“ทำไมงานวิจัยต้องตอบโจทย์สันติภาพ” เปิดจุดสนใจในวงถกเผ็ดร้อนของนักวิชาการมุสลิมรุ่นใหม่

เปิดจุดสนใจของนักวิชาการรุ่นใหม่ ในวงถกเผ็ดร้อน “มุสลิมศึกษากับการวิจัยสันติภาพชายแดนใต้/ปาตานี ชี้ต้องถอดบทเรียนอะไรสำเร็จหรือล้มเหลว หากจะเดินหน้าร่วมกันจะรักษาความต่างอย่างไร เมื่อฝ่ายหนึ่งต้องการเน้นบริบท แต่อีกฝ่ายเน้นที่ตัวบท เกิดเสนอธีมวิจัยใหม่บนฐานการเปลี่ยนแปลงที่มีเสมอ ผศ.ดร.สุชาติ ชี้ว่าเรากำลังต่อสู้เพื่อเปลี่ยนไปสู่การใช้แนวทางสันติ คำถามคือ“ทำไมงานวิจัยต้องตอบโจทย์สันติภาพ” ประธานสภาประชาสังคมตอบ ปาตานีเรียกร้องความรู้ในกระบวนการสันติภาพที่มีมิติอิสลาม

อิสลามศึกษาและมุสลิมศึกษา ยิ่งถกก็ยิ่งเผ็ดร้อน

ยิ่งถกก็ยิ่งเผ็ดร้อน เมื่อเวทีเสวนา“มุสลิมศึกษากับการวิจัยสันติภาพในชายแดนใต้/ปาตานี และสังคมโลก: ที่ทางและทิศทางที่ควรเป็น” มาถึงช่วงแบ่งกลุ่มในบ่ายวันที่ 28 สิงหาคม 2559 ในโครงการเวทีวิจัยมุสลิมศึกษาที่ใช้ชื่อเรื่องเดียวกัน ซึ่งจัดโดยศูนย์ความร่วมมือทรัพยากรสันติภาพ (Peace Resource Collaborative – PRC) ร่วมกับศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch – DSW) และ กลุ่ม Young Muslim Scholars ณ ห้อง Press Center ชั้น 3 วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

อะไรคือความสนใจของนักวิชาการรุ่นใหม่ที่เข้าร่วมวงเสวนากว่า 30 คนในครั้งนี้ ประเด็นไหนที่พวกเขากำลังศึกษาวิจัยอยู่ ซึ่งจากการนำเสนอของทั้ง 4 กลุ่มใน 4 ประเด็นที่แบ่งไว้ก็พบทั้งข้อเสนอและข้อถกเถียงมากมาย หากพวกเขาจะต้องดำเนินโครงการศึกษาวิจัยร่วมกันต่อไปในอนาคต แต่ละสาขาควรมีทิศทางอย่างไร

ทั้ง 4 ประเด็น ได้แก่ 1.ประเด็นนโยบายสาธารณะและมุสลิมศึกษา 2.ประเด็นวัฒนธรรมและมุสลิมศึกษา 3.ประเด็นสันติศึกษาและความขัดแย้งกับมุสลิมศึกษา และ 4.ประเด็นอิสลามศึกษาและมุสลิมศึกษา

เปิดจุดสนใจของนักวิชาการรุ่นใหม่ในมิติมุสลิมศึกษา

ในมิติอิสลามศึกษาและมุสลิมศึกษาให้ความสนใจในมิติตัวบทของคัมภีร์อัลกุรอ่าน ตลอดจนเชิงความคิดและปรัชญาอิสลาม ความต่างในมิติวาทกรรมต่างๆ เช่น ความเป็นซุนนะห์ รวมถึงความเข้าใจในประเด็นอุมมะห์วาฮิดะห์(ประชาชาติเดียวกัน)

ขณะเดียวกันการแยกแยะให้เห็นความต่างของศาสตร์ในด้านอิสลามศึกษาและมุสลิมศึกษาก็ต้องทำความเข้าใจด้วยเช่นกัน

