เปิดวงถกนักวิชาการรุ่นใหม่“มุสลิมศึกษากับการวิจัยสันติภาพ” อย่าทิ้งพัฒนาการมลายู-ปาตานี

เปิดวงถกนักวิชาการมุสลิมรุ่นใหม่ Young Muslim Scholars, PRC และ DSW “มุสลิมศึกษากับการวิจัยสันติภาพฯ” ชี้หมุดหมายความสนใจมุสลิมศึกษาในโลกและการขยายปริมณฑลทางวิชาการในไทย เผย 3 ปรากฏการณ์ความตื่นตัว “ความท้าทายของโลกสมัยใหม่ คนหนุ่มสาวมุสลิมและการทบทวนข้อเสนอฯ” ชี้การขยายอาณาบริเวณมุสลิมศึกษาอาจเกิดจากความกลัว ทว่าอิสลามมิได้ศักดิ์สิทธิ์แต่ต้องศึกษาความคิดที่อยู่ในหัวมุสลิม? พร้อมเสนอโมเดลการศึกษาโลกทัศน์อิสลาม 3 ช่วง “ผลิต-กรอง-ปรับแต่ง” แต่อย่าทิ้งสายธารพัฒนาการของมลายูและปาตานี

ระหว่างวันที่ 27-28 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา ศูนย์ความร่วมมือทรัพยากรสันติภาพ (Peace Resource Collaborative – PRC) ร่วมกับ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch – DSW) และ กลุ่ม Young Muslim Scholars จัดโครงการเวทีวิจัยมุสลิมศึกษา เรื่อง “มุสลิมศึกษากับการวิจัยสันติภาพในชายแดนใต้/ปาตานี และสังคมโลก: ที่ทางและทิศทางที่ควรเป็น”

กิจกรรมวันแรกจัดที่ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ เรือนพักรับรอง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) มีนักวิชาการและนักวิจัยรุ่นใหม่จากทั่วประเทศทั้งพุทธและมุสลิมเข้าร่วม 30 คน และมี ศ.ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย

เป็นกิจกรรมทำความเข้าใจโครงการและทำความรู้จักซึ่งกันและกันเพื่อสร้างเครือข่ายการทำงานวิชาการในอนาคต โดยมีการเปิดประเด็นถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อน ด้วยการทบทวนกิจกรรมต่างๆที่ผ่านมาเกี่ยวกับมุสลิมศึกษาและสันติภาพชายแดนใต้

เปิดหมุดหมายความสนใจมุสลิมศึกษาในโลก

อันวาร์ กอมะ นักศึกษาปริญญาเอก สาขารัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยโดคุซเอลุล ประเทศตุรกี เริ่มวงถก “การศึกษาอิสลาม คนและสังคมมุสลิม”ว่า ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ในวงการวิชาการทั้งในและต่างประเทศ

หากยึดเหตุการณ์ 9/11 เป็นหมุดหมายจะเห็นได้ว่า ความสนใจในการศึกษาอิสลามและมุสลิมหลัง 9/11 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การศึกษาคนและสังคมมุสลิมในวงวิชาการต่างประเทศมักถูกจัดอยู่ในปริมณฑลวิชาการอิสลาม มิได้แยกอย่างชัดเจนระหว่างการศึกษาอิสลามและมุสลิม

หากมองกลับมาในวงการวิชาการไทยพบว่า หนังสือเรื่องอิสลามสมัยแรก ของ ศ.ดร.นิธิ เอี่ยวศรีวงค์ ตีพิมพ์ในปี 2511 น่าจะเป็นผลงานสำคัญที่สะท้อนการศึกษาอิสลามของนักวิชาการไทยในยุคนั้น

การขยายปริมณฑลทางวิชาการในไทย

อันวาร์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ความพยายามในการขยับขยายปริมณฑลทางวิชาการมุสลิมศึกษาเกิดขึ้นอย่างชัดเจนมากขึ้นหลังจาก ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ เขียนบทความหัวข้อ มุสลิมศึกษา : สังคมศาสตร์ทวนกระแส และ “ความเป็นอื่น” ในปี 2541

