ผลวิจัยสถานการณ์ผู้ชายชายแดนใต้ชี้ชัด ชีวิตขาดอิสระ ไม่เชื่อกระบวนการยุติธรรม

 

สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ร่วมกับโครงการสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นเพื่อฟื้นฟูชายแดนใต้ (ช.ช.ต.) สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนาเรียกร้องในวันสันติภาพสากลให้เห็นถึงความสำคัญของการให้ความช่วยเหลือผู้ชายและเยาวชนชายที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้อย่างเป็นระบบ อันจะเป็นการลดเงื่อนไขความขัดแย้งและความรุนแรงที่สามารถนำสู่การสร้างสันติสุขอย่างยั่งยืนในพื้นที่

ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ได้นำเสนอผลงานวิจัยและเปิดวงเสวนาร่วมกับผู้แทนหน่วยงาน นักวิชาการ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคมที่หลากหลาย เรื่อง "การประเมินสถานการณ์ของผู้ชายและเยาวชนชายในพื้นที่เปราะบางชายแดนใต้ของประเทศไทย"  ในการประชุมวิชาการระดับชาติ: การวิจัยทางสังคมศาสตร์กับการสร้างสันติภาพ  เนื่องในวันสันติภาพสากลวันพุธที่ 21 กันยายน 2559 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ซึ่งการวิจัยได้รับการสนับสนุนจากธนาคารโลกภายใต้กองทุน Umbrella Facilities for Gender Equality – UFGE และกองทุน Korean Trust Fund – KTF และกระทรวงการคลัง

วงเสวนาทางวิชาการดำเนินการเสวนาโดย ศ.สุริชัย หวันแก้ว มีผู้ร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนคือ นายอับดุลรอซะ ฆาเด ผู้แทนชายที่ได้รับผลกระทบ นายกิตติ สุระคำแหง ผอ.สำนักบริหารงานยุติธรรม ศอ.บต.  อาจารย์เมตตา กูนิง จาก ศวชต. มอ.ปัตตานี นางสาวซาร่า บินเยาะห์  ผอ.สำนักส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการที่ 12 สงขลา และนพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผอ.โรงพยาบาลจะนะ

10 ปี ผู้ชายถูกจับ 4,082 คน ถูกเฝ้ามอง 5,469 คน

ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าวในการนำเสนอผลการวิจัยว่าจากข้อมูลของศูนย์สุขภาพจิตที่ 12 สถานการณ์ความไม่สงบส่งผลให้ผู้ชายได้รับผลกระทบด้านสุขภาพจิต ประมาณ 63 % ผู้หญิง 37%  ผู้ชายที่ถูกจับกุมดำเนินคดีความมั่นคงตั้งแต่ปี 2547- กันยายน 2557 มีจำนวน 4,082 คน ที่ยังหลบหนีหมายจับ 1,023 คน ในจำนวนนี้ร้อยละ 61 ได้รับการประกันตัวและร้อยละ 39 ถูกคุมขังระหว่างสู้คดี ผลกระทบหลักของคนกลุ่มนี้คือ เรื่องความปลอดภัยในชีวิต การสูญเสียสถานภาพและเกิดความรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมและไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติรรม

ผู้ชายและเยาวชนชายที่อยู่ในการเฝ้าระวังของรัฐ ผู้ที่ถูกออกหมาย พรก.ฉุกเฉินฯ ทั้งสิ้น 5,469 คน ยังคงหลบหนีหมาย 891 คน ซึ่งคนเหล่านี้จะรู้สึกขาดอิสระในการดำเนินชีวิตและต้องอยู่ในความหวาดระแวงตลอดเวลา เยาวชนชายที่สูญเสียบุคคลในครอบครัวจากสถานการณ์ความไม่สงบ จำแนกตามการช่วยเหลือของรัฐได้เป็น 2 กลุ่มคือ ครอบครัวที่รัฐให้การช่วยเหลือเยียวยา และครอบครัวที่รัฐไม่ได้ให้การช่วยเหลือเยียวยา อันเนื่องมาจากกรณีที่รัฐเชื่อว่าเป็นกลุ่มก่อความไม่สงบ โดยเยาวชนเหล่านี้จะมีผลกระทบด้านจิตใจเป็นหลัก เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจของครอบครัวและส่งผลต่อการศึกษา

ในส่วน เยาวชนชายว่างงาน พบว่าภาวะการว่างงานของเยาวชนชายในสามจังหวัดชายแดนใต้ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับจังหวัดอื่นในประเทศ ซึ่งมีปัจจัยสำคัญคือ ระดับการศึกษาของเยาวชนชายที่ค่อนข้างต่ำ และขาดแหล่งงานในพื้นที่รองรับ รวมทั้งปัจจัยอื่นๆ ได้แก่ ขาดทักษะฝีมือความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ผู้ประกอบการไม่เชื่อมั่นต่อแรงงานเยาวชนในพื้นที่ โอกาสการรับรู้และการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารในเรื่องการพัฒนาศักยภาพและแหล่งงานมีน้อย

