รายงานเสวนา : ความอึดอัดในงานวิจัยมุสลิม-ความรู้ประวัติศาสตร์ไทย-ปาตานีที่เป็นปัญหา?

ถอดวงเสวนา “มุสลิมศึกษากับการวิจัยสันติภาพในชายแดนใต้/ปาตานี” ผศ.ดร.สุชาติ เศรษฐมาลินี เผยพบความอึดอัดในงานวิจัยเกี่ยวกับมุสลิมในไทย ชี้ “อิสลามศึกษา” มุ่งกลับไปสู่คำสอน แต่ “มุสลิมศึกษา” ไม่สนใจมิตินี้ ด้าน ศ.ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ยกประวัติศาสตร์ไทย-ปาตานี ชี้เป็นคามรู้ที่มีปัญหา? แต่เรื่องราวในอดีตกลับถูกใช้เป็นข้ออ้างทางการเมือง

วันที่สองของโครงการเวทีวิจัยมุสลิมศึกษา เรื่อง“มุสลิมศึกษากับการวิจัยสันติภาพในชายแดนใต้/ปาตานี และสังคมโลก: ที่ทางและทิศทางที่ควรเป็น” เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา มีการเสวนาในประเด็นเดียวกับชื่องาน โดยมีวิทยากรชื่อดัง ศ.ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ผศ.ดร.สุชาติ เศรษฐมาลินี หัวหน้าสาขาวิชาสันติศึกษา มหาวิทยาลัยพายัพ ดำเนินการเสวนาโดย นางสาวยาสมิน ซัตตาร์ นักศึกษาปริญญาเอก มหาวิทยาลัยอิสตันบูล ประเทศตุรกี

โครงการนี้จัดโดยศูนย์ความร่วมมือทรัพยากรสันติภาพ (Peace Resource Collaborative – PRC) ร่วมกับ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch – DSW) และกลุ่ม Young Muslim Scholars ณ ห้อง Press Center ชั้น 3 วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี กล่าวต้อนรับและกล่าวเปิดงานโดย ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ดำเนินรายการตลอดงานโดย นพ.มูฮัมมัดฟาห์มี ตาเละ จากกลุ่ม Young Muslim Scholars

(คลิกอ่านข่าวกิจกรรมวันแรกได้ที่ เปิดวงถกนักวิชาการรุ่นใหม่ “มุสลิมศึกษากับการวิจัยสันติภาพ” อย่าทิ้งพัฒนาการมลายู-ปาตานี)

สุชาติ เศรษฐมาลินี : ความอึดอัดในงานวิจัยเกี่ยวกับมุสลิมในไทย

ผศ.ดร.สุชาติ เริ่มต้นด้วยการเล่าถึงงานวิจัยของตนเกี่ยวกับมุสลิมศึกษาซึ่งเป็นชิ้นที่ถูก ศ.ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน วิพากษ์ว่าขาดมิติของอิสลามศึกษา โดยงานวิจัยชิ้นนี้เริ่มต้นจากการนำงานวิจัยของ อ.สุเทพ เมื่อปี 1977 ที่เปรียบเทียบจีนมุสลิมในเชียงใหม่กับมุสลิมปากีสตานี(ในความจริงคือเบงกาลีมุสลิม)ในเชียงใหม่ ซึ่งขณะนั้นอาจจะได้รับอิทธิพลจากทฤษฎีแนวโครงสร้างนิยม

งานวิจัยชิ้นนี้ระบุว่ามุสลิมทั้งสองกลุ่มนี้มีความต่างกันในเรื่องมัซฮับ (สำนักคิด) แต่ในความเป็นจริงทั้งสองคนต่างถือมัซฮับฮานาฟี สิ่งนี้เป็นจุดหนึ่งที่ละเอียดอ่อน เมื่อนักวิชาการที่ไม่ใช่มุสลิมไปศึกษาสังคมมุสลิม ในงานวิจัยอีกหลายชิ้นที่ตนมีส่วนเป็นกรรมการอ่านก็เช่นกัน หลายครั้งมิติด้านศาสนามีความคลาดเคลื่อนไปมาก ตัวอย่างเช่น เข้าใจว่าประโยค“จงศึกษาให้ไกลถึงเมืองจีน”มาจากคัมภีร์อัลกุรอ่าน ซึ่งความจริงไม่ใช่