“งานของ ศ.ดร.ชัยวัฒน์ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการถกเถียงเกี่ยวกับปริมณฑลใหม่ทางวิชาการที่เรียกว่า ‘มุสลิมศึกษา’ ในยุคปัจจุบัน”

8 เหตุการณ์สำคัญของมุสลิมศึกษาในไทย

อันวาร์ กล่าวว่า จากการทบทวนพัฒนาการของมุสลิมศึกษาตลอด 18 ปีที่ผ่านมาทำให้เห็นว่า การศึกษามุสลิมและอิสลามทางสังคมศาสตร์ มีทั้งกระแสที่คล้อยตามและตั้งคำถามกับข้อเสนอของ ศ.ดร.ชัยวัฒน์ ในปี 2541 ในการขยายอาณาบริเวณมุสลิมศึกษา เพื่อให้เกิดพื้นที่เหมาะสบายในการศึกษาและวิพากษ์มุสลิมได้อย่างเต็มที่

การทบทวนยังทำให้ผู้เข้าร่วมได้เห็นลักษณะ 3 ประการสำคัญ คือ 1.ความตื่นตัวทางวิชาการด้านมุสลิมศึกษา 2.มุสลิมศึกษาหลายมิติ และ 3. บทวิพากษ์มุสลิมศึกษาด้วยอิสลามศึกษา โดยมีเหตุการณ์และกิจกรรมสำคัญอย่างน้อย 8 เหตุการณ์ที่เกี่ยวกับมุสลิมศึกษาเป็นภูมิหลัง ดังนี้

1.ปี 2541: บทความ “มุสลิมศึกษา : สังคมศาสตร์ทวนกระแส และ “ความเป็นอื่น” ของ ศ.ดร..ชัยวัตน์ สถาอานันท์

2.ปี 2548: ก่อตั้งศูนย์มุสลิมศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

3.ปี 2555: ตีพิมพ์หนังสือ “อิสลามกับความท้าทายในโลกสมัยใหม่: มุมมองจากนักวิชาการชายแดนใต้”

4.ปี 2556: การจัดประชุมวิชาการระดับชาติ อิสลามศึกษา-มุสลิมศึกษา ครั้งที่ 1 ที่วิทยาลัยอิสลามศึกษา ม.อ.ปัตตานี

5.ปี 2557: การจัดประชุมวิชาการระดับชาติ อิสลามศึกษา-มุสลิมศึกษา ครั้งที่ 2

6.ปี 2557: เสวนาทางวิชาการระดับชาติ "ทบทวนข้อเสนอมุสลิมศึกษากับสังคมศาสตร์: การเมืองและวัฒนธรรม” ที่ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์;

7.ปี 2557: เปิดตัวหนังสือ “คนหนุ่มสาวมุสลิมกับโลกสมัยใหม่”

8. ปี 2558: ประชุมการวิจัยด้านวิชาการอิสลาม (Islamic Research Methodology) ที่กรุงเทพฯ โดยวิทยาลัยอิสลามศึกษา ม.อ.ปัตตานี

3 ปรากฏการณ์ความตื่นตัวทางวิชาการมุสลิมศึกษา

อิมรอน ซาเหาะ กรรมการฝ่ายวิชาการ สภาประชาสังคมชายแดนใต้ และผู้ปฏิบัติงานของโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้  เริ่มต้นด้วยการทบทวนกิจกรรมทางวิชาการที่สำคัญที่เกี่ยวกับมุสลิมศึกษาในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมาด้วยเช่นกัน

โดยอิมรอนชี้ให้เห็นว่า หลังการตีพิมพ์บทความของ ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ และเหตุการณ์ 9/11 ความตื่นตัวทางวิชาการด้านมุสลิมศึกษาในเมืองไทยมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ปรากฏการณ์สำคัญเกี่ยวกับอิสลามศึกษาและมุสลิมศึกษาในไทยประกอบด้วย 3 กิจกรรมสำคัญๆดังนี้

