ศูนย์สุขภาพจิตจับมือเหล่ากาชาดนราฯ เตรียมลงซ้อมแผนเผชิญเหตุปกป้องนักเรียนจากเหตุรุนแรง

ศูนย์สุขภาพจิตที่ 12 ร่วมกับเหล่ากาชาดนราธิวาส และ สพป.เขต 2 หารือซ้อมแผนเผชิญเหตุปกป้องเด็กจากเหตุรุนแรงภายในหรือบริเวณใกล้ๆโรงเรียน ย้ำเด็กต้องได้รับการดูแล ต้องไม่ปล่อยให้ครูและเด็กต้องเผชิญซ้ำๆอีกต่อไป เพราะ 10 ปีมีเด็กเป็นเหยื่อ 1,620 รายแล้ว

ศูนย์สุขภาพจิตที่ 12 กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับเหล่ากาชาดจังหวัดนราธิวาสและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส (สพป.) เขต 2 (รับผิดชอบพื้นที่ อ.ตากใบ อ.แว้ง อ.สุคีริน สุไหงโก-ลก และ อ.สุไหงปาดี) ร่วมประชุมหารือเรื่อง“เตรียมความพร้อมเผชิญเหตุในโรงเรียนจังหวัดนราธิวาส” ณ ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา โดยมีครูและผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาในจังหวัดนราธิวาสเข้าร่วมประมาณ 200 คน

ทั้งนี้ เพื่อหารือและทำความเข้าใจให้แก่ครูและผู้บริหารโรงเรียน สพป.นราธิวาส เขต 2 ในเรื่องการซ้อมแผนเผชิญเหตุในโรงเรียน เพื่อปกป้องไม่ไห้เด็กได้รับผลกระทบหรือได้รับผลกระทบน้อยที่สุด เมื่อต้องเผชิญเหตุในโรงเรียนหรือบริเวณใกล้ๆโรงเรียน ซึ่งแผนเผชิญเหตุ ออกแบบโดยศูนย์สุขภาพจิตที่ 12

โดยแผนเผชิญเหตุดังกล่าวมีหลายอย่าง เช่น ขั้นตอนการอพยพเพื่อไม่ให้เกิดการบาดเจ็บ การวางแผนพังภายในโรงเรียนว่าอาคารไหนควรเป็นศูนย์กลางให้เด็กมาอยู่ในระหว่างเกิดเหตุ แผนที่จะให้ชุมชนเข้ามามีส่วนช่วยเหลืออย่างไร ใครจะเป็นผู้บัญชาการในระหว่างเกิดเหตุ และใครจะเป็นผู้ที่ติดต่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นต้น

แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิตที่ 12 กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2004 -2014 ข้อมูลจากศูนย์ประสานงานวิชาการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศว.ชต.) พบว่า มีเด็กเป็นเหยื่อของความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 1,620 คน บาดเจ็บ 1,300 คน พิการ 23 ราย เสียชีวิต 250 ราย

โดย 50% ของเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อเด็กคือเหตุเกิดบนถนน มีเด็กได้ผลกระทบมีตั้งแต่อายุ 1 ขวบจนถึง 18 ปี แต่มากที่สุดคือช่วงอายุ 13-16 ปี นอกจากนี้โรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุไม่สงบในพื้นที่มีประมาณ 1,000 โรง

“เหตุผลสำคัญของการซ้อมแผนเผชิญเหตุภายในโรงเรียนคือ เพื่อให้เกิดความมั่นใจและสามารถตอบสนองในช่วงเกิดเหตุจริงได้ และการซ้อมแผนเผชิญเหตุอย่างต่อเนื่อง จะทำให้เกิดความเคยชินและสามารถจัดลำดับก่อนหลังได้ สอดคล้องกับในต่างประเทศที่มีการซ้อมแผนเผชิญเหตุเป็นเรื่องปกติ” แพทย์หญิงเพชรดาว กล่าว

แพทย์หญิงเพชรดาว กล่าวอีกว่า วัตถุประสงค์ของซ้อมแผนเผชิญเหตุในโรงเรียน 1.เพื่อเป็นแนวทางเตรียมความพร้อมรับมือในการปฏิบัติเมื่อเผชิญสถานการณ์วิกฤติในสถานศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวกับบุคคลในพื้นที่ 2.เพื่อให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องเกิดความรู้การเยี่ยวยาจิตใจ ทักษะ ในการเผชิญวิกฤตในสถานศึกษา 3.เพื่อพัฒนารูปแบบการเยี่ยวยาด้านจิตใจในสถานศึกษา

นางไขแสง ศักดา นายกเหล่ากาชาดจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า เหล่ากาชาดจังหวัดได้ขอความอนุเคราะห์กับจังหวัดนราธิวาสว่า ขอให้ความสำคัญกับเด็กเป็นอันดับแรกๆ เพราะเหตุไม่สงบที่เกิดขึ้น12 ปีแล้วเราไม่ควรปล่อยให้เด็กและครูต้องเผชิญเหตุซ้ำๆอีกต่อไป

“เพราะไม่มีใครบอกได้ว่าเหตุไม่สงบจะยุติอีกกี่ปี 12 หรือ 24 ปี ข้างหน้า แต่หากเราตั้งหลักได้เร็ว มีเครื่องไม้เครื่องมือและบุคลากรพร้อม อนาคตเราอาจจะได้รับความร่วมมือจากองค์กรระดับสากลด้วย ดังนั้นอยากให้ครูและผู้บริหารโรงเรียนกลับไปพูดคุยกับครูและชุมชนว่ามีความต้องการในซ้อมแผนเผชิญเหตุหรือเปล่า หากพร้อมส่งเสียงมาเราพร้อมที่จะทำงานด้วยแต่กัน แต่ไม่ได้บังคับหรือกดดันแต่อย่างใด” นางไขแสง กล่าว

นายภิรมย์ จีนธาดา รองผู้อำนวยการสพป.นราธิวาสเขต หากโรงเรียนใดสนใจอยากซ้อมแผนเผชิญเหตุ ทางผู้บริหารโรงเรียนสามารถแจ้ง สพป.นราธิวาส เขต 2 ได้ ไม่เกินวันที่ 5 พฤศจิกายน 2559 นี้ ทางสพป.จะประสานงานศูนย์สุขภาพจิตที่ 12 กับเหล่ากาชาดจังหวัดนราธิวาสต่อไป