“ผมก็สนใจว่า หลังจากงานวิจัยชิ้นนี้ในช่วง 30 กว่าปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นบ้าง เมื่อศึกษางานวิจัยเกี่ยวกับมุสลิมในไทยก็พบความอึดอัดประการหนึ่งว่า งานวิจัยส่วนใหญ่มักเป็นงานวิจัยที่ศึกษาในพื้นที่ภาคใต้ ที่อึดอัดเพราะคำอธิบายบางอย่างที่มี เช่น การมองแบบเหมารวมว่ากลุ่มมลายูมุสลิมเป็นกลุ่มที่ไม่สามารถเข้ากับรัฐได้ ในขณะที่กลุ่มมุสลิมที่อื่นๆก็ถูกกลืนเข้ากับรัฐไทยหมด เป็นต้น”

มองเหมารวมเป็นเนื้อก้อนเดียวกัน ทั้งที่ไม่ใช่

งานวิจัยบางชิ้นก็มองว่า ความเป็นจีนมุสลิมมีโครงสร้างก้อนเดียวกันทั้งหมด งานวิจัยทางสังคมศาสตร์หลายชิ้นระบุว่า มุสลิมยึดโยงอยู่กับอุมมะห์(ประชาชาติ)ที่อยู่ซาอุดิอาระเบียเป็นเนื้อก้อนเดียวกัน แต่เท่าทีได้ศึกษาชุมชนของตัวเอง แล้วเห็นว่ามีภาษาจีน มีความยึดโยงกับประเทศจีน ไม่ยึดโยงกับอาหรับมากนัก

“ศาสนาอิสลามเวลาเข้าไปก็ซ้อนทับกับวัฒนธรรมเดิม บางเรื่องซ้อนกันสนิท บางเรื่องซ้อนทับกันไม่สนิท ถ้ามองโครงสร้างอาคารมัสยิดในจีนก็จะเห็นลักษณะที่คล้ายกับวัดจีน แต่เขียนคำว่ามัสยิดไว้ สลักลวดลายภาษาอาหรับในลักษณะอักษรจีน

ในหลุมฝังศพก็มีลักษณะเฉพาะบางประการ ชุมชนจีนในไทยก็มีเขียนที่กุโบร์(สุสาน)บางแห่งว่า ต้องเป็นมุสลิมเชื้อสายจีนยูนนานเท่านั้น บางแห่งเขียนระบุว่าไม่อนุญาตให้ขุดหลุมฝังศพแบบเจาะกลาง เจาะข้าง เมื่อมีป้ายแบบนี้แสดงว่าต้องมีคนอยากเจาะกลาง เจาะข้างหรือไม่ นั่นแสดงว่าชุมชนมุสลิมแห่งนี้ไม่ได้มีความเป็นก้อนเดียวกันหรือไม่ ประเด็นต่างๆที่เกิดขึ้นในฐานะนักสังคมศาสตร์จะอธิบายอย่างไร

ชุดอธิบายอัตลักษณ์ ลื่นไหลและเปลี่ยนแปลงไป

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ ป้ายที่มัสยิดในชุมชนของตนเอง(ที่เชียงใหม่) มีทั้งภาษาอาหรับ ภาษาจีนและภาษาไทย มีทั้ง ค.ศ.และ พ.ศ.ระบุไว้บนป้าย ถ้าป้ายนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของคนที่นั่นก็จะทำให้เห็นอะไรหลายๆอย่าง และนำไปสู่แนวคิดที่ว่า ความเป็นคนจีนมุสลิมในไทยไม่น่าจะเป็นหนึ่งเดียว