อิสลามกับความท้าทายของโลกสมัยใหม่

อิมรอน กล่าวว่า ปรากฏการณ์แรกคือ โครงการสัมมนาทางวิชาการเรื่อง “อิสลามกับความท้าทายของโลกสมัยใหม่” วันที่ 22 มิถุนายน 2552 ณ ห้องประชุมเชคดาวูด อัลฟาฏอนีย์ วิทยาลัยอิสลามศึกษา ม.อ.ปัตตานี ซึ่งตีพิมพ์เป็นหนังสือ เรื่อง อิสลามกับความท้าทายในโลกสมัยใหม่ มุมมองจากนักวิชาการชายแดนใต้ ตีพิมพ์ครั้งที่ 1 ในเดือนเมษายน 2555 บรรณาธิการ โดยมูหัมมัดรอฟลี แวหะมะ มัสลัน มาหะมะ และรอมฎอน ปันจอร์

รายละเอียดในหนังสือ : คำกล่าวต้อนรับ โดย รศ.ดร.อิสมาแอ อาลี คำกล่าวแนะนำโครงการ โดย รศ.ดร.มารค ตามไท ปาฐกถานำ เรื่อง อิสลามกับความท้าทายของโลกสมัยใหม่ โดย ผศ.ดร.อิสมาอีลลุตฟี จะปะกียา และบรรยายพิเศษ เรื่อง มุสลิมกับความท้าทายของโลกสมัยใหม่ โดย ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์

หนังสือเล่มนี้มีบทความทั้งหมด 8 เรื่อง ได้แก่ 1.“ระบบความรู้และการจัดการความรู้ของอิสลาม” โดย อ.ซอและห์ ตาเละ 2.อิสลามกับสังคมของ "ความเป็นสมัยใหม่" โดย รศ.ดร.มุฮัมหมัดซากี เจ๊ะหะ และ ผศ.มัสลัน มาหะมะ 3.อิสลามกับจิตสำนึกแห่งเอเชีย โดย อ.ซาฟีอี บารู

4.อิสลามานุวัตร โดย รศ.ดร.อิบราเฮ็ม ณรงค์รักษาเขต และ ผศ.ดร.นุมาน หะยีมะแซ 5.รัฐเซคคิวลาร์และรัฐอิสลาม โดย ผศ.ดร.อับดุลรอนิง สือแต 6.อิสลามกับสวัสดิการสังคม โดย ผศ.อับดุลรอชีด เจะมะ 7.ระบบเศรษฐกิจอิสลาม: ทางเลือกเพื่อสังคมเศรษฐกิจที่สมดุล โดย รศ.อับดุลเลาะ อับรู และ 8.ผู้หญิงในอิสลาม โดย ดร.ยูโซะ ตาเละ

ในหนังสือเล่มนี้ยังมีการถอดบทวิจารณ์บทความของผู้เข้าร่วมงานสัมมนาในครั้งนั้นด้วย

คนหนุ่มสาวมุสลิมกับโลกสมัยใหม่

อิมรอน กล่าวว่า ปรากฏการณ์ที่สอง คือ โครงการคนหนุ่มสาวมุสลิมกับโลกสมัยใหม่ ตีพิมพ์เป็นหนังสือและวางจำหน่ายทั่วไป เปิดตัว 2 ครั้ง คือวันที่ 25 กันยายน 2557 ที่ห้องประชุมจุมภฏ พันธุ์ทิพย์ ชั้น 4  อาคารประชาธิปก รำไพพรรณี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ วันที่ 29 เมษายน 2558 ที่หอประชุมอิหม่ามอัลนาวาวีย์ วิทยาลัยอิสลามศึกษา ม.อ.ปัตตานี

หนังสือเรื่อง คนหนุ่มสาวมุสลิมกับโลกสมัยใหม่ บรรณาธิการโดย ผศ.ดร.สุชาติ เศรษฐมาลินี และ ดร.วิสุทธิ์ บิลล่าเต๊ะ เริ่มด้วยบทความเรื่อง อิสลามกับโลกสมัยใหม่ โดย ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ซึ่งมาจากวงเสวนาเรื่อง อิสลามกับโลกสมัยใหม่ : ข้อคิด ข้อสังเกตในการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ครั้งที่ 1 โครงการคนหนุ่มสาวกับมุสลิมในโลกสมัยใหม่ เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2552 ณ ห้องประชุมชั้น 4 สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ในหนังสือเล่มนี้มีบทความ 16 เรื่องโดย 16 นักวิชาการรุ่นใหม่ แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ใหญ่ๆ ได้แก่

