หลากทัศนะต่อครม.ส่วนหน้า(2) มุมมองนักรัฐศาสตร์ “ต้องทำงานเชิงนโยบาย ต้องหลากหลายและต้องทบทวนอดีต”

ทัศนะนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ต่อ ครม.ส่วนหน้าที่กำลังจะเริ่มงานในไม่ช้านี้เพื่อการขับเคลื่อนงานการแก้ปัญหาภาคใต้ อาจารย์ มรภ.สงขลามองว่า ครม.ส่วนหน้าที่ไม่มีการทำงานหรือการผลักดันนโยบายก็เป็นได้เพียงการแก้ปัญหาทางเทคนิคในขณะที่อาจารย์รัฐศาสตร์รามคำแหงมองว่าเป็นก้าวย่างที่ดีแต่ยังไม่มีตัวแทนคนในพื้นที่

ดร.บูฆอรี ยีหมะ : เมื่อไม่ทำงานเชิงนโยบาย ทำงานเชิงเทคนิค ก็ไม่มีอะไรใหม่

ผศ.ดร.บูฆอรี ยีหมะ อาจารย์สาขารัฐศาสตร์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์และอดีตรองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษา มรภ.สงขลา กล่าวว่า จากที่ได้ติดตามจากข่าวเห็นว่า ครม.ส่วนหน้ามีหน้าที่อยู่สองประการคือ ประสานงานระหว่างหน่วยปฏิบัติในพื้นที่กับอีกภารกิจหนึ่งคือการสื่อสารหรือรายงานตรงต่อนายกรัฐมนตรี ซึ่งดูแล้วมันไม่ได้ทำงานเชิงนโยบาย กำหนด คิดค้นหรือผลักดันนโยบายเพื่อแก้ปัญหาในพื้นหากนโยบายที่เห็นว่าที่ผ่านมาไม่เวิร์ก ซึ่งจะต้องแตกต่างจาก ครม.ที่อยู่ในกรุงเทพ

เมื่อไม่มีหน้าที่หรือการทำงานเชิงนโยบายก็ดูเหมือนว่าการตั้ง ครม.ส่วนหน้าไม่ได้มีอะไรใหม่ ซึ่งในอดีตก็เคยมีการตั้งหน่วยงานเพื่อประสานการทำงานของหน่วยราชการในชายแดนใต้ แต่ก็ไม่เห็นว่าจะสามารถบูรณาการอะไรได้ ซึ่งการทำงานแบบนี้มองว่าเป็นการทำงานเพื่อแก้ปัญหาเชิงเทคนิคหรือเชิงวิธีปฏิบัติมากกว่า

อาจารย์บูฆอรี กล่าวด้วยว่า หากพิจารณาโครงสร้างแล้วเห็นว่า ครม.ส่วนหน้ามีทหาร 10 คน เป็นพลเรือนเพียง 3 คน และเป็นข้าราชการทั้งหมด ฉะนั้นมุมมองการแก้ปัญหาของ ครม.ส่วนหน้าก็จะเป็นมุมมองแบบราชการที่ส่วนใหญ่เป็นทหารซึ่งเป็นเครื่องบ่งชี้ว่ามุมมองต่อปัญหาภาคใต้คือปัญหาด้านความมั่นคง และปัญหาด้านการศึกษาที่เห็นได้จากกรตั้ง รมช.ศึกษาธิการเป็นรองประธาน ทำไมไม่มีคนที่มาจากกระทรวงพัฒนาสังคม หรือ พม.หรือกระทรวงด้านเศรษฐกิจ หรือกระทรวงวัฒนธรรมเลย

“ท้ายที่สุด ครม.ส่วนหน้าก็เป็นเรื่องการทำงานเชิงเทคนิค ไม่ได้ทำงานเชิงนโยบายซึ่งไม่มีอะไรใหม่เลย ถ้าดูจากวัตถุประสงค์ที่ตั้งมาเพื่อการประสานงานระหว่างหน่วยปฏิบัติและเพื่อสื่อสารโดยตรงต่อนายกรัฐมนตรี คำถามคือแสดงว่าหน่วยงานในพื้นที่ทำงานสะเปะสะปะไม่ตอบโจทย์ความต้องการของพื้นที่ใช่หรือไม่ จึงจำเป็นต้องมีครม.ส่วนหน้า เป็นผู้ประสานงาน” อาจารย์บูฆอรี กล่าว

อย่างไรก็ตาม อาจารย์บูฆอรีกล่าวเสริมว่า การที่ ครม.ส่วนหน้ามีหน้าที่ประการที่สองที่ว่าต้องรายงานนายกรัฐมนตรีโดยตรง ซึ่งเป็นการลดขั้นตอนของระบบราชการ โดยไม่ได้มีอำนาจตัดสินใจอะไร ดังนั้นประโยชน์ที่ประชาชนในพื้นที่จะได้ก็คือ การส่งเสียงหรือมีข้อเรียกร้องต่างๆ ต่อครม.ส่วนหน้า แล้วครม.ส่วนหน้าก็จะรายงานตรงต่อนายกรัฐมนตรีในกรณีที่หน่วยงานปฏิบัติในพื้นที่ทำงานล่าช้า

ส่วนการมีครม.สวนหน้าจะเป็นการหนุนเสริมกระบวนการสันติภาพอย่างไรนั้น อาจารย์บูฆอรีมองว่าคนละส่วนกัน และยังมองไม่ออกว่าจะไปหนุนเสริมกระบวนการสันติภาพยังไง แต่ถ้า ครม.ส่วนหน้าทำหน้าที่ในข้อที่หนึ่งคือการประสานงานระหว่างหน่วยงานในพื้นที่ ก็จะเข้าไปช่วยกระบวนการพูดคุยให้เป็นไปในทิศทางที่ก้าวหน้ามากขึ้นได้ โดยเข้าไปประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการพูดคุยว่ามีปัญหา มีอุปสรรคอย่างไรก็จะเป็นการช่วยได้