ถ้าดูทฤษฎีเกี่ยวกับอัตลักษณ์ในช่วงก่อน ก็มีคำอธิบายที่ว่าอัตลักษณ์ผูกโยงกับสายเลือดหรือพื้นที่เกิดและปัจจัยอื่นๆ แต่ต่อมาก็มีชุดอธิบายที่ว่าอัตลักษณ์ไม่ได้ถูกเจาะจง มีการลื่นไหลไปตามเวลาและเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนั้น บนป้ายนี้ยังมีลายศิลปะที่เฉพาะของล้านนาอยู่ด้วย ฉะนั้น ถ้าอธิบายตัวตนผ่านป้ายนี้ก็จะเป็นอะไรที่หลากหลาย

วิธีการศึกษาตรงนี้คือเริ่มจากสิ่งที่เห็น แล้วไปสู่ทฤษฎีหรือคำอธิบายทางสังคมศาสตร์ว่าจะสามารถอธิบายได้อย่างไรบ้าง เริ่มจากความสนใจและพยายามท้าทายความรู้ที่มีอยู่เพื่อจะนำไปสู่ข้อถกเถียงอีกแบบได้หรือไม่

เมื่อไปทบทวนงานเขียนต่างๆ ก็นำมาโยงกับสิ่งที่สนใจ สิ่งที่เป็นบริบทในท้องถิ่นและบริบทโลก ในที่สุดก็นำไปสู่การศึกษาต่อไป โดยมองว่าสิ่งต่างๆมีการปรับเปลี่ยนอย่างไร และมีเงื่อนไขอะไรที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลง

นักวิชาการรุ่นใหม่เขียนวิจัยเหมือนอยู่ในห้องแอร์ ไม่เห็นพื้นที่ว่ามีอะไร

หลายครั้งที่มีโอกาสเห็นจากงานวิจัยของนักวิชาการรุ่นใหม่ ขณะที่ไปเป็นกรรมการหรือเป็นผู้ให้ความเห็นต่องานวิจัยต่างๆ ปัญหาที่เห็นคือโครงร่างที่เขียนเหมือนเขียนอยู่ในห้องแอร์ ไม่เห็นพื้นที่ว่ามีอะไรเกิดขึ้น ทฤษฎีที่จะนำมาใช้มีหลายอันในงานชิ้นเดียวซึ่งก็เป็นไปไม่ได้ ทฤษฎีที่ใช้เหมือนการเอาแว่นไปมองปรากฏการณ์หนึ่งๆ

สิ่งสำคัญคือต้องรีวิว(ทบทวน)ไม่ใช่แค่เพียงอ่านว่าคนนั้นกล่าวว่าอย่างไร คนนี้พูดว่าอย่างไร โดยไม่มีบทสนทนากับสิ่งที่เราศึกษาหรืออ่านเลย แต่ควรมาจัดกลุ่มในการอธิบายที่เกี่ยวเนื่องกับสิ่งที่เราจะศึกษา อีกปัญหาที่เจอคือ การพยายามใช้สถิติบางรูปแบบมาอธิบายงาน ซึ่งบางครั้งมันไม่สามารถอธิบายได้ สถิติแต่ละอันมีข้อจำกัดในตัวเอง

สังคมศาสตร์ไม่ได้ตัดสินว่าใครถูกผิด

ผศ.ดร.สุชาติ กล่าวว่า ศ.ดร.กนก เคยวิพากษ์งานวิจัยของตนว่า ไม่มีความเป็นอิสลามศึกษา โดย ศ.ดร.กนก เสนอว่า ถ้าไปศึกษาชุมชนของตัวเองใหม่ แล้วใช้แว่นของอิสลามศึกษาเข้าไปมอง ก็อาจจะเห็นและอธิบายในอีกแบบซึ่งจริง เพราะหากใช้อิสลามศึกษามอง ก็อาจมองประเด็นเจาะกลาง เจาะข้างหลุมฝังศพในอีกแบบหนึ่ง