กลุ่มที่ 1 ว่าด้วยเรื่อง อิสลามกับการเมืองในโลกสมัยใหม่ มีบทความเรื่อง “พื้นที่ทางการเมืองแบบอิสลามในโลกสมัยใหม่” โดย ดร.ประทับจิต นีละไพจิตร, บทความเรื่อง “อิสลามกับแนวคิดโลกวิสัยตามแนวคิดกระแสการฟื้นฟูอิสลาม : ข้อถกเถียงจาก ‘มุฮัมมัด อิมารอฮ์’ ” โดย ดร.ศราวุฒิ อารีย์ และ บทความเรื่อง “ประชาธิปไตยในโลกอิสลาม” โดย ผศ.ดร.บูฆอรี ยีหมะ

กลุ่มที่ 2 ว่าด้วยเรื่อง ขบวนเคลื่อนไหวทางสังคมในโลกอิสลาม มีบทความเรื่อง “ลัทธิสมัยใหม่นิยมแบบอิสลามกับกระบวนการวางโครงสร้างองค์ความรู้อิสลาม” โดย ดร.นิพนธ์ โซะเฮง, บทความเรื่อง “พลวัตการศึกษาอิสลามในอินโดนีเซีย” โดย อ.ฟารีดา ปันจอร์ และบทความเรื่อง “กระบวนการสร้างชุมชนมุสลิมในพหุสังคมอีสานภายใต้โลกสมัยใหม่” โดย อ.อิมรอน โสะสัน

กลุ่มที่ 3 ว่าด้วยเรื่อง อัตลักษณ์มุสลิมในกระแสการเปลี่ยนแปลงในโลกสมัยใหม่ มีบทความเรื่อง “โลกาภิวัตน์กับการเปลี่ยนอัตลักษณ์มุสลิม : พลวัตของกระแสอิสลาม “บริสุทธิ์” ในสังคมมุสลิมไทย” โดย อ.ฮาฟิส สาและ, บทความเรื่อง “เยาวชนมุสลิมกับความเป็นสมัยใหม่: การปะทะต่อรองทางอัตลักษณ์และพลวัตทางสังคม” โดย อ.ซากีย์ พิทักษ์คุมพล และ บทความเรื่อง “มุมมองของคนหนุ่มสาวมุสลิมในประเทศไทยผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตที่มีต่อเครื่องมือค้นหาข้อมูลของกูเกิ้ล” โดย อ.กศิน ตอเล็บ

กลุ่มที่ 4 ว่าด้วยเรื่อง ความเคลื่อนไหวในสามจังหวัดภาคใต้ มีบทความเรื่อง “การเมืองแห่งอัตลักษณ์: ความหลากหลายและพลวัต “มลายูมุสลิมปาตานี” ในโลกสมัยใหม่” โดย อ.เอกรินทร์ ต่วนศิริ, บทความเรื่อง “การฟื้นฟูอิสลามกับสังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้” โดย อ.อรชา รักดี, บทความเรื่อง “สหกรณ์อิสลาม: คำตอบของของมุสลิมไทยต่อเศรษฐกิจยุคโลกาภิวัตน์” โดย ดร.ธวัช นุ้ยผอม และบทความเรื่อง “ความหลากหลายที่ไม่หลากหลาย: การจัดการในการอยู่ร่วมกันของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้” โดย อ.โชคชัย วงษ์ตานี

