านรักษ์ชาติ สุวรรณ กล่าวว่าปัจจุบันมีองค์กรเครือข่ายคนไทยพุทธที่รวมตัวเป็นองค์กรเครือข่ายมากขึ้นซึ่งทั้งหมดมีความสนใจต่อกระบวนการสันติภาพ แต่อย่างไรก็ตามองค์กรเครือข่ายคนไทยพุทธยังเป็นองค์กรที่เกิดใหม่ซึ่งที่ผ่านมาได้สะท้อนความกังวลต่อสถานการณ์ในพื้นที่ และบางส่วนยังมีความรู้สึกว่าได้รับการปฏิบัติจากรัฐมาเท่าเทียมกันและยังมีอคติอีกหลายเรื่องที่จะต้องทำความเข้าใจระหว่างพุทธมุสลิมในพื้นที่ชายแดนใต้

ขณะที่มันโซร์ สาและ กล่าวว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา CSO มีบทบาทในเชิงบวกต่อพื้นที่นี้มาก สิ่งที่จะต้องทำงานต่อไปคือจะต้องสร้างบ้านใหม่หรือองค์กรใหม่ให้สอดคล้องกับยุคดิจิตอล ต้องออกแบบกระบวนการใหม่ทั้งในเชิงประเด็นการทำงานและเชิงพื้นที่ที่จะต้องครอบคลุมมากกว่าเดิมซึ่งเมื่อก่อนฝ่ายรัฐจะทำทั้งหมด แต่ทุกวันนี้ CSO จะต้องแย่งพื้นที่เหล่านั้นกลับมาโดยจะต้องกลับไปหาชุมชนของตนเอง ที่สำคัญอย่างยิ่งคือ CSO จะต้องนำบทบัญญัติของศาสนามาใช้ให้สอดคลองกับสถานการณ์และความเป็นจริงที่เกิดขึ้น

รวมพล 70 องค์กรจาก 3 จังหวัด ทำความรู้จักเพื่อเดินหน้าร่วมกัน

สำหรับกิจกรรมทำความรู้จัก “ฉัน เธอ เรา เขา ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร” เป็นกิจกรรมเพื่อให้องค์กรที่เข้าร่วมนำเสนอถึงระยะเวลาการก่อตั้งองค์กร แสดงพื้นที่ที่องค์กรดำเนินการ พื้นที่ปฏิบัติการ ที่ตั้งสำนักงานรวมทั้งกลุ่มเป้าหมายขององค์กรเครือข่ายและประเด็นที่ดำเนินการ พร้อมทั้งให้บอกถึงเครือข่ายการทำงานร่วมขององค์กรเครือข่ายนั้นๆ (Partner) โดยมีฆอซาลี อาแว และรอซีดี เลิศอริยะพงษ์กุล เป็นวิทยากรกระบวนการ 

ในกิจกรรมนี้พบว่ามีองค์กรเครือข่ายประชาสังคมเข้าร่วมการสัมมนาครั้งนี้จากพื้นที่จังหวัดปัตตานีจำนวน 27 องค์กร จากจังหวัดยะลา 17 องค์กรและนราธิวาส 26 องค์กร และเมื่อแบ่งโดยใช้เกณฑ์อายุการทำงานขององค์กรเครือข่ายพบว่ามีองค์กรที่เกิดใหม่มีอายุตั้งแต่ 1-3 ปี มีจำนวนกว่า 20 องค์กร และองค์กรที่ตั้งมาแล้ว 10-12 ปี มีจำนวน 10 องค์กร และที่มีอายุเกินกว่า 13 ปีขึ้นไปมีจำนวน 27 องค์กร

สำหรับประเด็นที่องค์กรต่างๆ ดำเนินงานพบว่าครอบคลุมในประเด็นต่างๆ คือ สิทธิชุมชน เยียวยา การสื่อสารสาธารณะ เศรษฐกิจ การศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ประเด็นวิชาการ สาธารณะสุข การพัฒนาชุมน ผู้หญิง เยาวชน ประเด็นการขับเคลื่อนองค์กรเครือข่ายและอื่นๆ  ซึ่งพบว่าองค์กรที่ทำงานในประเด็นเยาวชนมีจำนวนมากที่สุด 9 องค์กร รองลงมาเป็นองค์กรที่ทำงานในประเด็นผู้หญิง ประเด็นสื่อสารสาธารณะ ประเด็นเศรษฐกิจและองค์กรทำงานกลุ่มเครือข่าย จำนวนประเด็นละ 5 องค์กร

ประเด็นร่วมคือ “ยุติความรุนแรง มีส่วนร่วมและการสื่อสารสาธารณะ”

การสัมมนาเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีกิจกรรมที่สำคัญคือการแสวงหาประเด็นร่วมในการทำงานเพื่อการหนุนเสริมกระบวนการสันติภาพขององค์กรเครือข่ายที่เข้าร่วมทั้ง 3 จังหวัด โดยให้และพื้นที่ระดมความเห็นต่อประเด็นร่วมที่ทุกองค์กรเห็นว่าเป็นประเด็นที่จำเป็นต้องร่วมกันทำงานเพื่อการหนุนเสริมกระบวนการสันติภาพ

จากการระดมความคิดเห็นขององค์กรเครือข่ายในประเด็นจะทำอย่างไรให้เกิดสันติภาพ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่องค์กรในพื้นที่แต่ละจังหวัดได้ประชุมร่วมกันพบว่าประเด็นร่วมที่ทุกพื้นที่ต้องการมากที่สุดคือการยุติความรุนแรงและความปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะ ทั้งนี้เมื่อแยกเป็นรายจังหวัดพบว่าจังหวัดนราธิวาสมีประเด็นร่วมที่จะทำให้เกิดสันติภาพคือ ยุติความรุนแรงโดยการพูดคุย การจัดตั้งวงการพูดคุยในระดับชุมชนและการเสริมพลังให้ชุมชนมีความเข้มแข็งในทุกด้าน

ประเด็นร่วมขององค์กรในพื้นที่จังหวัดยะลาต้องการให้มีการสื่อสารสาธารณะ มีการเปิดเวทีความรู้ด้านสันติภาพและด้านอื่นๆ ประเด็นร่วมขององค์กรในพื้นที่จังหวัดปัตตานีต้องการการสื่อสารที่มีพลังขับเคลื่อนนโยบายของพื้นที่ให้เป็นประเด็นสาธารณะรวมทั้งการสื่อสารในเรื่องของกระบวนการสร้างสันติภาพด้วย