“งานวิจัยทางสังคมศาสตร์ไม่สามารถที่จะไปตัดสินว่า ส่วนนี้ถูกกับหลักการของศาสนาอิสลามหรือไม่ แต่ส่วนตัวสนใจในสิ่งที่ว่า อะไรที่เป็นข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นในชุมชนมุสลิม ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้นำไปสู่การเถียงว่าอะไรถูกผิด แต่ถกเถียงว่าอะไรคือที่มาของความขัดแย้งในสังคม”

อิสลามศึกษาจะกลับสู่คำสอน แต่มุสลิมศึกษาไม่สนใจมิตินี้

ส่วนตัวมองว่า หนึ่งในปัจจัยก็มาจากการที่คนไปเรียนในตะวันออกกลางจำนวนมากในช่วงเวลาหนึ่งแล้วกลับมาพร้อมกับชุดความรู้ต่างๆ ที่จะนำมาอธิบายปรากฏการณ์การประพฤติปฏิบัติในสังคมมุสลิมว่า อะไรถูกหรือผิด ซึ่งนั่นคือเรื่องของอิสลามศึกษาที่จะกลับไปสู่คำสอนในคัมภีร์อัลกุรอ่านและหะดิษว่า มีความถูกผิดในประเด็นหนึ่งๆอย่างไร แต่มุสลิมศึกษาไม่ได้สนใจในมิตินี้ แต่จะสนใจปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น”

ปรากฏการณ์ของมุสลิมจีนเชียใหม่

หากอธิบายบนฐานของงานศึกษาส่วนตัว ก็เน้นตรงที่ความเป็นจีนมุสลิมไม่ได้เป็นก้อนเดียวกัน ในยุคแรกอัตลักษณ์ของคนกลุ่มนี้จะผูกโยงกับการค้า ต่อมาคนกลุ่มนี้เริ่มต้องการความเป็นไทย มีสถานภาพที่มั่นคงในสังคม เปลี่ยนชื่อจากชื่อจีนเป็นชื่อไทย แต่พอมาอีกรุ่นชื่อกลับนำมาสู่ชื่ออาหรับ หากมองที่ชื่อแล้วมีความสัมพันธ์เชิงอำนาจบางอย่างที่กำหนดอยู่ ยุคหลังเมื่อหันมาใช้ชื่ออาหรับ ก็เริ่มจะมีความต้องการนำเสนออัตลักษณ์ของความเป็นมุสลิมออกไป

หลังจากสถานภาพเริ่มมั่นคงแล้ว ในสังคมเองยังมีความต่างในเรื่องรายละเอียดทางมัซฮับต่างๆ ที่ท้ายสุดก็ส่งผลต่อการผลักความเป็นอื่นให้ออกไป เนื่องจากไม่ตามขนบเดิมของชุมชนที่เป็นไป เช่น ความต่างในวิธีการตักบีร(คำสรรเสริญพระเจ้า)ในช่วงวันอีดิ้ลอัฎฮา(วันรายอฮัจย์) ถ้ามองในแว่นอิสลามศึกษาอาจมองถึงว่าเป็นสิ่งที่ถูก ผิด หรือบิดอะห์(อุตริ)หรือไม่ เป็นต้น

7 ประเด็น แนวโน้มการวิจัยสันติภาพร่วมสมัย

ในประเด็นนี้ ผศ.ดร.สุชาติ กล่าวถึงการวิจัยเชิงสันติภาพร่วมสมัยที่มาจากความสนใจต่อประเด็นความรุนแรงที่เชื่อมโยงไปถึงสันติภาพ สรุปประเด็นท้าทายและแนวโน้มของการวิจัยสันติภาพในศตวรรษที่ 21 มีอยู่ด้วยกัน 7 ประเด็น สามารถคลิกอ่านรายละเอียดได้ที่ เผย 7 แนวโน้มการวิจัยสันติภาพใน ศ.21 ตั้งแต่การหาเครื่องมือจนถึงป้องกันความขัดแย้งกลับมาใหม่