ในประเด็นนโยบายสาธารณะและมุสลิมศึกษา เนื่องจากในกลุ่มนี้มีความสนใจในมิติที่หลากหลาย จึงหาประเด็นร่วมกันคือยาเสพติด ซึ่งหากจะทำวิจัยร่วมกันก็จะพิจารณาถึงปัญหานี้ทั้งในเชิงการแพทย์ เชิงเศรษฐกิจและเชิงนโยบายต่อไป

ในมิติภาษาและวัฒนธรรมและมุสลิมศึกษา เน้นในด้านพลวัตและการเปลี่ยนแปลงของภาษา โดยดูถึงบทบาทของภาษาในการกำหนดกรอบโลกทัศน์หรือความคิดทั้งในมิติทางศาสนาและสังคม

ต้องถอดบทเรียนสันติภาพ อะไรสำเร็จหรือล้มเหลว

ส่วนในประเด็นสันติศึกษาและความขัดแย้งกับมุสลิมศึกษา ในกลุ่มนี้สนใจในประเด็นที่หลากหลาย ทั้งประเด็นผู้หญิง แนวคิดของกลุ่มขบวนการ กลุ่มพูดคุยสันติภาพ สถานการณ์ที่เกิดขึ้น บทบาทของเยาวชน ความรุนแรงและสันติวิธี เป็นต้น

โดยในประเด็นสุดท้ายนี้นำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า น่าจะไปทำการศึกษาต่อในรูปแบบของการถอดบทเรียนตัวแสดงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงและสันติภาพที่ผ่านมา แล้วพิจารณาว่าอะไรคือปัจจัยที่สำเร็จ และอะไรคือปัจจัยที่ไม่เกิดสันติภาพเสียที

เปิดถกเถียงเพื่อเดินหน้าร่วมกันศึกษาต่อ

เมื่อเข้าสู่การถกเถียงในวงใหญ่ มีการถกเถียงกันในประเด็นที่หลากหลาย ตั้งแต่ความต่างระหว่าง “อิสลามศึกษาและมุสลิมศึกษา” บนฐานของตัวบท และยังก้าวไปถึงบริบทในปาตานี/ชายแดนใต้ ที่มีการถกเถียงกันถึงความเชื่อมโยงของความคิดในการขับเคลื่อนสันติภาพในพื้นที่ที่จะอยู่บนแนวทางอิสลามอย่างไร

มีการถกเถียงถึงสถานการณ์ปัจจุบันในพื้นที่เชื่อมโยงกับบริบทโลกาภิวัฒน์อย่างไร การมองเชิงเปรียบเทียบกับกรณีอื่นในต่างประเทศ รวมถึงทำความเข้าใจแนวคิดของผู้นำทางความคิดทางศาสนาของพื้นที่ก็น่าสนใจ

นอกจากนั้น มิติในเชิงภาษา เศรษฐกิจ สุขภาพและวัฒนธรรมก็เป็นสิ่งที่จะต้องศึกษาอย่างครอบคลุม การศึกษาวิจัยก็จำเป็นต้องดึงมิติความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคมและชุมชนในออกมาด้วย

ฝ่ายหนึ่งต้องการเน้นบริบท แต่อีกฝ่ายเน้นที่ตัวบท”จะรักษาความต่างนี้อย่างไร

แม้ในวงถกนี้มีจุดเน้นที่ต่างกัน ก็ยังมีจุดยืนอยู่บนฐานที่มั่นของศาสนาอิสลามที่ต่างกันด้วย และตัวเองก็อาจทั้งมั่นใจและไม่มั่นใจในจุดยืนของอิสลามที่มี

“ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ในยุคสมัยนี้ เพราะฝ่ายหนึ่งต้องการเน้นบริบท แต่อีกฝ่ายต้องกลับไปเน้นที่ตัวบท ถ้าจะรักษาความต่างที่มีอยู่นี้ แล้วมาผลิตงานร่วมกัน แล้วแบความเห็น ความรู้ของแต่ละคนออกมา”

ธีมใหม่ “อิสลามศึกษา มุสลิมศึกษา พลวัตและการเปลี่ยนแปลง”

