4 นักวิชาการสะท้อนเสียงประชาชนจากสนาม Peace Survey#2

15 องค์กรเครือข่ายเตรียมแถลงผลโครงการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ (Peace Survey) ครั้งที่ 2 ในวันที่ 1 ธ.ค. 2559 หลังจากลงพื้นที่เก็บข้อมูลประชาชนและผู้นำทางความคิดช่วงวันที่  15 ก.ค.- 23 ส.ค. 2559 ที่ผ่านมา ต่อยอดจากการสำรวจครั้งแรก ซึ่งโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ได้สอบถามความเห็น ความรู้สึกจากส่วนหนึ่งของคณะทำงานที่ลงพื้นที่เก็บข้อมูลเพื่อสะท้อนผลการสำรวจในบางแง่มุมโดยเฉพาะต่อกระบวนการสันติภาพที่กำลังดำเนินอยู่

เมธัส อนุวัตรอุดม นักวิชาการสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า

เมธัส กล่าวถึงการสำรวจครั้งนี้ว่าเป็นการทำ  peace survey ยังไม่ใช่การทำ peace poll แต่อย่างไรก็ตาม เป้าหมายที่ต้องการจริงๆ ของคณะทำงานคือการทำ peace poll ซึ่งคือกระบวนการสำรวจความคิดเห็นประชาชนที่คู่ขัดแย้งหลักเข้ามาร่วมคิดคำถามร่วมกับคณะผู้วิจัย เป็นคำถามที่ทั้งสองฝ่ายเห็นร่วมที่จะถามประชาชน

ดังนั้น peace poll ที่แท้จริงคู่ขัดแย้งจะมีบทบาทบทบาทเฉพาะตรงนี้ที่เป็นการร่วมออกแบบการเก็บข้อมูล แต่กระบวนการลงพื้นที่เก็บข้อมูล การประมวลผล การวิเคราะห์ผล คู่ขัดแย้งจะไม่มีสิทธิเข้าร่วมใดๆ แล้ว เป็นการทำงานของคณะผู้วิจัยทั้งหมด คู่ขัดแย้งจะไม่สามารถมาแทรกแซงผลได้เลย

เมธัส กล่าวว่าที่ยังไม่ทำ peace poll เพรากระบวนการสันติภาพชายแดนใต้ยังไม่ถึงขั้นที่คู่ขัดแย้งจะมานั่งทำงานร่วมกันหรือเปิดตัวเพื่อทำงานร่วมกันได้ และยังไม่มีคำถามที่ต้องถามมากมายที่เป็นการเจาะจงในเนื้อหาที่จะนำไปสู่ข้อตกลงสันติภาพ ดังนั้นตอนนี้เป็นเพียงการระดมคำถามจากภาคประชาสังคมหรือคณะนักวิชาการไปประมวลเป็นคำถามเท่านั้น  ส่วนหนึ่งเพราะคู่ขัดแย้งยังไม่ได้ตระหนักถึงเรื่องนี้อย่างที่ควรจะเป็นหรือยังไม่มีสมาธิกับเรื่องการสำรวจความเห็นในลักษณะนี้

อย่างไรก็ตามเมื่อถึงเวลาที่ต้องทำ peace poll จริงๆ คณะผู้วิจัยจะเชิญประชุมคู่ขัดแย้งเพื่อออกแบบสอบถามร่วมกัน ตัดสินใจร่วมกันว่าเป็นชุดคำถามทุกฝ่ายเห็นชอบพร้อมที่จะให้ไปถามประชาชน เพราะจะเป็นการสำรวจที่มีความชอบธรรม มีน้ำหนักและคู่ขัดแย้งต้องพร้อมที่จะยอมรับผลจากการสำรวจนั้น

เมธัส ยังกล่าวด้วยว่าภาครัฐจะต้องเปิดพื้นที่ให้ประชาชนสามารถพูดในสิ่งที่ตนเองอยากจะพูดมากขึ้น เพราะจะมีความสำคัญต่อการสำรวจหรือการสอบถามความเห็นประชาชน เพราะถ้าบรรยากาศปิด ประชาชนจะรู้สึกว่ามีข้อจำกัดในการแสดงความคิดเห็น เป็นกังวล ซึ่งบรรยากาศแบบนี้ทำให้ประชาชนมักตอบว่าไม่รู้ หรือไม่ขอตอบคำถาม ที่จะพบว่ามีมากกว่าเกณฑ์ปกติ ดังนั้น ถ้ารัฐบาลอยากรู้ว่าประชาชนคิดอะไรจริงๆ รู้สึกอย่างไรจริงๆ ก็ต้องเปิดพื้นที่และไม่ควรจำกัดสิทธิของประชาชน

อับดุลการีม ฮัสมะแอ สถาบันอ้สลาม มหาวิทลาลัยฟาฏอนี

อับดุลการีม กล่าวว่า การลงพื้นที่เก็บข้อมูลกับชาวบ้านซึ่งเป็นเรื่องใหม่มากสำหรับประชาชนในพื้นที่และเป็นแบบสอบถามที่มีคำถามที่มีจำนวนมาก ชาวบ้านจะมีหลายอารมณ์ บางคนตื่นเต้นพร้อมที่จะตอบ บางคนมีความรู้สึกโกรธ โดยเฉพาะเมื่อถามถึงความรู้สึกที่ต้องสูญเสียหรือถามเรื่องเกี่ยวกับสถานการณ์ความรุนแรง ทุกคนจะตอบจากสิ่งที่ตนเองสัมผัสได้

