นักการเมืองจังหวัดชายแดนใต้ชี้การเรียกร้องเอกราชลดลง ประชาชนต้องการพื้นที่สันติ รัฐต้องเปิดพื้นที่ถกแถลง

นักการเมืองชายแดนใต้ร่วมเสวนาเพื่อเปิดพื้นที่และได้แลกเปลี่ยนปัญหาและหาทางออกร่วมกัน เพื่อลดความรุนแรงและส่งเสริมให้เกิดสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อวันที่ 26 ต.ค. ที่ผ่านมา โดยมีมูลนิธิเอเชียให้การสนับสนุน เห็นพ้องร่วมประณามผู้ก่อเหตุต่อเป้าหมายอ่อนและสนับสนุนการสร้างพื้นที่สันติ 

ประณามการก่อเหตุต่อเป้าหมายอ่อน สนับสนุนสร้างพื้นที่สันติ

เวทีเสวนาได้หยิบยกเรื่องพื้นที่ปลอดภัยซึ่งเป็นเรื่องหนึ่งในการพูดคุยสันติภาพ/สันติสุขขึ้นมาพิจารณา โดยอาจารย์อาทิตย์ ทองอินทร์ ซึ่งได้ศึกษาเรื่องนี้ในนามของมูลนิธิเอเซีย เป็นผู้เสนอผลการศึกษาแก่ที่ประชุม

แนวทางที่ได้จากการศึกษามีสามแนวทางคือ พื้นที่สาธารณะปลอดภัย พื้นที่ปลอดภัยภายใต้โครงการประชารัฐร่วมใจ และพื้นที่สันติ โดยที่ประชุมได้อภิปรายและแสดงความคิดเห็นต่อแนวทางทั้งสามอย่างกว้างขวาง โดยส่วนใหญ่สนับสนุนแนวทางพื้นที่สันติ ซึ่งมูลนิธิเอเซียจะได้นำไปประมวลและนำเสนอความเห็นต่อผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

ที่ประชุมเห็นร่วมกันว่าการวางระเบิดหน้าตลาดโต้รุ่ง อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานีเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2559 นั้น เป็นเรื่องที่ต้องถูกประณาม เพราะเป็นการใช้ความรุนแรงต่อเป้าหมายอ่อนและเป็นการทำให้พื้นที่สาธารณะเป็นพื้นที่ที่ไม่ปลอดภัย

ครม.ส่วนหน้าต้องแก้ปัญหาด้วยวิธีทางการเมือง แนวนโยบายควรมาจากข้างล่าง

ที่ประชุมได้อภิปรายถึงการแต่งตั้งคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลจำนวน 13 คน และมีข้อสังเกตว่าควรจะมีผู้แทนจากภาคประชาชนในคณะผู้แทนพิเศษฯ ในส่วนของภารกิจนั้นนอกจากจะมาดูแลเรื่องการบูรณาการงานของกระทรวงต่างๆ แล้ว ควรติดตามเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณให้เกิดผลอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยด้วย นโยบายประชารัฐร่วมใจควรเน้นจากล่างขึ้นบน คือจากประชาชนสู่รัฐตรงตามชื่อ ไม่ใช่จากรัฐลงสู่ประชาชนซึ่งจะกลายเป็นรัฐ-ประชามากกว่า

ที่ผ่านมากลไกรัฐมักให้คนนอกพื้นที่มารับผิดชอบการบริหารราชการ ซึ่งไม่ค่อยมีเวลาในการทำความรู้จักกับผู้คน สถานที่ สังคมและโอกาสทางเศรษฐกิจ ในส่วนของนโยบายทางเศรษฐกิจที่เน้นการเกษตร การแปรรูปผลิตผลการเกษตร และการท่องเที่ยวชุมชนนั้น ยังมีความไม่พร้อมในหลายด้าน โดยเฉพาะการเข้าถึงเกษตรกรและชุมชนที่มีความพร้อม ขณะเดียวกันต้องแก้ไขปัญหาที่เร่งด่วน คือปัญหายาเสพติดด้วย

นอกจากนี้ ที่ประชุมมีความเห็นว่าการแก้ไขปัญหาต้องใช้วิธีการทางการเมือง ต้องรับฟังความเห็นของประชาชนเป็นสำคัญ การให้คนนอกมาแก้ไขปัญหานั้นมักไม่ถูกจุด ส่วนจะให้คนในพื้นที่ที่มาช่วยกันแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิผลนั้น จำเป็นต้องมีการรวมตัวกันทางการเมือง โดยการสนับสนุนของมวลชน เช่น เป็นพรรคการเมืองที่อาจมีเสียงข้างมากในพื้นที่ และมีนโยบายที่สอดคล้องกับสภาพการณ์ในพื้นที่ ต้องรู้ทั้งประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และแหล่งทรัพยากรของตนเองด้วย 

ผู้เห็นต่างเรียกร้องเอกราชลดลง ประชาสังคมต้องเปิดเวทีพูดคุย

เวทีเสวนานักการเมืองชายแดนใต้ได้อภิปรายแลกเปลี่ยนในประเด็นผู้เห็นต่างที่ดูเหมือนว่าจะมีวิวัฒนาการทางความคิด โดยเห็นว่าเสียงเรียกร้องเรื่องเอกราชได้ลดลง แต่มีเสียงเรียกร้องในเรื่องการกำหนดใจตนเองของคนในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องรูปแบบการกำหนดใจตนเองดังกล่าว

นักการเมืองที่ร่วมเสวนาเห็นพ้องในเรื่องนี้ว่าต้องมีการเปิดพื้นที่การถกแถลงและการทำความเข้าใจร่วมกันในภาคประชาชน ส่วนภาคประชาสังคมก็ควรทำหน้าที่จัดเวทีพูดคุยและสังเคราะห์ความคิดเห็นในเรื่องนี้เช่นกัน อนึ่ง การเปิดพื้นที่ดังกล่าว ต้องเปิดให้ฝ่ายที่เห็นต่างได้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นได้อย่างปลอดภัย นั่นคือแปลงเปลี่ยนการต่อสู้มาสู่วิถีทางการเมืองในแนวทางสันติวิธี ในขณะเดียวกัน หากผู้เห็นต่างได้ก้าวข้ามความคิดเดิมไปบ้างแล้ว ประชาชนในพื้นที่ควรเอาใจใส่และสนับสนุนการแปลงเปลี่ยนที่เกิดขึ้นนี้ ตลอดจนสนับสนุนกระบวนการพูดคุยสันติภาพ/สันติสุขอย่างจริงจังด้วย