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่วงถกนี้เสนอเพื่อพัฒนางานศึกษาวิจัยต่อไปก็คือ การดำเนินไปในธีมที่ว่าด้วย “อิสลามศึกษา มุสลิมศึกษา พลวัตและการเปลี่ยนแปลง” ซึ่งจะเป็นอะไรก็ได้ คนศึกษาจะเป็นมุสลิมหรือไม่ก็ได้ แต่เน้นการนำเสนองานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับมุสลิมในมิติต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่าอยู่บนฐานของการเปลี่ยนแปลงที่มีอยู่เสมอ

“การตีความที่ต่างกันในด้านต่างๆ ทำให้เรื่องราวต่างๆ เปิดเผยออกมาแล้วถกเถียงกัน”

ทว่า จุดยืนที่มีคือเป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด และเข้าถึงทุกฝ่าย โดยอยู่ในอาณาบริเวณของงานวิชาการ แล้วจะทำให้งานที่เคลื่อนไปด้วยกันได้ก็จะเกิดขึ้นได้ แม้ทุกคนมีงานวิจัยของตัวเองอยู่แล้ว ก็สามารถพัฒนาต่อให้เป็นงานวิจัยร่วมกันออกมาได้

เรากำลังต่อสู้เพื่อเปลี่ยนไปสู่การใช้แนวทางสันติ

ผศ.ดร.สุชาติ เศรษฐมาลินี หัวหน้าสาขาวิชาสันติศึกษา มหาวิทยาลัยพายัพ จ.เชียงใหม่ สะท้อนความเห็นต่อวงถกนี้ว่า ประเด็นอิสลาม สันติภาพและความรุนแรงเป็นประเด็นที่น่าสนใจ ส่วนตัวรู้สึกว่าประเด็นศาสนาเองก็มีส่วนต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ เพราะมีทั้งคนที่เข้าขบวนการเพราะศาสนา และคนที่ออกจากขบวนการเพราะศาสนา

“โลกตะวันตกตั้งแต่สมัยโรมัน อยู่บนฐานคิดที่ว่าหากต้องการสันติภาพก็ให้ทำสงคราม แต่สิ่งที่เรากำลังจะสู้เพื่อเปลี่ยนคือ ถ้าคุณต้องการสันติภาพก็จงใช้แนวทางสันติ เพราะฉะนั้นในประเด็นคำถามที่ว่าอิสลามให้ความชอบธรรมกับความรุนแรงหรือไม่

ส่วนตัวมองว่า หากไม่ได้มองบนมิติอิสลามศึกษา ก็มองว่าอิสลามไม่ให้ความชอบธรรมกับความรุนแรง แต่กรณีที่สามารถใช้ความรุนแรงนั้นอยู่ในสภาวะยกเว้น”

มีบทบัญญัติที่บอกว่า จงฟันที่คอ หากมองบนฐานของสามัญสำนึกทั่วไป อาจมองได้ว่าอิสลามนั้นป่าเถื่อน แต่หากย้อนไปดูสภาพสงครามสมัยนั้นซึ่งอาวุธคือดาบ การฟันที่คอหมายถึงจุดที่ฟันแล้วตายทันที ไม่มีการทรมาน

“เพราะฉะนั้นการวางระเบิดผู้คน ก็ไม่แน่ใจว่าเป็นวิธีการของอิสลามหรือไม่ เรื่องเล่านี้ต้องถูกนำมาพูดคุยและทำให้เห็นว่ามีเวอร์ชั่นของความเข้าใจแบบไหนบ้าง”

“ทำไมงานวิจัยต้องตอบโจทย์สันติภาพ”

ผศ.ดร.สุชาติ กล่าวว่า เห็นด้วยกับธีมที่จะทำ แต่ขอตั้งโจทย์เพิ่มว่า “ทำไมงานวิจัยต้องตอบโจทย์สันติภาพ” และทำไมขยายธีมเพิ่มเป็น “อิสลามศึกษา มุสลิมศึกษา พลวัตและการเปลี่ยนแปลงสู่สันติภาพ”

