รายงานพิเศษ: ผอ.สถานวิจัยความขัดแย้งฯ ม.อ.ปัตตานี วิเคราะห์บทบาท“ครม.ส่วนหน้า”แก้ปัญหาชายแดนใต้

สถานีวิทยุ ม.อ.ปัตตานี เผยแพร่รายงานพิเศษ : ผอ.สถานวิจัยความขัดแย้งฯ ม.อ.วิเคราะห์บทบาท “ครม.ส่วนหน้า” แก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ชี้จะเกิดบูรณาการ มีเอกภาพ และส่งตรงข้อมูลถึงนายกรัฐมนตรีทันที เสนอให้มีช่องทางเชื่อมโยงกับภาคประชาชน

จากกรณีที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติในฐานะสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เสนอแต่งตั้งผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบรายชื่อแล้ว จำนวน 13 คน

เกี่ยวกับเรื่องนี้ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวกับสถานีวิทยุ ม.อ.ปัตตานีว่าคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลคงทำงานตามเป้าหมายที่สั่งไว้ในคำสั่งที่ 57/2559 มาตรา 44 ของ คสช. ประเด็นสำคัญ คือ การมุ่งประสานงานทำให้เกิดการบูรณาการในระดับพื้นที่ในการจัดการนโยบายการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ การลงมาปฏิบัติงานโดยตรงในพื้นที่ ซึ่งเป็นผู้แทนของรัฐบาล เมื่อมีปัญหาขึ้น ก็สามารถมีส่วนร่วมแก้ปัญหาได้ทันที ด้วยการส่งข้อมูลจะส่งตรงไปที่คณะรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรี ในแง่ของประสิทธิภาพ เอกภาพ บูรณาการต่าง ๆ จึงน่าจะเป็นไปตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์

“คิดว่าไม่น่าจะมีอะไรที่ซ้ำซ้อนกับอำนาจกลไกปกติที่มีอยู่แล้ว เท่าที่ดูจากคำสั่งที่ประกาศเอาไว้ก็พยายามแยกบทบาทให้เห็นชัดเจน บทบาทหน่วยงานเดิมที่มีอยู่แล้ว เช่น กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า หรือว่า ศอ.บต.ก็จะทำงานภายใต้คณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ คปต. คำสั่งที่ 98 ปี 2557 มีการแยกแยะไว้อย่างชัดเจนตั้งแต่ระดับนโยบาย ระดับนำแผนสู่การปฏิบัติ และระดับปฏิบัติการในพื้นที่ เป็นโครงสร้างที่จัดไว้เป็นชั้น ๆ จำแนกแยกแยะเป็นส่วน ๆ ค่อนข้างจะชัดเจน อันนั้นเป็นอำนาจหน้าที่ทางกฎหมายในกระบวนการและวิธีการในการทำงานต่าง ๆ พอมาถึงระดับพื้นที่ผู้แทนพิเศษชุดนี้เหมือนเป็น ครม.ส่วนหน้า ที่จะมาเร่งกระบวนการภาคปฏิบัติในสนามอีกรอบโดยเชื่อมโยงโดยตรงในพื้นที่ และจากพื้นที่สู่อำนาจการตัดสินใจโดยตรงของนายกรัฐมนตรี ผ่าน ศอ.บต.ด้วยในโครงสร้างที่มีอยู่แล้ว ในแง่ของตัวหนังสือในกระดาษระบุไว้ชัดเจน แยกแยะ ในแง่ของการปฏิบัติจริงตามอำนาจหน้าที่ไม่น่าจะซ้ำซ้อนอะไรมาก ในแง่ภาคปฏิบัติไม่มีการซ้ำซ้อนตามแผนที่สร้างกันไว้จริง ๆ ภายในจะมีระบบ มีการจัดการ เรื่องการทำงานซึ่งต้องผ่านกระบวนการขั้นตอนการทำงานอยู่แล้ว คิดว่าคงไม่น่าจะมีปัญหากระทบอะไร”ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศรีสมภพ กล่าวและว่า

ดูจากรายชื่อและประสบการณ์ส่วนใหญ่แล้วหลายท่านเป็นระดับแม่ทัพ รองแม่ทัพ ทำงาน ศอ.บต.เป็นเลขาธิการ ก็ค่อนข้างจะมีประสบการณ์สูง ส่วนจุดเน้นของนโยบายการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ตั้งแต่ คสช.เข้ามา จะเน้นเรื่องเอกภาพ บูรณาการ และประสิทธิภาพ จุดนี้จะเป็นจุดสำคัญในแง่ของวิธีการทำงานและมีแผนมีนโยบายต่าง ๆ ที่ลงมาตามขั้น ๆ และเป็นไปตามนั้นอย่างมีประสิทธิภาพ

