สมบูรณ์ คำแหง “30 ปีที่เราสร้างวาทกรรมที่นำสู่การพัฒนาภาคใต้ยั่งยืน”

สัมภาษณ์พิเศษ สมบูรณ์ คำแหง เลขาธิการ กป.อพช.ใต้ “30 ปีที่เราสร้างวาทกรรมที่นำสู่การพัฒนาภาคใต้ยั่งยืน” ทบทวนการทำงานของเอ็นจิโอภาคใต้ ทั้งประเด็นทรัพยากร สิทธิชุมชน คนเมือง ผู้บริโภค สุขภาพ ชาติพันธุ์ คนชายขอบ และชายแดนใต้ “เราไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนา แต่การพัฒนาต้องไม่ขัดแย้งกับฐานทรัพยากรที่มีอยู่”

สมบูรณ์ คำแหง

พรุ่งนี้(วันที่ 23 กันยายน 2559)จะมีงานระดมความคิดเห็นครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งขององค์กรพัฒนาเอกชน(เอ็นจีโอ)ในภาคใต้ ในการค้นหาแนวทางกำหนดทิศทางการพัฒนาภาคใต้ โดยภาคประชาชน ที่คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ จ.สงขลา โดยจะตัวแทนองค์กรพัฒนาเอกชน นักวิชาการและสื่อมวลชนในภาคใต้รวมเกือบ 40 องค์กรที่จะเข้าร่วมงานนี้

ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ทิศทางการพัฒนาภาคใต้ของรัฐภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมักถูกตั้งคำถามกระทั่งถูกคัดค้านจากภาคประชาชนและองค์กรพัฒนาเอกชนหลายต่อหลายโครงการ ไม่ว่าจะเป็นโครงการอุตสาหกรรมหนัก พลังงานฟอสซิล รวมทั้งโครงสร้างพื้นที่ฐานขนาดใหญ่ แม้กระทั่งกับการแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า เหมาะสมกับสภาพวิถีชีวิต วัฒนธรรมและฐานทรัพยากรของภาคใต้หรือไม่

กลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนในภาคใต้จึงพยายามนำเสนอทิศทางการพัฒนาภาคใต้ภาคประชาชน กระทั่งมีปฏิบัติการเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าชีวิตของคนใต้ก็สามารถอยู่ได้โดยไม่จำเป็นต้องพึงพาโครงการขนาดใหญ่ที่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ในหลายสิบปีที่ผ่านมาทิศทางการขับเคลื่อนงานของพวกเขาเดินมาถูกทางหรือไม่ ก่อนหน้านี้เมื่อ 29-30 มิถุนายน 2559 คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ หรือ กป.อพช.ใต้ได้จัดเวที “บทเรียนการเคลื่อนไหวประชาชนภาคใต้ (ชุมคน ชุมชน คนใต้)” มาแล้วในโอกาสครบรอบ 30 ปี กป.อพช.ใต้ที่มีตัวแทนองค์กรพัฒนาเอกชนสมาชิกกว่า 20 องค์กร และตัวแทนชุมชนทั่วทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ รวมทั้งนักวิชาการและสื่อมวลชนเข้าร่วมกว่า 500 คน

ครั้งนั้นนายสมบูรณ์ คำแหง เลขาธิการ กป.อพช.ใต้เป็นผู้นำอ่านปฏิญญาก่อนปิดงานมีใจความสรุปว่า 30 ปีแห่งการลุกขึ้นมาจัดการตนเองของชุมชนภาคใต้ได้ก่อเกิดรูปธรรมการพึ่งตนเองในหลายประเด็น และก่อเกิดนวัตกรรมการจัดการมากมายจนสามารถสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ นิเวศวัฒนธรรม ท่ามกลางภัยคุกคามนานัปการอย่างรุนแรงจากกระแสทุนและกลไกของรัฐ (อ่านรายละเอียดใน เอ็นจิโอภาคใต้ประกาศปฏิญญา 30 ปีพัฒนาสู่ภูมิภาคสีเขียว ปกป้องสิทธิชุมชน สันติภาพยั่งยืน)