กลุ่มที่ 5 ว่าด้วยเรื่อง ความเคลื่อนไหวของสตรีมุสลิมในโลกสมัยใหม่ มีบทความเรื่อง “ขบวนการสตรีมุสลิมมลายู : การเปิดพื้นที่ทางสังคม” โดย อ.สุไรนี สายนุ้ย, บทความเรื่อง “พลวัตสังคมสังเวียน: ขบวนการฟื้นฟูอิสลามของผู้หญิงมุสลิมในสังคมไทย” โดย อาจารย์อัมพร หมาดเด็น และบทความเรื่อง “ผู้หญิงมุสลิมในบริบทความรุนแรงของยุคสมัย” โดย อ.ฮาฟิสสา สาและ

ทบทวนข้อเสนอมุสลิมศึกษากับสังคมศาสตร์

อิมรอน กล่าวว่า ปรากฏการณ์ที่สาม คือ โครงการเสวนาทางวิชาการระดับชาติ เรื่อง “ทบทวนข้อเสนอมุสลิมศึกษากับสังคมศาสตร์: การเมือง และวัฒนธรรม” เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2557 ณ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ในงานมีปาฐกถาเรื่อง ทิศทางมุสลิมศึกษากับสังคมไทย โดย ผศ.ดร.สุชาติ เศรษฐมาลินี

นอกจากนั้นยังมีวงเสวนา วิพากษ์ “มุสลิมศึกษา-อิสลามศึกษา” และ ข้อเสนอการวิจัยในสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ การเมือง และวัฒนธรรม วิทยากรโดย ดร.มูฮัมหมัดอิลยาส หญ้าปรัง, อ.ซากีย์ พิทักษ์คุมพลม อ.สุรัยยา สุไลมาน และ อ.อันวาร์ กอมะ นำเสวนาโดย ผศ.ดร.ชัยรัตน์ ศิริพัธนะ

และมีวงเสวนาประเด็น มุสลิมศึกษา: มุมมองประยุกต์และปฏิบัติการ วิทยากรโดย ดร.วิญญู อาจรักษา, อ.อสมา มังกรชัย, อ.รอมฎอน ปันจอร์ และ อ.เอกราช ซาบูร์ นำเสวนาโดย ผศ.ดร.วุฒิศักดิ์ พิศสุวรรณ

นอกจากนั้นยังมีการอภิปรายในประเด็น ข้ามพ้นเส้นแบ่งของอิสลามศึกษากับมุสลิมศึกษา โดย รศ.ดร.อิบรอเฮ็ม ณรงค์รักษาเขต และ อ.ธานินทร์ สาลาม และสุดท้าขมวดประเด็นและสรุปงานโดย ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์

การศึกษาคนและสังคมมุสลิมในหลากหลายมิติ

ศิริวัฒน์ หะยีเลาะ อุปนายกสมาคมยุวมุสลิมแห่งประเทศไทย และนักศึกษาปริญญาโท วิทยาลัยอิสลามศึกษา ม.อ.ได้ทบทวนบทความ 3 ชิ้นที่มีความสำคัญกับมุสลิมศึกษาในเมืองไทยโดยขยายภาพการศึกษาคนและสังคมมุสลิมให้เห็นในมิติที่แตกต่างกันออกไป

บทความแรกหัวข้อ “มุสลิมศึกษา : สังคมศาสตร์ทวนกระแส และ “ความเป็นอื่น” ของ ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ถือเป็นปฐมบทของการวางกรอบการศึกษาคนและสังคมมุสลิมให้มีปริมณฑลทางวิชาการที่ชัดเจน

บทความที่สองเรื่อง “อิสลามกับโลกสมัยใหม่” ของ ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ชี้ชวนให้เห็นพลวัตของอิสลามและการดำรงอยู่ในบริบทแห่งความเป็นสมัยใหม่

บทความสุดท้ายเรื่อง "การวิจัยทางสังคมศาสตร์ในมุสลิมศึกษา: กรณีศึกษามุสลิมจีนในภาคเหนือประเทศไทย” ของ ผศ.ดร.สุชาติ เศรษฐมาลินี ให้บทเรียนเกี่ยวกับการทำวิจัยสังคมมุสลิมโดยวิธีทางสังคมวิทยา

