หลากทัศนะต่อครม.ส่วนหน้า(1) “นโยบายต้องชัดเจน ต้องฟังทุกกลุ่ม คนในพื้นที่ต้องมีส่วนร่วม”

หลากหลายทัศนะของคนในพื้นที่ชายแดนใต้ต่อ “ผู้แทนพิเศษของรัฐบาล” หรือครม.ส่วนหน้าที่จะเป็นหน่วยงานการบริหารราชการใหม่ในพื้นที่ ซึ่งหลายทัศนะที่เห็นว่า ครม.ส่วนหน้าเป็นความหวังของการแก้ปัญหาที่ยืดเยื้อมานานในขณะเดียวกันมีหลายความเห็นที่เป็นความกังวล

ทั้งนี้หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในคำสั่งหัวหน้า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เลขที่ 57/2559 ในการปรับปรุงการบริหารเพื่อแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยใช้ชื่อว่า “ผู้แทนพิเศษของรัฐบาล” โดยมีภารกิจทำหน้าที่ประสานงานระหว่างหน่วยปฏิบัติในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และสื่อสารโดยตรงกับนายกรัฐมนตรีเพื่อลดขั้นตอนการปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาที่ล่าช้า

ครม.ส่วนหน้าจะขับเคลื่อนยุทธศาสตร์  9 ข้อ ทั้งเศรษฐกิจ ความมั่นคง ความปลอดภัย การพูดคุยสันติสุขและอื่นๆ โดย ครม.ได้อนุมัติแล้วมีทั้งหมด 13 คน มีพล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม เป็นประธาน และ พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงษ์ รมช.ศึกษาธิการ เป็นรองประธาน ซึ่งการทำงานของคณะพิเศษดังกล่าว จะมีส่วนช่วยในการพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้เพราะพล.อ.อักษรา เกิดผล หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็เป็นหนึ่งในคณะพิเศษด้วย โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ได้สอบถามความเห็นของคนในพื้นที่ต่อกรณีนี้โดยจะนำเสนอเป็นตอนๆ อย่างต่อเนื่องต่อไป

ฆอซาลี อาแว : ครม.ส่วนหน้าต้องมีกลไกที่ภาคประชาสังคมเข้าร่วม

นายฆอซาลี อาแว  นักวิจัย สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การมีรัฐบาลส่วนหน้าเป็นการริเริ่มที่ดี เนื่องจากที่ผ่านมานักวิชาการ และภาคประชาสังคม ได้ทำวิจัยและได้เคยเสนอรูปแบบการปกครองที่เหมาะสม เช่น รูปแบบทบวงที่มีรัฐมนตรีเฉพาะที่ดูแลจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่เมื่อออกมาในรูปครม.ส่วนหน้า ทำให้เกิดความหวังในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ อย่างน้อยเป็นการลดขั้นตอนในการบริหารจัดการและฝ่ายปฏิบัติหรือกลไกต่างๆ ของรัฐจะสามารถปฏิบัติงานได้เร็วและทันท่วงที

นายฆอซาลี  กล่าวด้วยว่า ในส่วนกระบวนการสันติภาพ ครม.ส่วนหน้าต้องมีความชัดเจนในกรอบและบทบาทหน้าที่ เนื่องจากในพื้นที่มีองค์กรภาครัฐที่ทำหน้าที่ในการดูแลความปลอดภัย และการพัฒนาอยู่แล้ว ส่วนการพูดคุยกับผู้ที่เห็นต่างก็มีกลไกในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 230/2557  เรื่อง “การจัดตั้งกลไกขับเคลื่อนกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้” ซึ่งต้องมีการวางบทบาทให้ชัดเจน เพื่อให้มีกรอบและทิศทางเดียวกัน หากไม่สามารถประสานอาจจะทำให้การดำเนินงานของ ครม.ส่วนหน้ามีการทับซ้อนกับหน่วยงานอื่นๆ

“ครม.ส่วนหน้า ยังคงเป็นภาคราชการและข้าราชการเกษียณ ถึงแม้ว่าจะมี กอ.รมน.ภาค 4 และศอ.บต.ในพื้นที่และมีประสบการณ์มาในอดีต แต่ควรที่จะมีนักวิชาการ ภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ และภาคอื่นๆ ที่มีความรู้ ความสามารถและมีความเหมาะสมเข้าร่วมด้วย หรืออาจจะสร้างกลไกอื่นๆ  ภายใต้ ครม.ส่วนหน้า เพื่อให้บุคคลเหล่านั้นมีส่วนร่วม เนื่องจากกระบวนการสันติภาพต้องดำเนินการหลายภาคส่วนที่มีความหลากหลายและหลายระดับ” นายฆอซาลี กล่าว