ถาม - เหตุผลในการทบทวนบทเรียนการเคลื่อนไหวประชาชนภาคใต้ ในงาน 30 ปี กป.อพช.ใต้

สมบูรณ์ คำแหง - เหตุผลของการจัดงานก็คือ ในช่วงเวลา 30 ปีที่เกิดการรวมตัวขององค์กรพัฒนาเอกชนหรือเอ็นจีโอในภาคใต้ ซึ่งองค์กรพัฒนาเอกชนเกิดมากก่อนหน้านั้น แต่ต่างคนต่างทำงาน พอปี 2529 ก็เริ่มสร้างกลไกการประสานที่ใช้ชื่อว่าคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ หรือ กป.อพช.ใต้ เพื่อสร้างกลไกความร่วมมือและการหนุนเสริมการช่วยเหลือระหว่างกัน

เอ็นจีโอที่ทำงานในภาคใต้ ณ วันนี้ ทำหลายประเด็นรวม 10 กว่าเรื่องที่เราทำ ทั้งประเด็นทรัพยากร ตั้งแต่เรื่องทะเล ชายฝั่ง ป่าไม้ ที่ดิน ประเด็นสิทธิชุมชน คือการปกป้องละเมิดสิทธิ์ในประเด็นต่างๆทั้งเรื่องทรัพยากร เรื่องการดำรงชีวิตด้วย ประเด็นคนเมือง เครือข่ายผู้บริโภค เครือข่ายที่ทำเรื่องสุขภาพ แม้กระทั่งบางกลุ่มทำเรื่องเด็ก คนรุ่นใหม่ อาสาสมัคร รวมถึงประเด็นชาติพันธุ์ คนชายขอบ ที่ไม่ค่อยได้รับสิทธิ์ และประเด็นของพี่น้องสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็มีการทำงานในบางประเด็น

การจัดงาน 30 ปี กป.อพช.ใต้ที่ผ่านมา น่าจะมีคุณค่าพอเมื่อเทียบกับเวลาที่สั่งสมมาจนเกิดประสบการณ์ชุดหนึ่ง บทเรียนชุดหนึ่งของแต่ละคน แต่ละประเด็น เพื่อมาดูมาทบทวนว่าประเด็นต่างๆที่ทำมานั้น วันนี้มันเป็นอย่างไรและมันเกิดสถานการณ์อะไรขึ้นบ้าง และข้อเสนอของแต่ละประเด็น ณ วันนี้คืออะไร เป็นการถือโอกาสมาพบกันมาทบทวนกัน

อีกส่วน คือ เพื่อนพ้องที่เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ ที่เป็นเพื่อนมิตร รวมถึงชาวบ้าน ที่พวกเราในฐานะองค์กรพัฒนาเอกชนลงไปทำงาน ภาคประชาสังคมที่ลงทำงานในลักษณะอาสาสมัคร นักวิชาการที่หนุนเสริมการทำงานภาคประชาชน รวมถึง สื่อมวลชน คิดว่าน่าจะมาพบกันในโอกาสนี้ ก็เป็นที่มาที่ไปของการจัดงาน

ถาม – 30 ปีที่ผ่านมา การทำงานของเอ็นจีโอภาคใต้ส่งผลอะไร ทั้งในแง่ดีและไม่ดี?

สมบูรณ์ คำแหง - จากการทำงาน 30 ปีที่ผ่านมา ผมคิดว่าการสร้างวาทกรรมของเอ็นจีโอในหลายๆ เรื่องได้รับการขยายผล คือถ้าเรานึกถึงเมื่อ 10 ปีแรก เป็นเรื่องการพัฒนาหมู่บ้านที่แทบจะไม่มีใครลงไปในหมู่บ้าน ก็มีแต่องค์กรพัฒนาเอกชนแบบเราเข้าไปเพียงเป็นกลุ่มเล็กๆ ที่ไปสร้างบางประเด็นเกิดขึ้น

บางวาทกรรมอย่างเช่น การรวมกลุ่ม การจัดการตัวเอง การสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม การร่วมกันจัดการทรัพยากร การปกป้องชุมชน การร่วมมือ การสร้างเครือข่ายช่วยเหลือระหว่างกัน ผมเช้าใจว่านี่เป็นวาทกรรมที่ถูกผลิตขึ้นมาในยุคนั้น และสามารถขยายผล คือทำให้หน่วยงานราชการเองก็ได้คำตอบว่า ลำพังหน่วยงานราชการเองก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรได้ทั้งหมด เพราะฉะนั้น ณ วันนี้ คุณจะทำอย่างไรที่จะให้ชาวบ้านลุกขึ้นมาจัดการตัวเองให้ได้