ศ.ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ : หลักฐานที่น่าเชื่อถือสำคัญต่องานวิจัย

ศ.ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ กล่าวว่า ตนเริ่มต้นศึกษาเรื่องราวของพื้นที่เมื่อเกิดเหตุการณ์ในวันที่ 27 เมษายน 2547 ที่มัสยิดกรือเซะซึ่งขณะนั้นตนเป็นนักวิจัยให้สถาบันการวิจัยเอเชีย มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ และสิงคโปร์เองก็ติดตามเรื่องราวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างใกล้ชิด ในช่วงเวลานั้นเอง (ลี กวน ยู ประธานาธิบดีสิงคโปร์)ก็บินมาในไทยอย่างลับๆ เพื่อติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลานั้น

ตนจึงเริ่มศึกษาเรื่องราวของพื้นที่และเขียนหนังสือที่แปลเป็นไทยอีกครั้งในชื่อ “ทฤษฎีแบ่งแยกดินแดน” โดยบทแรกเป็นเรื่องราวของภูมิหลังเกี่ยวกับอาณาจักรปาตานี ซึ่งต้องอ่านประวัติศาสตร์ไทยควบคู่กับประวัติศาสตร์มลายู เริ่มตั้งแต่ช่วงอยุธยา มาจนถึงช่วงต้นรัตนโกสินทร์ที่ความสัมพันธ์ระหว่างปาตานีกับสยามเข้มข้นขึ้น

ผลของนโยบายต่างๆของรัฐที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ยังส่งสัญญาณต่างๆ มาถึงปัจจุบัน การศึกษาประวัติศาสตร์ที่ตนศึกษานั้น เป็นลักษณะของการเปรียบเทียบระหว่างชุดข้อมูลของไทยและปาตานี ข้อมูลเหล่านี้ทำให้เห็นว่าเวลาต่างกัน สถานที่ต่างกัน ย่อมส่งผลต่างกัน

วิธีการทางประวัติศาสตร์ จำเป็นต้องศึกษาข้อมูลจากหลายๆ แหล่ง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครอบคลุม และอาจมีความจำเป็นต้องศึกษาเชิงเปรียบเทียบกับชุดข้อมูลที่ใกล้เคียงกัน ในระยะเวลาที่ใกล้เคียงกัน สถานที่ที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งจะทำให้ข้อมูลจะยิ่งมีความรอบด้านมากขึ้น

ความรู้ทางประวัติศาสตร์เป็นปัญหา?

ศ.ดร.ธเนศ กล่าวต่อไปว่า หลายครั้งที่ความรู้ทางประวัติศาสตร์เป็นปัญหา เนื่องจากเอาพงศาวดารมาเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์เพียงอย่างเดียว ไทยเริ่มพัฒนาความรู้ทางด้านนี้นับตั้งแต่เครื่องพิมพ์เข้ามาในสยาม แล้วงานเกี่ยวกับความรู้ทางประวัติศาสตร์ก็เริ่มมีการพิมพ์ รวมทั้งมีการแปลงานจากตะวันตก นับได้ว่าสยามในเวลานั้นได้รับองค์ความรู้จากตะวันตกได้เร็วกว่าหลายๆ ชาติรอบข้าง