ความน่าสนใจของสามบทความคือการศึกษาคนและสังคมมุสลิมด้วยระเบียบวิธีวิจัยที่หลากหลาย อีกทั้งยังมีข้อค้นพบอีกว่า อิสลามและมุสลิมมิได้เป็นศาสนาหรือพลังขับเคลื่อนที่ตายตัว ไม่เปลี่ยนแปลง หากแต่มีพลวัตและปรับตัวอยู่เสมอเพื่อให้ดำรงอยู่ได้ในบริบทที่แตกต่างและเปลี่ยนแปลงไป

การขยายอาณาบริเวณมุสลิมศึกษาอาจเกิดจากความกลัว

ดุลยวิทย์ นาคนาวา นักศึกษาปริญญาเอก คณะศิลปะศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้วิพากษ์มโนทัศน์เรื่องความศักดิ์สิทธ์ในอิสลามและการขยายขอบเขตของมุสลิมศึกษาโดยไม่จำเป็น เพราะอิสลามในตัวมันเองมิได้มีความเป็นเอกภาพแต่เต็มไปด้วยรูปแปร (variation) และความหลากหลาย

ความพยายามในการขยายอาณาบริเวณมุสลิมศึกษาอาจจะเกิดมาจากความเกรงใจหรือความกลัวในอิสลามศึกษา หรืออาจเป็นเพราะผู้ศึกษามิได้มีความลุ่มลึกในอิสลามศึกษาจึงเกิดความไม่เหมาะสบายในการศึกษามุสลิมภายใต้อิสลามศึกษา

อิสลามมิได้ศักดิ์สิทธิ์ จึงต้องศึกษาความคิดที่อยู่ในหัวมุสลิม?

ดุลยวิทย์มองว่า ความจริงแล้วอิสลามมิได้มีความศักดิ์สิทธิ์อย่างที่ ศ.ดร..ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ได้เคยว่าไว้ในบทความ เพราะอิสลามที่หลากหลาย (Islams) เป็นเรื่องปกติวิสัยในสังคมมุสลิม ด้วยเหตุนี้จึงเสนอว่าต้องศึกษาความคิดที่อยู่ในหัวมุสลิมที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลั่นกรอง (filter) และมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของมนุษย์รวมถึงมุสลิมเช่นกัน การศึกษาลักษณะนี้จะทำให้ผู้ศึกษาเห็นถึงค่านิยมอิสลามที่ไม่เหมือนกัน อันเป็นภาพสะท้อนการกระทำของมุสลิมกลุ่มต่างๆ

ดุลยวิทย์นำเสนอแนวคิดการสำรวจโลกทัศน์อิสลามที่อยู่ในหัวของมุสลิม แนวความคิดนี้ต่างกับแนวมุสลิมศึกษาทั่วไปที่สนใจพฤติกรรมหรือสัญญะที่แสดงออกมาของมุสลิมโดยพฤติกรรมเหล่านั้นเอง หรือแนวการศึกษาอิสลามที่เป็นหลักการ หรือหลักการภายใต้บริบท

แต่แนวทางที่เขานำเสนอเป็นการศึกษาพฤติกรรม วาทกรรม สัญญะต่างๆ เป้าหมายไม่ใช่เพื่อค้นหารายละเอียดเหล่านั้นในตัวมันเอง แต่เพื่อค้นหาลักษณะอิสลามที่อยู่ในตัวมุสลิมที่เป็นเป้าหมายในการศึกษา การศึกษาแนวนี้อาจจะทำในระดับปัจเจก เช่น อิสลามในโลกทัศน์ของนักปราชญ์ หรือบุคคลที่เป็นเป้าในการศึกษา

หรือศึกษาในระดับใหญ่ขึ้นมา เช่น โลกทัศน์อิสลามของมุสลิมมลายูชายแดนภาคใต้ของไทย แนวคิดนี้ยอมรับอิสลามหลากหลายรูปแบบที่ไม่เท่ากัน ซึ่งอยู่ในแต่ละบุคคล หรือกลุ่มก้อนทางสังคม อิสลามในนัยยะนี้ไม่จำเป็นต้องอิงกับตัวบท แต่เป็นอิสลามแบบที่คนเหล่านั้นเข้าใจ ตีความ โดยไม่ตั้งใจจะตัดสินว่าแบบใดผิดถูก