นั่นทำให้เรานึกถึงคำๆนี้ คือ เราไม่ควรที่จะเอาปลาไปแจกชาวบ้าน หมายถึงการทำงานเชิงสงเคราะห์มันไม่ใช่คำตอบ แต่เราคิดในความหมายของเราว่า มันต้องหาวิธีให้เขาจับปลาได้เอง การให้เบ็ดดีกว่าการให้ปลา ลักษณะแบบนี้เป็นวิธีการที่เราทำงานกับชาวบ้านจริง แม้กระทั่งหน่วยงานราชการก็เห็นว่า เรื่องนี้ก็ใช่ ควรเดินไปในแนวทางแบบนี้

ผมเข้าใจว่าวาทกรรมนี้มันถูกขยายจนผมคิดว่า หน่วยงานต่างๆที่ทำงานกับชุมชน ก็ได้นำเอาแนวคิดนี้ไปปฏิบัติมากแล้วในวันนี้ ถือเป็นคุณูปการหนึ่งที่เราทำมาตลอดช่วง 30 ปี และเรื่องการปกป้องสิทธิชุมชน การสร้างความมั่นใจให้กับชาวบ้านที่เขาแทบจะไม่กล้าลุกขึ้นมาพูดเรื่องปัญหาตัวเอง ผมคิดว่า ณ วันนี้ ภาคใต้เป็นภาคหนึ่งที่ค่อนข้างจะโดดเด่นมาก การถูกกระทำจากประเด็นต่างๆ ทั้งเรื่องทรัพยากร การถูกละเมิดเรื่องสิทธิส่วนบุคคล การถูกละเมิดในเรื่องผู้บริโภค หรือการถูกกระทำในพี่น้องสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

ผมเข้าใจว่ากระบวนการนี้ส่วนหนึ่งก็สร้างความมั่นใจให้ชาวบ้านกล้าลุกขึ้นพูดเรื่องปัญหาตัวเองได้ “ชับปาก”(ภาษาปักษ์ใต้ หมายถึง ชัดถ้อยชัดคำ)มากขึ้น มีท่วงทำนองที่น่าสนใจมากขึ้น และที่ดีไปกว่านั้นคือ ในช่วงที่ผ่านมาเกิดความร่วมมือไม่เฉพาะกับหน่วยงานราชการ แต่เกิดความร่วมมือแม้กระทั่งกับนักวิชาการที่มีความคิดความอ่านทางสังคมเข้ามาช่วยเติมเต็มด้วย ทำให้การเรียกร้องของชาวบ้านที่ไม่ใช่แค่พูดกับปากเท่านั้น แต่พูดด้วยเหตุด้วยผลและมีการใช้ข้อมูล

นอกจากนี้ สื่อมวลชนที่เข้ามาสื่อสารเรื่องเหล่านี้ก็สำคัญ เพราะช่วยให้การสื่อสารในมิติทางสังคมมีมากขึ้น เพราะสื่อกระแสหลัก ณ วันนี้ก็มีข้อจำกัดพอสมควร แต่ก็มีสื่อที่มีมิติทางสังคมเข้าช่วยนำเสนอข่าวพวกนี้

ผมคิดว่าตลอด 30 ปีที่ผ่านมา เกิดการร้อยของภาคีความร่วมมือนี้ได้ค่อนข้างโดดเด่นพอสมควร ทำให้การเคลื่อนไหวของภาคใต้ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาไม่เคยหยุดและมีพัฒนาการของมันต่อไป

ในส่วนของข้อจำกัด ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ไปรวดเร็วมาก โดยเฉพาะด้านวัตถุ ผมเข้าใจว่า เอ็นจีโอจะทำงานแบบเดิมไม่ได้ การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนจะเคลื่อนไหวแบบเดิมก็ไม่ได้ ณ วันนี้ การสร้างความร่วมมือระหว่างกันก็ถือเป็นเรื่องสำคัญ