หลังจากอังกฤษยึดอินเดียได้ ก็เริ่มเปิดการค้า ปัจจัยที่ขับเคลื่อนให้ยุโรปหลายๆ ประเทศในเวลานั้นออกไปยังที่อื่น เนื่องจากปัจจัยทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ การใช้เข้มทิศและแผนที่เริ่มมีการพัฒนามาถึงการใช้เครื่องจักร ล้วนแล้วแต่เป็นการคิดเพื่อช่วยขับเคลื่อนความต้องการที่จะขยายพื้นที่ให้บรรลุผลเชิงเศรษฐกิจ ความรู้ของตะวันตกมาพร้อมกับการออกไปเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็นคนหรือทรัพยากรในที่อื่นๆ

ประวัติศาสตร์ปาตานีกับสยาม เมื่อสยามมาผนวกอาณาจักรปาตานีในปี 1902 ถ้าไปดูหลักฐานทางประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ก็จะเขียนว่าสยามต้องการขยายอำนาจการปกครอง จึงส่งคนกระจายออกไปตามจุดต่างๆ สำหรับปาตานี อับดุลกอเดร์ไม่ยอม จึงถูกบังคับให้ลงนาม ส่วนตัวอยากจะตรวจสอบข้อมูลชุดนี้ จึงไปหาหลักฐานชั้นต้นอื่นๆ ก็ได้ข้อมูลอื่นๆ มาประกอบ เช่นเรื่องของการเก็บภาษี เป็นต้น ถ้าศึกษาให้ลึกต่อไปก็อาจจะเห็นข้อมูลอื่นๆ มากขึ้น

เรื่องราวในอดีตถูกใช้เป็นข้ออ้างทางการเมืองของเกือบทุกฝ่าย

ศ.ดร.ธเนศ กล่าวอีกว่า อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ชุดข้อมูลที่ระบุถึงการเรียกร้องเอกราช ซึ่งในกรณีหลายๆ ที่ในพื้นที่จะเรียกร้องเอกราชจากตะวันตก ส่วนปาตานีเรียกร้องจากสยาม และข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นนี้ก็มีหลากหลายไป อยู่ที่ว่าจะมองจากจุดไหน

ข้อมูลเหล่านี้ยังมีช่องว่างอยู่ หากสามารถหาหลักฐานขั้นต้นที่มีความน่าเชื่อถือสูง และนำออกมา เพื่อจะเห็นว่าแต่ละฝ่ายทำอะไร โดยเฉพาะข้อมูลจากตะวันตกในเวลานั้น โดยตอนนี้ข้อมูลนั้นมีแค่ว่าในมุมของสยามที่เห็นแบบหนึ่ง และปาตานีที่เห็นอีกแบบหนึ่ง ซึ่งไม่รู้ว่าต้นทางของข้อมูลมาจากไหนอย่างแท้จริง เรื่องราวในอดีตถูกใช้เป็นข้ออ้างทางการเมืองของเกือบจะทุกฝ่าย จึงจำเป็นต้องมีหลักฐานที่เอามา เพื่อคุยต่อว่าในแต่ละมิติที่เป็นข้อถกเถียงจะไปถึงจุดไหน เช่น ในเรื่องอำนาจอธิปไตย รูปแบบการปกครอง เป็นต้น

หากมองถึงปัญหาในเชิงการปกครองที่เกิดขึ้นต่อพื้นที่ ตัวอย่างหนึ่งง่ายๆ คือ หน่วยงานหลายแห่งในพื้นที่ที่ในแง่หนึ่งแล้วก็เป็นผลจากการขยายอาณานิคมของกรุงเทพเอง รัฐบาลกรุงเทพยังใช้รูปแบบเดิมในการบริหารปกครอง

