นักวิจัยเปิดแผนที่จักรวรรดิออตโตมัน มีคำว่า “สยาม-ยะโฮร์-มะละกา-ปาตานี” คาดมีความสัมพันธ์มากว่า 1,200 ปี

นักวิจัยเปิดหลักฐานแผนที่จักรวรรดิออตโตมันมีคำว่า “สยาม-ยะโฮร์-มะละกา-ปาตานี” คาดจักรวรรดิแห่งนี้มีความสัมพันธ์กับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากว่า 1,200 ปี ชี้โดม “กรือเซะ” ยังมีทรงคล้ายศิลปะออตโตมันด้วย

นายศุกรีย์ สะเร็ม นักวิจัยเรื่อง “ความสัมพันธ์ สยาม-ออตโตมัน” ให้แก่กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับสถาบันเชียศึกษา จุฬาลกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยหลักฐานประวัติศาสตร์ในสยาม-บางกอก ในงานสัมมนาวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ปีที่ 3 อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต : สยาม-ปาตานี ในความสัมพันธ์กับออตโตมัน-ตุรกี เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2559 ณ ม.อ.ปัตตานีว่า ฐานคิดสำคัญที่ทำให้เข้าใจและสนใจตุรกีมาจากการที่มีโอกาสเดินทางไปร่วมประชุมที่ตุรกีหลายครั้ง ตุรกีเมื่อ 20 ปีที่แล้วกับตุรกีในวันนี้ภาพพจน์เปลี่ยนไปอย่างมากทำให้มีข้อมูลใหม่หลายอย่างที่ทำให้ตนกลับมามองประเทศไทยและพบว่าตุรกีกับประเทศไทยมีความเหมือนหลายอย่าง จึงทำให้เริ่มสนใจเก็บข้อมูลและค้นคว้าเพิ่มเติมละเอียดมากขึ้น

“ตราที่อยู่หน้ามัสยิดที่บางอุทิศ เป็นตราออตโตมัน ผมเป็นคนแรกที่กล้าพูด สนใจศึกษาต่อมาว่าตรานี้มีที่มาในประเทศไทยอย่างไร จึงได้ศึกษารวบรวมทำวิจัยร่วมกับสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2553 ประเด็นที่มีผู้สนใจมาก คือ เรื่องกลุ่มชาติพันธุ์มุสลิมในสยามประเทศ สามารถจำแนกได้เป็น 1.กลุ่มมุสลิมจีน เข้ามาเมื่อประมาณ 600 ปีที่แล้วตั้งประชาคมบริเวณคลองกะจะ วัดบางกะจะ พระนครศรีอยุธยา 2.กลุ่มจาม คือ มลายูกลุ่มหนึ่ง ไม่ขึ้นบกแต่ขึ้นฝั่งที่เวียดนามสมัยเป็นพราหมณ์-พุทธ และเข้ารับอิสลาม กลับมาผูกพันด้วยการเรียนรู้กับโลกมลายูเข้ามลายูไปอีกรอบ 3.กลุ่มโมกุล คือ มุสลิมจากเอเชียใต้ 4.กลุ่มมุสลิมจากเปอร์เซีย 5.มุสลิมอาหรับ 6.กลุ่มเติร์ก เคยนำนิทรรศการชุดนี้ไปจัดแสดงที่เมืองทองธานีได้รับความสนใจมาก”นายศุกรีย์กล่าวและว่า

ข้อมูลในฝ่ายตุรกี ออตโตมันยิ่งใหญ่แผ่อำนาจไปใน 3 ทวีปและปฏิสัมพันธ์โดยไม่ใช้อำนาจในการคลอบคลุมอีกทั้งในอินเดีย มลายู และจีน วัฒนธรรมของออตโตมันแผ่ขยายจนได้รับการยอมรับ งานของกระทรวงการต่างประเทศที่ได้นำเสนอไปการ Return Of Ottoman เมื่อ 3 ปีที่แล้วนำเสนอหลักฐานยุคก่อนรัตนโกสินทร์และยุครัตนโกสินทร์ที่น่าสนใจ ดังตัวอย่าง แผนที่ ออตโตมัน 1960 มีคำว่า สยาม อยู่ด้วย แผนที่นี้พูดถึงใน South East Asia ตัวภาษาที่เขียนเป็นอาหรับ มีคำว่า “สยาม” คำว่า “ยะโฮร์” “มะละกา” “ปาตานี” อยู่ในนี้ด้วย เราค้นพบหลักฐานการเข้ามาของมุสลิมในประเทศไทยภูมิภาคนี้ประมาณ 1,200 ปีเป็นอย่างน้อยด้วยการค้นพบเรืออาหรับ 2 ลำ หลักฐานนี้กรมศิลปากรถือเป็นหลักฐานสำคัญ แต่มุสลิมไทยแทบจะไม่มีใครรู้เรื่องนี้ จึงได้ทำสารคดี ผลิตรายการโทรทัศน์ เพื่อนำเสนอหลักฐานการเข้ามาของอาหรับมุสลิมที่เข้ามาในประเทศไทย และพบเหรียญที่มากับเรือ สมัยยุคต้นของออตโตมัน “คอนสแตนติโนเปิล” ก็คือ อิสตันบูล เมืองแห่งอิสลาม ภาพเฉลียงของชาวตุรกี ที่ถูกเก็บไว้ที่วัดโพธิ์ อายุราว 200 ปี สะท้อนความชอบในการเดินเรือทะเลชาวชาวตุรกี ยังมีหลักฐานอีกมากนอกจากเหรียญและเรือ