การค้นหานวัตกรรม การสื่อสารกับสังคมแบบใหม่ การมีสื่อที่มากกว่าสื่อกระแสหลัก การมีสื่อทางเลือกที่มากขึ้น ผมเข้าใจว่านี่จะเป็นสิ่งที่อาจเป็นเรื่องใหม่ที่เราต้องเรียนรู้และควรใช้ให้เกิดประโยชน์ มันอาจจะมีอะไรแบบนี้เพื่อมาทบทวนกระบวนการ ทบทวนการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน แต่นี่ก็อาจไม่ถึงเป็นจุดอับเสียอย่างเดียว แต่เป็นโอกาสที่ทำให้เราได้ปรับตัว เพื่อต่อสู้กับสังคมที่มันลื่นไหลไปอย่างรุนแรงตอนนี้ กระแสมันไปไวมาก เราต้องตามให้ทัน

ถาม - มีหลายโครงการที่เอ็นจีโอหรือภาคประชาชนสามารถต่อต้านได้ แต่ก็มีหลายโครงการที่ไม่สามารถต่อต้านหรือคัดค้านได้ ตรงนี้ถือว่ามันเป็นความสำเร็จหรือความล้มเหลว

สมบูรณ์ คำแหง - อย่างน้อยที่สุด การลุกขึ้นมาพูดเรื่องปัญหาตัวเองของชาวบ้าน การลุกขึ้นมาปกป้องทรัพยากร การขึ้นมาคัดง้างกับอำนาจรัฐ หรืออำนาจอะไรบางอย่าง แค่เราลุกขึ้นมาก็ถือว่าสำเร็จแล้ว ผมจะให้เกียรติ ให้เครดิตกับชาวบ้านเสมอว่า แค่คุณกล้าลุกขึ้นพูดเรื่องของตัวเอง เราต้องเคารพคนนั้น เพราะการที่คนกล้าลุกขึ้นมาพูดเรื่องที่เป็นเรื่องส่วนรวม คือ ทรัพยากรเป็นสมบัติชาติ

ถ้าใครลุกขึ้นมาพูดเพื่อปกป้อง ผมถือว่าเขาได้ทำหน้าที่ไม่ใช่แค่เฉพาะตัวเองแล้ว แต่เพื่อคนอื่นด้วย และภายใต้การลุกขึ้นมาแบบนี้ก็มีความสุ่มเสี่ยงอะไรอยู่บ้าง หลายพื้นที่มีการถูกข่มขู่ คุกคาม แม้กระทั่งถูกยิง ถูกฆ่า ซึ่งในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาก็เกิดขึ้นหลายกรณี

ถึงสู้แล้วแพ้หรือชนะก็แล้วแต่ แต่คิดว่าแค่การลุกขึ้นสู้ก็ถือเป็นความสำเร็จแล้ว จึงก็พูดได้ว่า ความโดดเด่นของเอ็นจีโอใต้ คือเรื่องของสิทธิชุมชน การลุกขึ้นพูดเรื่องไม่เป็นธรรม เรื่องการถูกกระทำ ค่อนข้างโดดเด่นพอสมควร ร่วมทั้งการขับเคลื่อนมิติอื่นๆ ของภาคประชาสังคม ผมอาจพูดไม่หมดแต่ในมิติของเอ็นจีโอใต้มีความโดดเด่นเรื่องนี้อยู่ และกล้าที่จะลุกขึ้นมาคัดง้างกับอำนาจรัฐพอสมควร หมายถึงกับอำนาจที่ไม่ชอบธรรม

ถาม - มองอนาคตต่อไปการขับเคลื่อนของเอ็นจิโอภาคใต้ต่อไปจะเป็นอย่างไร

สมบูรณ์ คำแหง - ในเวทีทบทวน เราพูดได้คำๆหนึ่งว่า ปัญหาภาคใต้ไม่มีทางจบแน่นอนไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ใช่ก็ตาม ถ้ายังมีแนวความคิดหรือทฤษฎีการพัฒนาไปในเชิงวัตถุกระแสหลัก การถูกบุกรุกทรัพยากร ปัญหาการถูกละเมิดสิทธิในชุมชนยิ่งหนักขึ้นแน่นอน

ผมคิดว่าบทบาทของเอ็นจิโอคงไม่หยุดอยู่แค่นี้ คงเดินต่อแต่วิธีการคือ ลำพังเอ็นจีโออย่างเดียวไม่พอ ภาคีอื่นๆต้องเข้ามาจับมือกัน เพื่อหนุนเสริมกระบวนการของชาวบ้านให้ลุกขึ้นมา มีความมั่นใจที่จะปกป้องเรื่องตัวเองมากขึ้น ชาวบ้านต้องลุกขึ้นมาเป็นตัวจริงเสียงจริงมากกว่านี้ เอ็นจิโอก็คงทำหน้าที่เรื่องการสื่อสาร การประสานเชื่อมร้อยกระบวนการนี้ให้ขับเคลื่อนกันไปได้

