คณะผู้แทนพิเศษรัฐบาลลงชายแดนใต้แจงภารกิจ 7 กลุ่มงาน ยันพูดคุยสันติสุขไม่หยุดชะงัก

คณะผู้แทนพิเศษรัฐบาลลงพื้นที่พบปะผู้นำศาสนา หัวหน้าส่วนราชการและภาคเอกชนในชายแดนภาคใต้ แจงภารกิจและหัวหน้าทีม 7 กลุ่มงาน พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ย้ำมาช่วยประสานงานให้แก้ปัญหาให้เร็วขึ้น ไม่ได้กำกับส่วนราชการ พล.อ.อักษรา ยืนยันการพูดคุยสันติสุขไม่ได้หยุดชะงัก ชี้ชีวิตผู้บริสุทธิ์ในพื้นที่สำคัญยิ่งกว่าศักดิ์ศรีใดๆ ขอเจ้าหน้าที่อย่าปฏิเสธการพูดคุยเพราะผู้ก่อเหตุจะแสดงศักยภาพ

คณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล ช่วยประสานงานให้แก้ปัญหาให้เร็วขึ้น

เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2559 เวลา 14.00 น. กองพลทหารราบที่ 15 ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะหัวหน้าผู้แทนพิเศษรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้พบปะส่วนราชการและภาคเอกชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 300 คน เพื่อทำความเข้าใจบทบาทหน้าที่และแนวทางการขับเคลื่อนภารกิจงานในพื้นที่ของคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล

พล.อ.อุดมเดช ชี้แจงว่า คณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล ถูกแต่งตั้งตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 229/2559 มีตนเป็นหัวหน้าผู้แทนพิเศษรัฐบาลและมี 7 กลุ่มภารกิจงาน ซึ่งคณะผู้แทนชุดนี้ไม่ได้มาทำหน้าที่กำกับส่วนราชการในพื้นที่ แต่ทำหน้าที่ช่วยประสานงานในข้อติดขัดต่างๆในการแก้ปัญหาให้เร็วขึ้น โดยจะรายงานต่อคณะกรรมขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (คปต.) ที่มีรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงเป็นประธาน ซึ่งจะรายงานต่อนายกรัฐมนตรีต่อไป

แจงภารกิจและหัวหน้าทีม 7 กลุ่มงาน

จากนั้นพล.อ.อุดมเดช ได้ให้ผู้รับผิดชอบในแต่กลุ่มภารกิจงานได้ชี้แจงถึงบทบาทหน้าที่ของแต่ละกลุ่ม ซึ่งประกอบด้วย 1.กลุ่มภารกิจรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน มี พล.อ.ปราการ ชลยุทธ รับผิดชอบ 2.กลุ่มภารกิจงานอำนวยความยุติธรรมและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ มีพล.อ.สกล ชื่นตระกูล และ  พล.ต.ท.ไพฑูรย์ ชูชัยยะ รับผิดชอบ

3.กลุ่มภารกิจงานสร้างความเข้าใจทั้งในและต่างประเทศเรื่องสิทธิมนุษยชน มีพล.อ.มณี จันทร์ทิพย์ รับผิดชอบ 4.กลุ่มภารกิจงานการศึกษา ศาสนาและศิลปวัฒนธรรม มีพล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ และ พล.ท.วิวรรธน์ ปฐมภาคย์ รับผิดชอบ 5.กลุ่มภารกิจงานพัฒนาศักยภาพในพื้นที่และคุณภาพชีวิตของประชาชน มีนายภาณุ อุทัยรัตน์ และนายจำนัล เหมือนดำ รับผิดชอบ

6.กลุ่มภารกิจงานเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐและการขับเคลื่อนนโยบาย มีพล.อ.จำลอง คุณสงค์ และนายพรชาต บุนนาค รับผิดชอบ และ 7.กลุ่มงานแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งโดยสันติวิธี มี พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ และพล.อ.อักษรา เกิดผล เป็นผู้รับผิดชอบ

พล.อ.อักษรา ยืนยันการพูดคุยสันติสุขไม่ได้หยุดชะงัก

อย่างไรก็ตาม ที่น่าสนใจคือกลุ่มงานแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งโดยสันติวิธี ซึ่งชี้แจงโดยพล.อ.อักษรา เกิดผล โดยอีกฐานะหนึ่งคือหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ทำหน้าที่พูดคุยกับกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ คือกลุ่มมาราปาตานี

พล.อ.อักษรา ชี้แจงว่า การแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งโดยสันติวิธีไม่ใช่สูตรสำเร็จของการลดเหตุรุนแรงในพื้นที่ ซึ่งกลุ่มงานนี้มี 2 งานสำคัญ คือการสร้างสภาวะแวดล้อมที่เกื้อกูลต่อการพูดคุยในประเทศ มีพล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ รับผิดชอบ ส่วนตนทำหน้าที่ไปพูดคุยกับกลุ่มผู้เห็นต่างที่จัดโดยผู้อำนวยความสะดวกคือประเทศมาเลเซีย ซึ่งในการสร้างสภาวะแวดล้อมนั้นเป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องช่วยกัน โดยมีกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.) และทุกหน่วยงานที่ลงมาทำงานในพื้นที่ต้องช่วยกัน