หลักฐานการสร้างสุเหร่า มัสยิด ของตุรกีและอาหรับ เคหะสถานของพวกแขกมัวร์ ในเมืองประมาณ 3 พันหลังคาเรือน มีหลักฐานที่พบประมาณ 500 ปีที่แล้ว พ.ศ.2076 ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ตุรกีเข้ามาตั้งบ้านเรือนมี 7 มัสยิด มีคน 2 พวกที่ได้รับความไว้วางใจให้ค้าขายและตั้งบ้านเรือนได้ คือ แขกมัวร์ และคนจีน ปัจจุบันก็ยังพบหลักฐานที่ปรากฏในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

นักวิจัยเรื่องความสัมพันธ์ สยาม-ออตโตมัน กล่าวอีกว่า การแต่งกายของขุนนางสยาม ซึ่งมีชุดหมวก ชุดคลุม เหมือนชุดที่ใส่ที่ตุรกี ชุดเครื่องแบบขุนนางสยาม การใส่หมวกยอดแหลม มีบันทึกโดยฝรั่งว่า สมเด็จพระนารายณ์มหาราช โปรดชุดอย่างแขกแต่ไม่โปรดโพกผ้า เนื่องจากผ้าแขกเป็นผ้า wool ผืนใหญ่ปักเลื่อมจะหนัก พระองค์ร่างเล็กโปรดใส่เฉพาะหมวก และใส่ชุดคลุมในงานรัฐพิธีและงานต้อนรับ

เขากล่าวว่า หลักฐานที่สำคัญอีกประการ วันที่ 3 กันยายน พ.ศ.2223 กองเรือจากฝรั่งเศสจะเข้ามาในกรุงศรีอยุธยา ต้องปลดอาวุธก่อนจะเข้ามาได้ การปลดอาวุธ คือ การยิงทิ้งกระสุนดินดำทั้งหมดและคนสยามขึ้นไปประจำเรือ สยามต้องชักธง ตอนนั้นเจ้าเมืองบางกอกเป็นคนตุรกี มีบันทึกที่ถูกแปลโดย น. ณ ปากน้ำ ท่านบอกว่า มีคำสั่งให้เจ้าเมืองบางกอกในขณะนั้นชักธง เนื่องจากสยามไม่มีธรรมเนียมในการใช้ธง เมื่อคำสั่งจากกรุงศรีอยุธยาให้ชักธงอะไรก็ได้ เจ้าเมืองบางกอกจึงชักธงสีแดงขึ้น “ธงสีแดง” ในน่านน้ำ South East Asia คือ ธงแห่งอำนาจ หรือความสัมพันธ์กับออตโตมัน จึงมีนัยยะสำคัญต่อสยามและเป็นคุณูปการของออตโตมันต่อสยามเรื่องการใช้ธง และสัญลักษณ์ของธงแดงในเหตุการณ์ครั้งนั้น เราใช้ธงแดงเป็นธงของสยามมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชจนถึงรัชกาลที่ 1

“หลักฐานออตโตมันที่พบในไทย ตัวอย่างอื่น ๆ เช่น การแต่งกาย อาหาร การสร้างมัสยิด พบว่า มัสยิดกรือเซะที่ปัตตานี แบบทรงมาตรฐานเหมือนออตโตมัน แบบคล้ายมากและเคยมีโดม บางคนเคยบอกเป็นโดมสีทองมาก่อน มัสยิดที่ตุรกีหินอ่อนบันไดของเขาขั้นละแผ่น อ่างน้ำหินอ่อนต้นเดียวแล้วขุด เป็นอ่างอาบน้ำ โอ่งหนึ่งใบที่อยู่ในมัสยิดอายาโซเฟียเป็นหินอ่อนหนึ่งก้อนแล้วก็ขุดทำก๊อกอาบน้ำละหมาดภายในตัวอาคารเพราะข้างนอกอากาศหนาว เขาอาบน้ำละหมาดในตัวอาคาร บ้านเราไม่มีหินอ่อนเลยเป็นไปได้ว่าใช้อิฐมาก่อ ทรงมันก็จะสาม หรือ ห้า จะเป็นทรงมาตรฐานเหมือนออตโตมัน ส่วนโดมในตุรกีที่เราพบจะเป็นโลหะ”นายศุกรีย์กล่าว

ทั้งนี้การนำเสนอผลการศึกษาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของงานสัมมนาวิชาการประวัติศาสตร์    ปีที่ 3 อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต : สยาม-ปาตานี ในความสัมพันธ์กับออตโตมัน-ตุรกี จัดเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2559 ณ หอประชุม ม.อ.ปัตตานี โดย สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาลัยวันศุกร์ หน่วยวิจัยสันติศึกษาเพื่อการพัฒนาภาคใต้ โครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งและการมีส่วนรวมในภาคใต้ของประเทศไทย (STEP Project) วิทยาลัยอิสลามศึกษา และโครงการจัดตั้งสถาบันสมุทรรัฐเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ม.อ.ปัตตานี

ที่มา http://psu10725.com/2558/?p=2894