“แนวทางการทำงานกับพื้นที่ เข้าใจว่าคณะทำงานชุดนี้ต้องรับฟังเสียงคนในพื้นที่ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนา ภาคประชาชน ส่วนนี้ต้องให้ความสำคัญ คิดว่าเขาคงให้ความสำคัญในส่วนนี้มากพอสมควร ท่านคงจะเข้าใจดีว่าเป็นสิ่งที่ดีมากลดเงื่อนไขของความรุนแรง เปิดพื้นที่การทำงานของภาคประชาสังคม นักวิชาการ ผู้นำที่อยู่ในท้องถิ่นที่จะช่วยกันแล้วก็จะเป็นตัวที่จะมาถ่วงดุลกับการใช้ความรุนแรงที่เกิดขึ้น เป้าหมายที่สำคัญ คือ สามารถนำไปสู่การแก้ปัญหาความขัดแย้งรุนแรงที่เกิดขึ้นโอกาสเกิดสันติภาพ สันติสุข คือ เป้าหมายที่สำคัญ ถ้าเน้นเป้าหมายที่ว่านั้นคิดว่าคงช่วยได้จะทำให้เกิดการเปิดพื้นที่อย่างที่เคยมีที่เคยทำมาก่อน”ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศรีสมภพ กล่าว

ผู้อำนวยการสถานวิจัยความขัดแย้งฯ เสนอแนะด้วยว่า เพื่อให้ประชาชนเข้าถึง หรือกลไกการทำงานปกติได้เข้าถึงคณะผู้แทนพิเศษมากขึ้น น่าจะมีการเปิดให้ส่วนของภาคประชาชนเข้าถึงให้มากขึ้น ก็อาจจะผ่านกลไกเดิมที่มีอยู่แล้ว คือเข้ามาเสริมเอาข้อมูลรับตรงไปสู่การตัดสินใจหรือการแก้ปัญหาโดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเรื่องแผนปฏิบัติการต่าง ๆ เพราะว่าคณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจพิเศษเรื่องงบประมาณด้วย ทั้งเรื่องของการโอน เปลี่ยนแปลงรายการ การจัดการงบประมาณ ซึ่งอาจจะเกิดปัญหาหรือเป็นอุปสรรคขึ้นมา

“ถ้ารับฟังเสียงจากข้างล่างมาก็จะสามารถจัดการได้ถูกต้องทันตรงต่อความต้องการของประชาชนเป็นวิธีการหนึ่งในการจัดการที่ดีเพราะโครงสร้างในคำสั่งนี้จะเป็นโครงสร้างแบบTop Down จากบนสู่ล่าง ต้องเข้าใจว่าเป็นเรื่องของโครงสร้างการปฏิบัติราชการ ประเด็นการกระจายอำนาจการมีส่วนร่วมไม่ได้อยู่ในโครงสร้างนี้ซึ่งผู้ปฏิบัติในแง่คนที่ลงมาต้องทำอันนี้ให้เกิดขึ้นในวิธีปฏิบัติเป็นอำนาจที่จะต้องทำให้เหมาะสมให้มีกระบวนการมีส่วนร่วมให้มากขึ้น”ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศรีสมภพกล่าวและว่า

คณะผู้แทนพิเศษดังกล่าวจะทำงานสายตรงถึงท่านนายกรัฐมนตรี เป็นตามคำสั่งที่ระบุ รายงานตรงหรือมีปัญหาอะไรสามารถแจ้งตรงได้เลย แต่เดิมก็ผ่านสายงาน กลไกรับผิดชอบพิเศษอยู่แล้ว อันนี้มาเพิ่มอีกทางเชื่อมต่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เร็วขึ้น ไม่ได้มองในแง่ความซ้ำซ้อนหรือแย่งกันทำแต่มองในแง่การทำอย่างไรให้เกิดการบูรณาการมีประสิทธิภาพมากขึ้น ถ้ากลไกทำหน้าที่นี้จะช่วยได้มากขึ้น เป็นความพยายามในการที่แก้ปัญหาจุดที่ติดขัดให้ทำงานได้สะดวกคล่องตัวมากขึ้น ในคำสั่งไม่ได้ระบุอายุการทำงาน ก็จะทำงานต่อไปเรื่อย ๆ เพราะว่าเป็นกฎหมาย เป็นคำสั่งพิเศษตามมาตรา 44 เป็นกฎหมายอีก 1 ฉบับไม่ได้กำหนดเวลาไว้