การมองพัฒนาการจากอดีตถึงปัจจุบันสำคัญต่อการวิจัย

ศ.ดร.ธเนศ กล่าวด้วยว่า สิ่งที่สำคัญคือจากกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แล้วเลือกเหตุการณ์ที่ใกล้เคียงที่สุดมาแล้วมองย้อนไปที่อดีต และหาลักษณะร่วมว่ามีวิธีการ รูปแบบที่ใกล้เคียงกันอย่างไร เมื่อได้แล้ว สิ่งนั้นจะช่วยทำให้การวิเคราะห์เหตุการณ์ปัจจุบันได้รอบด้านมากขึ้น การมองแบบนี้จะทำให้เข้าใจเหตุการณ์มากกว่าเห็นเพียงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเท่านั้น การใช้ประวัติศาสตร์ใช้เพื่ออธิบายปัจจุบันให้ดีขึ้น แล้วจึงนำไปสู่คำอธิบายชุดหนึ่ง ซึ่งการศึกษาแบบนี้ก็จะช่วยให้เข้าใจทั้งปัจจุบัน และตรวจสอบเหตุการณ์ในอดีตในแต่ละช่วงเวลาที่ส่งผลต่อกัน วิธีการศึกษา สิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ การหาหลักฐานที่น่าเชื่อถือที่สุดเพื่อการอ้างอิง จากนั้นก็ตีความจากข้อมูลนั้น

การวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงถึงปัจจุบันด้วย จะทำให้เห็นถึงความต่อเนื่องและความคงทนของความรู้และข้อมูลชุดนั้นๆ ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องดูถึงพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ที่นำมาสู่เหตุการณ์ๆ หนึ่ง และต้องหาแก่นของความเหมือนความต่างหากศึกษาในเชิงเปรียบเทียบกับเหตุการณ์อื่นที่ใกล้เคียง

แก่นของความรู้สมัยใหม่ ก็มาจากตะวันตกซึ่งในช่วงหนึ่งก็มองว่าความรู้ของตะวันตกถึงจุดอิ่มตัว กระทั่งในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา บริบทก็เปลี่ยนไป เส้นแบ่งของรัฐชาติเริ่มเลือนราง และมีมิติความท้าทายใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ความเป็นสมัยใหม่กลายเป็นของคนทั้งโลก แม้ว่าต้องยอมรับว่าองค์ความรู้หลายๆ อย่างก็มาจากตะวันตก มิติของสันติภาพเองที่ค้านท์พูดในเวลานั้น ก็ไม่ใช่สันติภาพของตะวันตก หากแต่เป็นสันติภาพของคนทั้งโลก คอนเซ็ปที่เกิดขึ้นมีความเป็นสากล

แนวคิดเรื่องสันติภาพจากเดิมที่ผูกติดกับศาสนา ปัจจุบันถูกย้ายลงมาสู่วาทกรรมของคนทั่วไป เป็นสิ่งที่คนทั่วไปเข้าใจร่วมกัน ในแง่หนึ่งสันติภาพจะไม่มีความหมายหากไม่มีสงคราม สงครามในปัจจุบันมากับคนทั่วไป ซึ่งเป็นโจทย์ที่ใหญ่มากที่โลกกำลังเผชิญ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

เผย 7 แนวโน้มการวิจัยสันติภาพใน ศ.21 ตั้งแต่การหาเครื่องมือจนถึงป้องกันความขัดแย้งกลับมาใหม่

เปิดวงถกนักวิชาการรุ่นใหม่“มุสลิมศึกษากับการวิจัยสันติภาพ” อย่าทิ้งพัฒนาการมลายู-ปาตานี

เปิดเวทีวิพากษ์ “มุสลิมศึกษา-อิสลามศึกษากับสังคมศาสตร์” ทบทวนข้อเสนอสู่ชายแดนใต้

“ความรู้จะนำสังคมไปสู่สันติภาพ” วาทะ 2 ดร.เปิดตัวหนังสือคนหนุ่มสาวมุสลิมกับโลกสมัยใหม่

“แนวคิดนักวิชาการมุสลิมรุ่นใหม่”(1) เปิดโลกมุสลิมศึกษาจากอีสานสู่ตะวันออกกลาง

“แนวคิดนักวิชาการมุสลิมรุ่นใหม่” (2) สตรีมุสลิม และการฟื้นฟูอิสลามในโลกสมัยใหม่