ชีวิตผู้บริสุทธิ์ในพื้นที่สำคัญยิ่งกว่าศักดิ์ศรีใดๆ

“ขอเรียนว่าการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความก้าวหน้าตามลำดับ ไม่ได้หยุดชะงักอย่างที่เป็นข่าว พอไม่ไปคุยก็หาว่าไม่ก้าวหน้า แต่พอไปคุยก็หาว่าเสียท่าซึ่งไม่ใช่ และผมไม่ได้พูดว่าไปเพื่อเสียศักดิ์ศรี เพราะชีวิตผู้บริสุทธิ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้สำคัญยิ่งกว่าศักดิ์ศรีใดๆ และผมไม่ได้ไปขอร้องใคร เพียงแต่ให้เขาแสดงความจริงใจในระยะการสร้างความไว้วางใจ เพื่อนำมาสู่การสร้างความร่วมมือเพื่อสร้างสันติสุขให้เกิดในพื้นที่ต่อไป แต่พอไปเขียนว่าหยุดคุย 1 ปี หรือไปขอร้องให้หยุด ท่านช่วยแก้ให้ผมด้วย ผมไปสู้เพื่อชีวิตและความปลอดภัยของพี่น้องทุกคน” พล.อ.อักษรากล่าว

 พล.อ.อักษรา ชี้แจงอีกว่า การแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้มี 3 ปัจจัย คือ กลุ่มผู้เห็นต่าง ฝ่ายเราคือส่วนราชการต่างๆทั้งในและนอกพื้นที่ และภาคประชาสังคม ภาคประชาชนในพื้นที่ซึ่งมีส่วนสำคัญที่สุดต่อกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุข เพราะความต้องการต่างๆโดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย จะผลักดันให้ผู้เห็นต่างยุติการใช้ความรุนแรงและสร้างสันติสุขโดยเร็ว

ขอเจ้าหน้าที่อย่าปฏิเสธการพูดคุยเพราะผู้ก่อเหตุจะแสดงศักยภาพ

พล.อ.อักษรา กล่าวด้วยว่า กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล เป็นความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน และอยู่ในนโยบายความมั่นคงแห่งชาติในปี 2560-2562 แล้วว่าจะมีกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขต่อไป เพราะฉะนั้นไม่มีคำพูดหรือการกระทำที่ปฏิเสธการร่วมมือ ยิ่งถ้าเจ้าหน้าที่รัฐพูดจะเกิดความเสียหายต่อกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุข ทำให้ผู้ก่อเหตุรุนแรงจะแสดงศักยภาพในพื้นที่และสร้างความเดือดร้อนต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่

พบปะผู้นำศาสนา 4 จังหวัดใต้

ด้านสำนักสารสนเทศและประชาสัมพันธ์ ศอ.บต.รายงานว่า ก่อนหน้านั้นเมื่อเวลา 09.00 น.วันเดียวกัน ที่กองพลทหารราบที่ 15 ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะหัวหน้าผู้แทนพิเศษรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมคณะลงพื้นที่พบปะและพูดคุยกับผู้นำศาสนาในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นำโดยนายแวดือราแม มะมิงจิ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี นายซาฟีอี เจะเลาะ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนราธิวาส นายเฉ็ม เหมมัน รองประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลา นายรุสดี บาเกาะ รองประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดยะลา ซึ่งมีการพูดคุยและเสนอแนะแนวทางการพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนในพื้นที่ โดยคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาลได้แจกแจงถึงกลุ่มภารกิจงานทั้ง 7 ภารกิจที่ต้องรับผิดชอบในพื้นที่อีกด้วย

พล.อ.อุดมเดช เปิดเผยหลังการประชุมว่า เป็นการประชุมครั้งที่ 2 ของสมาชิกผู้แทนพิเศษรัฐบาลทั้ง 13 คน หลังการประชุมครั้งแรกในวันที่ 6 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งวันนี้เป็นการเพิ่มความเข้าใจใน 7 ภารกิจงานที่ได้รับมอบหมายจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาล โดยได้พิจารณาพิเศษในกลุ่มภารกิจงานรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน อีกทั้งได้เน้นย้ำและให้น้ำหนักการมีส่วนร่วมของทุกกลุ่มในพื้นที่ ทั้งส่วนราชการ ภาคเอกชน ประชาสังคม และประชาชน เพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของพี่น้องในพื้นที่

พล.อ.อุดมเดช เปิดเผยต่อไปว่า การพบปะครั้งนี้ผู้นำศาสนาได้ขอบคุณและให้กำลังใจรัฐบาล ส่วนใหญ่เชื่อมั่นในความสามารถของสมาชิกคณะผู้แทนพิเศษฯ ทั้งนี้รัฐบาลต้องการให้คณะฯและหน่วยงานในพื้นที่ดำเนินงานด้วยสันติวิธี เนื่องจากซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่พระราชทานยุทธศาสตร์ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา

“ส่วนเรื่องความกังวลเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของคณะผู้แทนพิเศษฯนั้น ยืนยันว่าทำหน้าที่เพียงการประสานงานระหว่างพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กับส่วนกลาง เพื่อขับเคลื่อนงานในพื้นที่ให้เร็วขึ้น โดยไม่มีอำนาจในการสั่งการใดๆ” พล.อ.อุดมเดช กล่าว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

คปต.ส่วนหน้าแถลงความก้าวหน้า เน้นเสริมงานหน่วยพื้นที่แก้ไขปัญหาให้เร็วขึ้น

ระเบิดป่วน ยิงถล่มหลายจุดในชายแดนใต้ คล้อยหลังคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาลลงพื้นที่

พล.อ.อักษรา เกิดผล “ชีวิตผู้บริสุทธิ์ในพื้นที่สำคัญยิ่งกว่าศักดิ์ศรีใดๆ ขออย่าปฏิเสธการพูดคุย”

Ketua Deligasi Khas Kerajaan Turun Ke Selatan Berbincang Bersama Pemimpin Agama, Ketua Sektor Kerajaan Dan CSO