อันธิฌา แสงชัย : ต้องเปลี่ยนมุมมอง เพราะการเอาชนะแบบเบ็ดเสร็จเป็นไปไม่ได้

อาจารย์อันธิฌา แสงชัย กรรมการแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทยกล่าวว่าขณะนี้ยังมีความคลุมเครือเมื่อมีการปรับโครงสร้างการบริหารว่าจะมีวิธีการทำงานยังไง ใครเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจในโครงสร้างใหม่นี้ แต่ในฐานะที่ทำงานในพื้นที่อยากเห็นการทำงานเชิงรุกที่มุ่งลดความรุนแรงในพื้นที่เพราะมันเกิดขึ้นมายาวนานแล้ว อยากเห็นนโยบายที่ชัดเจนที่จะแก้ปัญหาความรุนแรง ซึ่งไม่รู้ว่าครม.ส่วนหน้านี้มองโจทย์ความรุนแรงอย่างไรเพราะจะเป็นการกำหนดแนวทางการแก้ปัญหา คือถ้ามองว่าคนเห็นต่างเป็นฝ่ายตรงข้าม เป็นคู่ต่อสู้ก็น่าเป็นห่วง แต่ถ้ามองว่าจะต้องมาหาทางออกร่วมกันก็จะเป็นอีกแนวหนึ่ง อันนี้คือสิ่งที่อยากเห็น

อาจารย์อันธิฌา กล่าวว่า ถ้าการแก้ปัญหาโดยมองเป็นคู่ขัดแย้ง การแก้ปัญหาความรุนแรงจะยากมาก แต่ถ้ามองว่าคู่ขัดแย้งต้องร่วมกันเพื่อยุติปัญหา โดยมองว่าอีกฝ่ายเป็นคู่เจรจาก็จะมีความเป็นไปได้ในการแก้ปัญหานี้ เพราะการเอาชนะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดมันเป็นไปได้ยากมากสำหรับทั้งสองฝ่าย

“อยากเห็นการแก้ปัญหาที่ดึงเอาประสบการณ์ บทเรียนการสร้างสันติภาพจากหลากหลายพื้นที่ทั่วโลกมาปรับใช้ในพื้นที่มากขึ้น และต้องเป็นการแก้ปัญหาแบบอินคลูสีพ คือดึงเอาทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นและอย่างจริงจัง”

มะรอนิง สาและ : ครม.ส่วนหน้าต้องรับฟังความเห็นของทุกกลุ่ม

นายมะรอนิง สาและ ประธานเครือข่ายอนุรักษ์อ่าวปัตตานี กล่าวว่า ตนเห็นด้วยที่รัฐบาลตั้ง ครม.ส่วนหน้าเพื่อแก้ปัญหาในพื้นที่ แต่ก็มีเรื่องกังวล  2 เรื่อง คือ ครม.ส่วนหน้ามีทหารเป็นส่วนใหญ่ กลัวว่าจะใช้รูปแบบการทหารมาแก้ปัญหาในพื้นที่ และยังไม่มีความชัดเจนการทำงานหรือนโยบายระหว่าง ครม.ส่วนหน้า กับ กอ.รมน.ภาค 4 สน. แต่อย่างไรก็ตามตอนนี้ยังไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์กาทำงานของ ครม.ส่วนหน้าได้ เพราะยังไม่ได้เริ่มทำงาน

“ที่สำคัญการมี ครม.ส่วนหน้า อาจจะทำให้พูดคุยสันติภาพในพื้นที่มีแนวทางที่ดีขึ้น เพียง แต่ ครม.ส่วนหน้าจะต้องเปลี่ยนระบบการทำงานโดยการรับฟังความคิดเห็นจากองค์กรภาคประชาสังคมทุกกลุ่ม ไม่ใช่รับฟังกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น” นายมะรอนิง กล่าว