อับดุลการีม สะท้อนว่า ชาวบ้านทั่วไปอาจจะรู้เรื่องของกระบวนการสันติภาพที่มีขึ้นระหว่างฝ่ายรัฐไทยและกลุ่มคนเห็นต่าง แต่ก็พบว่าประชาชนทั่วไปยังให้ความสนใจต่อเรื่องนี้น้อย เพราะแม้จะรู้ว่ามีกระบวนการสันติภาพ แต่มักจะไม่รู้ในรายละเอียดของกระบวนการสันติภาพ เช่น มีใครเป็นตัวละครหลักบ้างของทั้งสองฝ่าย หรือกระบวนการเป็นอย่างไร

สำหรับประเด็นคำถามที่ประชาชนทั่วไปมักจะหลีกเลี่ยงหรือไม่อยากตอบจะเป็นคำถามที่เกี่ยวกับการเมือง เช่น คำถามต่อรูปแบบการปกครอง หรือถามเกี่ยวกับตัวแสดงหรือบุคคลต่างๆ ในทางการเมืองหรือในกระบวนการสันติภาพ เช่นคำถามว่าใครก่อเหตุ ใครมีส่วนร่วมในเหตุการณ์อย่างไร ประชาชนทั่วไปมักจะเลี่ยงหรือไม่พยายามตอบ

ดร.ฆายนีย์ ช.  บุญพันธ์ รักษาการหัวหน้าภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์  คณะวิทยาการจัดการ มอ.หาดใหญ่

ดร.ฆายนีย์ กล่าวถึงการทำงาน peace survey ว่าภูมิใจที่ได้ทำงานที่สำคัญสำหรับภาคใต้ และเป็นการทำงานที่สามารถรวมเครือข่ายกันได้ถึง 15 องค์กรและถือว่าเป็นการทำงานในสิ่งที่ใกล้ตัว และจากที่ได้ลงพื้นที่สัมภาษณ์เก็บข้อมูลจากผู้นำทางความคิดในพื้นที่พบว่าบรรดาผู้นำทางความคิดต่างมีความรู้ความเข้าใจต่อกระบวนการสันติภาพมากพอสมควรอยู่แล้ว

ดร.ฆายนีย์ กล่าวว่าผู้นำทางความคิดในพื้นที่ชายแดนใต้แต่ละคนค่อนข้างจะมีความชัดเจนในแนวทางของตนเอง ไม่ค่อยจะมีแบบแนวสายกลางหรือไม่รู้ไม่ขอตอบ คนที่มีความเชื่อมั่นในกระบวนการสันติภาพก็จะมีความเชื่อมั่นสูง พร้อมที่จะหนุนเสริม ในขณะที่บางคนที่ไม่มีความเชื่อมั่นจะมีข้อมูลสนับสนุนอย่างมั่นคงซึ่งส่วนใหญ่แล้วคนที่ไม่มีความเชื่อมั่นส่วนใหญ่เนื่องจากเห็นว่ากระบวนการสันติภาพไม่มีความต่อเนื่องโดยเฉพาะความคิดที่ว่าผู้นำในระดับสูงของรัฐบาลไทยไม่ผลักดันกระบวนการสันติภาพอย่างแท้จริง

ดร.ตายูดิน อุสมาน อาจารย์หลักสูตรสังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนา สถาบันราชภัฎยะลา

ดร.ตายูดิน กล่าวว่า จากที่ได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูล peace survey สองครั้ง ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับกระบวนการสันติภาพและมองว่าเป็นสิ่งที่ดี ชาวบ้านสามารถแสดงมุมมองต่อปัญหาที่เกิดขึ้นและร่วมกันหาทางออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งมองว่าการสำรวจนี้จะเป็นการนำข้อมูลของประชาชนไปบอกต่อกับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ประชาชนในพื้นที่เริ่มเห็นความสำคัญของการพูดคุย เห็นความสำคัญของกระบวนการสันติภาพ และที่สำคัญทำให้ทุกคนกล้าพูดเรื่องความขัดแย้งที่เกิดขึ้น สามารถแยกแยะชื่อขบวนการต่างๆ ที่กล่าวถึงในแบบสอบถาม เริ่มมีความเข้าใจกระบวนการที่ทั้งสองฝ่ายกำลังดำเนินการ

ดร.ตายูดิน กล่าวว่า เครื่องมือการเก็บข้อมูลประชาชนเช่นที่ดำเนินการทำ peace survey นี้มีความสำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการถามประชาชนว่าอยากได้อะไร ประชาชนมีข้อเสนออย่างไรต่อกระบวนการสันติภาพ และในกระบวนการสันติภาพนั้นประชาชนในพื้นที่ต้องการให้ทำอะไรก่อน ข้อเสนอข้อไหนที่ต้องเริ่มก่อน

อนึ่ง การสำรวจครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างคณะวิทยาการสื่อสาร มอ.ปัตตานี, สถาบันอัสสลาม มหาวิทยาลัยฟาฏอนี, สถาบันอิสลามและอาหรับศึกษา มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์, สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ มอ.ปัตตานี, คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา, คณะวิทยาการจัดการ มอ.หาดใหญ่, สถาบันสันติศึกษา มอ.หาดใหญ่, สถาบันวิจัยและพัฒนาสุขภาพภาคใต้ คณะแพทยศาสตร์ มอ.หาดใหญ่, สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล, ศูนย์ความเป็นเลิศด้านคณิตศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, มูลนิธิเอเชีย, ศูนย์ความร่วมมือทรัพยากรสันติภาพ, ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้, สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า และสภาประชาสังคมชายแดนใต้

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

15 องค์กรเตรียมลงสำรวจความคิดเห็นประชาชนต่อกระบวนการสันติภาพชายแดนใต้/ปาตานี