โครงสร้างบริหารราชการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ผ่านมานั้น มีการพัฒนาการสูงมากกว่าที่อื่นในประวัติศาสตร์ในแง่ของการบริหารราชการแผ่นดิน เป็นความตั้งใจของรัฐจะแก้ปัญหาให้ดีขึ้นก็เลยมีกลไกโครงสร้างต่าง ๆ ทับซ้อนหลายส่วนเข้ามาช่วยมีการปรับกฎหมายใหม่ ๆ ตลอดเวลารวมคำสั่งนี้ก็เป็นอีกหนึ่งกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารที่เพิ่มเข้ามาตั้งแต่เรามีกฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคงภายใน การจัดการเรื่อง กอ.รมน.กฎหมายเกี่ยวกับ ศอ.บต.และก็มีคำสั่งของ คสช.ที่ 98 ซึ่งเป็นกฎหมายเหมือนกันที่ปรับใหม่เป็น คปต.แล้วก็จะมีคำสั่งปี 2559 คำสั่งที่ 14 ที่สั่งไว้ให้มีการแก้ปัญหาเรื่องของผู้แทนศอ.บต.ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างแล้วก็มาชุดนี้ผู้แทนรัฐบาลน่าจะเป็นกฎหมายที่ 5 ที่เข้ามานับแต่ปี 2550 2551 เป็นต้นมามีกฎหมาย 5 ฉบับแล้วที่เข้ามาในการจัดการปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีลักษณะพิเศษไม่เหมือนที่อื่น

“อยากเห็นว่าคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลจะทำอย่างไรให้เกิดกระบวนการส่งเสริมให้เกิดความก้าวหน้าเรื่องการพูดคุยสันติภาพสันติสุขซึ่งอันนี้สำคัญเป็นเป้าหมายของการแก้ปัญหาซึ่งจะต้องเดินควบคู่ไปกับการจัดการในเรื่องอื่นๆ ผมคิดว่าควรให้ความสำคัญ ส่วนที่เหลือทำตามแผนตามที่ตั้งใจไว้ ในแง่ของการประเมินเป้าหมายทำอย่างไรต้องมีลักษณะการประเมินอีกครั้งซึ่งเข้าใจว่ารัฐบาลก็คงมีการประเมินการทำงานของคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลด้วย”ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศรีสมภพกล่าว

พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าผู้แทนพิเศษ

ทั้งนี้คณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลจัดตั้งขึ้นตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 57/2559 เรื่องการปรับปรุงการบริหารเพื่อแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยผู้แทนพิเศษดังกล่าวจะทำหน้าที่ประสานงานระหว่างหน่วยปฏิบัติในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และสื่อสารโดยตรงกับนายกรัฐมนตรีเพื่อลดขั้นตอนการปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาที่ล่าช้า ทั้งนี้จะมีสำนักงาน “คปต.ส่วนหน้า” หรือคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในระดับพื้นที่ หรือ ครม.ส่วนหน้า เพื่อทำหน้าที่ฝ่ายธุรการและฝ่ายเลขานุการของคณะผู้แทนพิเศษด้วยมีทั้งสิ้น 13 คน ประกอบด้วย

·         พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นหัวหน้าผู้แทนพิเศษ

·         พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นรองหัวหน้าผู้แทนพิเศษ

·         พล.อ.อักษรา เกิดผล อดีตเสนาธิการทหารบก หัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุข

·         ล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 4

·         พล.อ.สกล ชื่นตระกูล อดีตแม่ทัพภาคที่ 4

·         พล.อ.ปราการ ชลยุทธ อดีตแม่ทัพภาคที่ 4

·         พล.ท.วิวรรธน์ ปฐมภาคย์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 4

·         พล.อ.จำลอง คุณสงค์ อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 4

·         พล.อ.มณี จันทร์ทิพย์ อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 4

·         พล.ต.ท.ไพฑูรย์ ชูชัยยะ อดีตผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้

·         นายภาณุ อุทัยรัตน์ อดีตเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เป็นเลขาธิการ ครม.ส่วนหน้า

·         นายจำนัล เหมือนดำ อดีตรองเลขาธิการ ศอ.บต.

·         นายพรชาต บุนนาค อดีตรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ

ที่มา http://psu10725.com/2558/?p=3003

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

หลากทัศนะต่อครม.ส่วนหน้า(2) มุมมองนักรัฐศาสตร์ “ต้องทำงานเชิงนโยบาย ต้องหลากหลายและต้องทบทวนอดีต”

หลากทัศนะต่อครม.ส่วนหน้า(1) “นโยบายต้องชัดเจน ต้องฟังทุกกลุ่ม คนในพื้นที่ต้องมีส่วนร่วม”