ที่เราอยากเห็นคือการสร้างทิศทางพัฒนาภาคใต้ของภาคประชาชน ซึ่งถ้าเราดูปัญหาหนึ่งที่เห็นคือ การพัฒนาภาคใต้ถูกกำหนดมาจากส่วนบนเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะสภาพัฒนาฯ ที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนาต่างๆ เขาวางการพัฒนาภาคใต้ โดยที่คนใต้ไม่รู้เรื่องเลย อันนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่เราอยากเห็นคนภาคใต้ที่ถูกกระทำหรือคนใต้ที่เห็นความสำคัญกับเรื่องพวกนี้ลุกขึ้นมากำหนดอะไรบางอย่า ภายใต้แผนพัฒนาภาคใต้ของประชาชน ถ้าสามารถทำได้ภายใน 3 ปี 5 ปีนี้

 เราต้องเสนอให้ได้ว่าต้นทุนของเรามีอะไร โอกาสที่เรามีคืออะไร แล้วเอามาเป็นบรรทัดฐานนำสู่การพัฒนาไปต่อข้างหน้าที่ยั่งยืนจริงๆในระยะยาว ไม่ใช่ใช้ทรัพยากรแค่วันสองวันก็หมด

เราต้องมาคุยกันว่า วันนี้คน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องการแบบไหน คนที่อยู่ป่าต้องการแบบไหน คนที่อยู่ชายทะเลหรือชาวประมงต้องการแบบไหน เพื่อให้มันยั่งยืนที่สุด เพราะเราไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนา แต่การพัฒนาต้องไม่ขัดแย้งกับฐานทรัพยากรที่มีอยู่ ซึ่งมันจะไปด้วยกันได้อย่างไร

ผมเข้าใจว่าบทเรียนแบบนี้มีให้เห็นจากหลายๆ ประเทศที่เขาสามารถพัฒนาแบบนี้ได้ คือ มีทะเล มีป่า แต่เขาก็มีเศรษฐกิจที่ดีสามารถเลี้ยงประชาชนของเขาได้ และอีกอันที่เห็นชัดคือ ที่ผ่านมาภาคใต้ปลอดจากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่หรืออุตสาหกรรมปิโตรเคมีเราก็อยู่ได้ และเป็นภาคใต้ที่มีจีดีพีไม่แพ้ภาคอื่นๆ ของประเทศ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่เห็นชัดว่าเรามีความอุดมสมบูรณ์จริง

กำหนดการ

เวทีระดมความคิด “ค้นหาแนวทางกำหนดทิศทางการพัฒนาภาคใต้ โดยภาคประชาชน”

วันที่ 23 กันยายน 2559 ห้องประชุมคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่

 

เวลา

รายละเอียด

9.00 – 9.30

ลงทะเบียน

9.30      – 10.00

ที่มาที่ไป...และกรอบคิดการชวนคุย โดย สมบูรณ์  คำแหง เลขาธิการ กป.อพช.ใต้

10.00 – 12.00

วิเคราะห์สถานการณ์ปัญหา และทางออกของภาคประชาชนภาคใต้  (เสวนาโต๊ะกลม) นำคิด นำคุย โดย

-          ประสิทธิชัย  หนูนวล  เครือข่ายปกป้องแหล่งผลิตอาหารภาคใต้

-          ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ปัตตานี)

12.00 – 13.00

อาหารเที่ยง

13.00 – 15.00

ค้นหารูปแบบการขับเคลื่อนของภาคประชาชนภาคใต้ และออกแบบกลไกประสานงานเพื่อการขับเคลื่อนร่วมกัน (เสวนาโต๊ะกลม)

15.00 - 15.30

สรุปภาพรวม โดย ดร.นฤทธิ์ ดวงสุวรรณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (หาดใหญ่)

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

เอ็นจิโอภาคใต้ประกาศปฏิญญา 30 ปีพัฒนาสู่ภูมิภาคสีเขียว ปกป้องสิทธิชุมชน สันติภาพยั่งยืน