“แต่อย่างไรก็ตาม ครม.ส่วนหน้าไม่ได้มีระบุในแง่บทบาทหน้าที่เชิงนโยบาย ก็เลยไม่รู้ว่าคิดอย่างไรกับกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุข แต่หากว่าเขาอยากเห็นการแก้ปัญหาชายแดนใต้ในทางที่ดีขึ้น ก็ต้องทำหน้าที่ประสานให้หน่วยงานต่างที่เกี่ยวข้องการการพูดคุยทำหน้าที่ให้มีความก้าวหน้าได้”

ดร.มูฮัมหมัดอิลยาส หญ้าปรัง : เป็น Good move แต่ยังคง Top down และไม่หลากหลาย

ดร.มูฮัมหมัดอิลยาส หญ้าปรัง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวถึงนโยบายการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในปัจจุบันว่ามีความต่อเนื่องมาจากนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2555-2557 ซึ่งจัดทำขึ้นตามพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2553 กล่าวคือเมื่อเกิดการรัฐประหารเปลี่ยนแปลงรัฐบาล หัวหน้า คสช. ก็ยังคงให้มีการใช้นโยบายดังกล่าวต่อไปโดยการออกเป็นประกาศ คสช. ที่ 98/2557

ในประกาศดังกล่าว มีสาระสำคัญเพิ่มขึ้นคือ ให้มีการแบ่งการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับนโยบาย ระดับแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติ และระดับหน่วยปฏิบัติ โดยระดับการแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติให้มีคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (คปต.)

มองในแง่ความต่อเนื่องของนโยบายสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลมีความมั่นใจว่าเดินมาถูกทางแล้ว โดยมองว่าปัญหาหลักหรือโจทย์ที่ต้องแก้ให้ได้คือการบูรณาการหน่วยงานต่างๆ เข้าด้วยกันและการขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติ การตั้ง ครม.ส่วนหน้าน่าจะมาตอบโจทย์หลักดังกล่าว ประกอบกับที่ผ่านมานายกในฐานะหัวหน้า คสช.ด้วยต้องเผชิญกับแรงต้านหลายด้าน การมีผู้รับผิดชอบโดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พลเอก อุดมเดช ซึ่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมอยู่ด้วยจึงถือว่าเป็นการจัดวางที่ดีและเมื่อดูจากคณะที่ประกอบขึ้นเป็น ครม. ส่วนหน้าต่างก็มีประสบการณ์อย่างยาวนานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในแง่ของการดำเนินนโยบายจึงถือว่าเป็น good move

อย่างไรก็ดี ครม.ส่วนหน้าไม่มีอำนาจวินิจฉัยสั่งการ ประกอบกับสมาชิก ครม.ไม่มีความหลากหลายในแหล่งที่มาของตัวบุคคลจึงขาดความรู้สึกของการเป็นตัวแทนของคนในพื้นที่ ครม.ส่วนหน้าจึงน่าจะยังคงเป็นเพียงกลไกหนึ่งของทางการจากหลากหลายกลไกในการแก้ไขปัญหาในลักษณะจากบนสู่ล่าง (top down) เท่านั้นเอง ไม่น่าจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากในเชิงของสันติภาพเชิงบวก    

รุ่งรวี  เฉลิมศรีภิญโญรัช : แนวทางแก้ปัญหาแบบปราบปรามล้มเหลวมา 12 ปีแล้ว

น.ส.รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช นักวิชาการและนักวิจัยอิสระ กล่าวถึงแนวทางการแก้ปัญหาความขัดแย้งในชายแดนใต้ด้วยการตั้งครม.ส่วนหน้าว่า ปัญหาใหญ่ในภาคใต้อยู่ที่แนวทางการแก้ปัญหาที่ต้องพร้อมที่จะพูดคุยในเรื่องการแบ่งปันอำนาจกับท้องถิ่นที่มีความแตกต่างในทางชาติพันธุ์ ภาษาและศาสนา หากแนวทางการแก้ปัญหายังคงรวมศูนย์อำนาจเช่นเดิม การมี ครม. ส่วนหน้าก็คงจะไม่ได้สามารถทำให้สถานการณ์ในภาคใต้ดีขึ้นได้ในระยะยาว

ส่วนเรื่องการพูดคุยสันติภาพนั้น รุ่งรวี มองว่าถ้าหากว่ารัฐบาลยังคงไม่ยอมรับว่ามาราปาตานีเป็นคู่สนทนาเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งในภาคใต้และไม่ยอมพิจารณาเรื่องการระงับการดำเนินคดีชั่วคราว (immunity) การมีครม. ส่วนหน้าก็คงไม่ได้ช่วยในการขับเคลื่อนให้การพูดคุยเดินไปข้างหน้าได้

"การใช้แนวทางการปราบปรามผสมกับการพัฒนาเพื่อแลกกับการสวามิภักดิ์กับรัฐไทยนั้นได้ถูกพิสูจน์มาแล้วว่าไม่ประสบความสำเร็จในช่วงกว่า 12 ปีที่ผ่านมา" น.ส. รุ่งรวี กล่าว

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

หลากทัศนะต่อครม.ส่วนหน้า(1) “นโยบายต้องชัดเจน ต้องฟังทุกกลุ่ม คนในพื้นที่ต้องมีส่วนร่วม”