แนะรัฐต้องฟื้นฟูศักดิ์ศรีของผู้ได้รับผลกระทบ

ผลจากการศึกษาและการเสวนาในครั้งนี้มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สำคัญ คือ รัฐต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบและกระบวนการยุติธรรมทางกฎหมายและมีเป้าหมายไปสู่ยุติธรรมสมานฉันท์ สร้างทัศนคติเชิงบวกระหว่างเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่ เพิ่มประสิทธิภาพงานเยียวยาโดยใช้แนวทางการมีส่วนร่วม และให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูความรู้สึกและศักดิ์ศรีของผู้ได้รับผลกระทบและฟื้นคืนความสัมพันธ์ของคนในพื้นที่ โดยสนับสนุนให้กลไกทางสังคมที่มีอยู่ในพื้นที่แสดงบทบาทอันได้แก่ ชุมชน สถาบันทางศาสนา ภาคประชาสังคม ตลอดจนกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบด้วยกันเอง

และควรกำหนดให้ผู้ชาย เยาวชนชายเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญที่ต้องสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการศึกษา เสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้และการพัฒนาทักษะชีวิต ส่งเสริมการรวมตัวเป็นเครือข่ายของกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ ฟื้นฟูและเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนเพื่อสร้างพื้นที่ความไว้วางใจและมีบทบาทในการดูแลช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ สร้างบรรยากาศทางสังคมของการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม กระบวนการสื่อสารที่มีความสมดุล มีข่าวสารด้านบวกเพื่อให้เกิดบรรกาศที่เอื้อต่อการเสริมสร้างสันติภาพ ซึ่งข้อเสนอเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันผลักดันให้เกิดผลอย่างจริงจัง

ผู้ได้รับผลกระทบใช้ชีวิตไม่เป็นสุข

นายอับดุลรอซะ ฆาเด ตัวแทนชายที่ได้รับผลกระบทกล่าวถึงการใช้ชีวิตหลังจากออกจากเรือนจำว่าต้องอยู่ในความหวาดระแวงอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในการเดินทางที่ต้องผ่านด่านตรวจที่มักจะถูกตรวจค้นเป็นประจำ ทำให้ต้องเสียเวลามากกว่าคนอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงมักใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสมซึ่งกลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระบทมีความเปราะบางอยู่แล้วทำให้ยิ่งสร้างผลกระทบทางจิตใจมากขึ้น

นายอับดุลรอซะ กล่าวถึงโครงการพาคนกลับบ้านว่าแท้จริงแล้วเป็นการแก้ปัญหาที่รัฐสร้างขึ้นมาเอง เพราะในช่วงปี 2547-2551 มีการตรวจค้นจับกุมแบบเหวี่ยงแหจำนวนมากทำให้มีผู้ชายในพื้นที่ไม่สามารถอยู่บ้านตนเองได้ ต้องหลบซ่อนและยังมีหมายติดตัวโดยในทางคดีศาลไม่ได้บอกว่าคนเหล่านี้ไม่ได้ทำความผิด แต่บอกว่าหลักฐานไม่เพียงพอ

รัฐเพิ่มประสิทธิภาพคดี ใช้เวลาพิจารณาน้อยลง

นายกิตติ สุระคำแหง ผอ.สำนักงานบริหารงานยุติธรรม ศอ.บต. กล่าวในเวทีเสวนาว่าในการแก้ไขปัญหานี้ ปัจจุบันภาครัฐได้ผลักดันมาตรการหลายอย่างเช่น ด้านประสิทธิภาพคดีที่กำหนดให้กระบวนการยุติธรรมจากเดิมที่ใช้เวลาเป็นปีหรือหลายปีเหลือเพียง 6-7 เดือนหรือช้าสุดคือ 1 ปี 2 เดือน การใช้กระบวนการยุติธรรมทางเลือกที่หลากหลาย มีการปรับกระบวนการทำงานของอัยการที่จากเดิมมีกรณีส่งฟ้องแล้วศาลยกฟ้องถึง 97% มาเป็นการคัดกรองสำนวนอย่างละเอียดก่อนที่จะส่งฟ้องหรือการปลดหมายหรือถอนหมาย พรก. รวมทั้งมีการสื่อสารทำความเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชนให้กับทหารและเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงที่มาปฏิบัติงานในพื้นที่กว่า 8,000 คน