รักษ์ชาติ สุวรรณ : ครม.ส่วนหน้าต้องอยู่ในพื้นที่และไม่ทับซ้อน

นายรักษ์ชาติ สุวรรณ แกนนำเครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพ กล่าวว่า ครม.ส่วนหน้า เคยมีมาแล้วสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งมีรัฐมนตรีช่วยกระทรวงมาหาดไทยลงมาอยู่ในพื้นที่ แต่ลงมาในพื้นที่เพียงแค่ 1 เดือน แค่ 1-2 ครั้ง หากมองการทำงานของครม.ส่วนหน้า ก็ถือว่ามีความน่าสนใจอยู่ แต่ ครม.ส่วนหน้าจะต้องอยู่ในพื้นที่เป็นส่วนใหญ่  มีนโยบายที่ชัดเจน ไม่ทับซ้อนกับ กอ.รมน ภาค 4 สน. หรือหากทับซ้อนแล้วจะต้องมีผู้ที่ตัดสินใจ

“คนไทยพุทธในพื้นที่มองว่า ครม. ส่วนหน้าสามารถแก้ปัญหาในพื้นที่ได้ดียิ่งขึ้น แต่คงดูกันต่อไปว่าจะแก้ปัญหามันตรงประเด็นหรือเปล่า บางคนมองว่า ครม.ส่วนหน้าเชื่อมโยงกับการทำพื้นที่เศรษฐกิจสามเหลี่ยมความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เพราะก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยม เมื่อนายกรัฐมนตรีกลับไปก็มี ครม.ส่วนหน้า ทำให้บางคนคิดว่ากำลังทำเขตปกครองพิเศษในพื้นที่หรือเปล่า” นายรักษ์ชาติ กล่าว  

นายรักษ์ชาติ กล่าวอีกว่า ครม.ส่วนหน้าอาจจะไม่สามารถช่วยในกระบวนการสันติภาพ/สันติสุข เต็มที่สักเท่าไร  แต่สามารแก้ปัญหาอื่นๆ ในพื้นที่ได้มากกว่า ถ้าเป็นไปได้อยากให้คณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ใน ครม.ส่วนหน้าด้วย เพื่อที่จะได้ลงมารับฟังรับความคิดเห็นจากองค์กรภาคประชาสังคมและองค์กรภาคประชาชนในพื้นที่ทุกกลุ่ม ไม่ใช่รับฟังองค์กรที่จัดตั้งโดยรัฐอย่างเดียว

อับดุลเราะมัน มอลอ : โมเดลที่ดีที่สุดคือการไม่มีโมเดล

อาจารย์อับดุลเราะมัน มอลอ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ กล่าวว่า เมื่อได้ยินข่าวเกี่ยวกับ ครม. ส่วนหน้า แอบหวังลึกๆ ว่าจะเป็นการปูทางเพื่อการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนตามคำเรียกร้องของปัญญาชนชายแดนใต้/ปาตานีในอดีตเมื่อเกือบ 70 ปีที่แล้ว แต่หลังจากตามเก็บข้อมูลเกี่ยวกับ ครม. ส่วนหน้า มาระยะหนึ่ง ส่วนตัวก็ไม่รู้สึกว่ามีอะไรพิเศษ

อับดุลเราะมัน มอลอ กล่าวอีกว่า เท่าที่เห็นข้อมูลหนึ่งใน 9 ยุทธศาสตร์สำคัญที่ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ ครม. ส่วนหน้าขับเคลื่อนก็มีประเด็นเกี่ยวกับการพูดคุยสันติสุขอยู่ด้วย ถือเป็นสิ่งที่ดี การรักษาช่องทางการสื่อสารระหว่างกันถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะอย่างน้อยที่สุดก็ช่วยหล่อเลี้ยงใจประชาชนในพื้นที่ ว่าสองฝ่ายคุยกันอยู่ สักวันสถานการณ์คงจะดีขึ้น อย่างน้อยก็มีผลทางจิตวิทยา

อับดุลเราะมาน กล่าวอีกว่า เมื่อพูดถึงการเจรจาสันติภาพหรือพูดคุยสันติสุข ประชาชนคาดหวังว่ากระบวนการนี้จะนำมาซึ่งการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อสถานการณ์ชายแดนใต้/ปาตานี กระบวนการต่างๆ ของ ครม. ส่วนหน้าจึงควรตอบโจทย์ประเด็นนี้ ซึ่งตนได้ยกคำพูดของ พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาค 4 คนใหม่เกี่ยวกับยุทธวิธีของท่านที่ว่า “แผนคือไม่มีแผน” โดยส่วนตัวมองว่าการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้/ปาตานี “โมเดลที่ดีที่สุดคือไม่มีโมเดล” คือควรเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนออกแบบโมเดลของตัวเองแล้วนำเสนอต่อสังคม