เมื่อวางแผนเช่นนี้ก็ต้องคิดว่าแต่ละประเด็นจะทำอย่างไรเพื่อตอบโจทย์ในด้านการเปลี่ยนแปลงสู่สันติภาพให้ได้ การศึกษาไม่ว่าจะเป็นประเด็นยาเสพติดก็ต้องคลี่ให้เห็นว่าเชื่อมโยงกับความรุนแรงอย่างไร ประเด็นภาษาเชื่อมกับอารมณ์ ความรู้สึก วิธีคิดของผู้คนในพื้นที่อย่างไร เป็นต้น

อิสลามมาเพื่อมนุษยชาติทั้งมวลไม่ใช่แค่คนปาตานี

มูฮำมัดอายุบ ปาทาน ประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ และรองผู้อำนวยการ PRC กล่าวเสริมว่า เมื่อพูดเรื่องความรู้ มีข้อท้าทายมากมายที่เกิดขึ้น สิ่งหนึ่งคือ อิสลามไม่เอาสงคราม รูปแบบเป็นอย่างไรนักวิจัยมุสลิมต้องตอบสังคม และการทำงานความรู้เหล่านี้ต้องไม่ใช่เป็นประโยชน์แก่ตนเอง แต่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ นบีมูฮัมมัดมาเพื่อมนุษยชาติทั้งมวล ไม่ใช่มาเพื่อแค่คนปาตานี เมื่ออิสลามมาเพื่อมนุษยชาติสิ่งที่น่าสนใจมากคือ ความรู้ในอิสลามต้องมีการเชื่อมโยงให้เกิดขึ้น

ปาตานีเรียกร้องความรู้ในกระบวนการสันติภาพที่มีมิติอิสลาม

“เราจะให้คนอื่นที่ไม่เข้าใจรายละเอียดแบบเรามาอธิบายแบบเราคงไม่ได้ ความรู้ที่มีจะนำมาตอบโจทย์ในพื้นที่อย่างไร เรามีงานหลายแบบ ไม่ว่างานแปลหรืองานเขียน แต่เรายังขาดงานวิเคราะห์ซึ่งคนรุ่นใหม่ต้องทำ หลายคนแค่บินไปเรียนอย่างเดียวก็หลายชั่วโมง แต่กลับมาแล้วไม่เขียนอะไรเลยคงไม่ได้”

มูฮำมัดอายุบ กล่าวทิ้งท้ายว่า ปาตานีเรียกร้องความรู้ในกระบวนการสันติภาพที่มีมิติของอิสลาม มิติของความเป็นประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และมิติที่เป็นมลายูปาตานี ซึ่งนี่จะเป็นทางเลือกของความรู้สำหรับการไม่ใช้ความรุนแรง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

รายงานเสวนา : ความอึดอัดในงานวิจัยมุสลิม-ความรู้ประวัติศาสตร์ไทย-ปาตานีที่เป็นปัญหา?

เผย 7 แนวโน้มการวิจัยสันติภาพใน ศ.21 ตั้งแต่การหาเครื่องมือจนถึงป้องกันความขัดแย้งกลับมาใหม่

เปิดวงถกนักวิชาการรุ่นใหม่“มุสลิมศึกษากับการวิจัยสันติภาพ” อย่าทิ้งพัฒนาการมลายู-ปาตานี

เปิดเวทีวิพากษ์ “มุสลิมศึกษา-อิสลามศึกษากับสังคมศาสตร์” ทบทวนข้อเสนอสู่ชายแดนใต้

“ความรู้จะนำสังคมไปสู่สันติภาพ” วาทะ 2 ดร.เปิดตัวหนังสือคนหนุ่มสาวมุสลิมกับโลกสมัยใหม่

“แนวคิดนักวิชาการมุสลิมรุ่นใหม่”(1) เปิดโลกมุสลิมศึกษาจากอีสานสู่ตะวันออกกลาง

“แนวคิดนักวิชาการมุสลิมรุ่นใหม่” (2) สตรีมุสลิม และการฟื้นฟูอิสลามในโลกสมัยใหม่