“ผลิต - กรอง - ปรับแต่ง”โมเดลการศึกษาโลกทัศน์อิสลาม 3 ช่วง

ดุลยวิทย์ยังได้นำเสนอโมเดลการศึกษา 3 ช่วง โดยสามารถแบ่งได้ดังนี้ ช่วงที่ 1 เป็น generator ที่ผลิตค่านิยมหรือมโนทัศทัศน์ต่างๆ ในระดับนี้ เราคาดหวังว่ามุสลิมจะเหมือนกับสมาชิกสังคมร่วมอื่นๆ ที่ไม่ใช่มุสลิม

ช่วงที่ 2 เป็นช่วงที่สำคัญที่สุดนั่นคือโลกทัศน์อิสลามทำหน้าที่คล้าย filter ที่กรอง ตัด ตีความ บิด เสริมแรง ค่านิยมต่างในสังคม ซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรม หรือ สัญญะต่างๆ ของมุสลิม ให้ออกมาภายใต้รูปแบบอิสลามตามความเข้าใจของบุคคลนั้นๆ

ช่วงที่ 3 เป็นผลที่ผ่านการปรับแต่งจากโลกทัศน์อิสลาม ช่วงนี้มีความสำคัญในฐานะสิ่งที่สามารถสังเกตและศึกษาได้ โดยจะศึกษาย้อนกลับ (Trace back) ไปว่าโลกทัศน์อิสลามในหัวคนเหล่านั้น มีลักษณะเป็นเช่นไร

อิสลามที่เขารับรู้ แต่เข้าใจว่ามันคืออิสลาม?

ดุลยวิทย์ทิ้งท้ายว่า แนวการศึกษานี้ให้น้ำหนักกับคุณค่าภายในของมุสลิมว่า เป็นตัวกำหนดพฤติกรรม มากกว่าบริบทภายนอก และตัวบทหรือหลักการทางศาสนาแบบไม่มีพลวัต แต่มองว่า อิสลามที่ขับเคลื่อนพฤติกรรมของมุสลิม คืออิสลามที่เขารับรู้ ซึ่งอาจจะมีลักษณะไม่ครบถ้วน บิดเบี้ยวหรือแม้แต่ผสมกับความเชื่อที่ฝ่าฝืนกับตัวบทอิสลาม แต่คนเหล่านั้นเข้าใจว่ามันคืออิสลาม

มุสลิมศึกษา กับพัฒนาการของมลายูและปาตานี

รอมฏอน ปันจอร์ บรรณาธิการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้อภิปรายในช่วงท้ายว่า นอกจากการศึกษาพัฒนาการของมุสลิมศึกษาแล้ว มีอีกสองสายธารที่มีความสำคัญต่อสันติภาพชายแดนใต้เช่นกัน นั่นคือ พัฒนาการของมลายูและปาตานี

รอมฎอนกล่าวเสริมว่า ในขณะที่มุสลิมศึกษามีพัฒนาการที่น่าสนใจในเมืองไทย ความเป็นมลายูและปาตานีก็เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตมากเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ การศึกษาการสอดผสานของทั้งสามสายธารน่าจะให้ภาพที่ละเอียดชัดเจนกว่าในการทำความเข้าใจมุสลิมศึกษาและสันติภาพชายแดนใต้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดเวทีวิพากษ์ “มุสลิมศึกษา-อิสลามศึกษากับสังคมศาสตร์” ทบทวนข้อเสนอสู่ชายแดนใต้

“ความรู้จะนำสังคมไปสู่สันติภาพ” วาทะ 2 ดร.เปิดตัวหนังสือคนหนุ่มสาวมุสลิมกับโลกสมัยใหม่

“แนวคิดนักวิชาการมุสลิมรุ่นใหม่”(1) เปิดโลกมุสลิมศึกษาจากอีสานสู่ตะวันออกกลาง

“แนวคิดนักวิชาการมุสลิมรุ่นใหม่” (2) สตรีมุสลิม และการฟื้นฟูอิสลามในโลกสมัยใหม่