แม่ทัพปิยวัฒน์จัดพบปะ 20 องค์กรประชาสังคมครั้งแรก ชินวัฒน์แจงการพูดคุยฯ คืบหน้า

แม่ทัพภาคที่ 4 พบปะพูดคุยกับองค์กรเครือข่ายภาคประชาสังคมชายแดนใต้ ย้ำความสำคัญของการทำงานร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคม ชี้เป็นเป้าหมายสำคัญในการร่วมกันแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เกิดความสงบสุขโดยเร็ว ด้านภาคประชาสังคมแนะควรเชิญเครือข่ายภาคประชาสังคมอื่นๆ ด้วย เพื่อสร้างพื้นที่กลางที่แท้จริงและช่วยหนุนเสริมกระบวนการสันติภาพ ด้านตัวแทนคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขของรัฐบาลไทยชี้แจงถึงความคืบหน้าของการพูดคุยเพื่อสันติสุข

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุม 1 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร ตำบลเขาตูม อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี พล.ท.ปิยวัฒน์  นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ร่วมประชุมหารือระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับองค์กรภาคประชาสังคมกว่า 20 องค์กรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมด้วย พล.ท. ชินวัฒน์  แม้นเดช รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้าและคณะพูดคุยเพื่อสันติสุข นายศุภณัฐ  สิรันทวิเนติ  เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ พล.ต.ต. ทนงศักดิ์ วังสุภา รองผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้

ในที่ประชุมได้มีการนำเสนอสรุปสถานการณ์โดย กอ.รมน. ภาค 4 สน. พร้อมทั้งได้ชี้แจงแนวคิดยุทธศาสตร์ใหม่ของ ผอ.รมน. ที่ระบุว่า “กฎหมายนำ การทหารตาม การเมืองขยาย” โดยเป็นการให้ความสำคัญกับการต่อสู้กับความรู้สึกที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมของประชาชนในพื้นที่ด้วยการบังคับใช้กฎหมายไทยอย่างเสมอหน้ากัน ไม่มีการยกเว้นเจ้าหน้าที่รัฐที่ละเมิดกฎหมาย

ในขณะที่การใช้กำลังทางทหารนั้นจะเน้นไปที่การรักษาความมั่นคงปลอดภัยและการบังคับใช้กฎหมาย ส่วนงานการเมืองที่ต้องขยายคือการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งสร้างความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน นอกจากนี้ ยังมีการชี้แจงว่า กอ.รมน. ได้จัดให้มีแผนกภาคประชาสังคมอยู่ภายใต้สำนักสนับสนุนการพูดคุยเพื่อสันติสุขของศูนย์สันติวิธี เพื่อผลักดันการทำงานสร้างพื้นที่กลางและเรียกร้องให้ประชาชนเคลื่อนไหวเพื่อปฏิเสธความรุนแรง อันเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมตามภารกิจงานของสำนักเลขานุการ

พล.ท. ปิยวัฒน์  กล่าวในที่ประชุมว่าการทำงานด้านความมั่นคงอาจไม่สำเร็จลุล่วงได้หากขาดความร่วมมือจากองค์กรภาคประชาสังคม ซึ่งเป็นองค์กรที่เข้าใจประชาชนอย่างแท้จริง และการหารือในครั้งนี้ ก็เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เกิดความสงบสุขโดยเร็ว ตนเห็นด้วยที่จะต้องมีการพูดคุยกับคนที่เห็นต่างและจำเป็นที่ต้องได้รับความร่วมมือจากภาคประชาสังคม

“เราต้องให้อนาคตเขาก่อนว่าเขาได้อะไร เราจะมาทำให้เขาเห็นว่าเขาได้อะไร เราจะได้พูดคุยกันต่อไป ผมเห็นด้วย พวกท่านทั้งหลายก็ต้องช่วยผมด้วย” แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าว

ด้าน พล.ท.ชินวัฒน์ แม้นเดช หนึ่งในคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขของรัฐบาลไทยกล่าวถึงความคืบหน้าของการพูดคุยเพื่อสันติสุขที่มาเลเซียในที่ประชุมว่า การพบปะอย่างไม่เป็นทางการกับกลุ่มผู้เห็นต่างในวันที่ 25 ตุลาคมที่ผ่านมาได้มีการบรรลุข้อตกลงเป็นครั้งแรกในเรื่องการทำพื้นที่ปลอดภัยร่วมกัน โดยจะมีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมที่ประกอบไปด้วยผู้แทนของรัฐบาล กลุ่มมาราปาตานี และฝ่ายทางการมาเลเซียเพื่อทำงานร่วมกัน การประชุมหลังจากนั้นในช่วง 26 - 28 ตุลาคม ก็ได้มีการพิจารณารูปแบบของพื้นที่ปลอดภัยว่าควรเป็นแบบใด ซึ่งก็พบว่ามีการพูดคุยกันอยู่หลายรูปแบบในเวลานี้

เขากล่าวต่อว่า ที่ประชุมคณะทำงานร่วมได้มีการหารือรูปแบบของพื้นที่ปลอดภัยกันใน 4 รูปแบบ ได้แก่

1. พื้นที่ปลอดภัยในแบบที่มีการกำหนดขอบเขตชัดเจน ซึ่งอาจจะเป็นพื้นที่ในระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ ตามแต่จะตกลงกัน

2. พื้นที่สาธารณะปลอดภัยตามข้อเสนอของคณะทำงานวาระผู้หญิง

3. รูปแบบการลดความรุนแรงต่อเป้าหมายบุคคล ซึ่งอาจจะพิจารณาตามกลุ่มอาชีพต่างๆ ที่เป็นเป้าหมายอ่อนแอ รูปแบบนี้นำเสนอโดยนายภาณุ อุทัยรัตน์

4. แบบอื่นๆ ที่เปิดช่องให้มีการพิจารณา แต่อยู่บนความเห็นพ้องต้องกันของทุกฝ่าย และขึ้นอยู่กับว่าจะสามารถทำได้ในทางปฏิบัติมากน้อยเพียงใดด้วย

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทางคณะทำงานเชิงเทคนิคดังกล่าวกำลังอยู่ในระหว่างการจัดทำรายงานการประชุมเพื่อส่งให้คณะพูดคุยของแต่ละฝ่ายพิจารณาข้อหารือ หลังจากนั้น พล.อ.อักษรา เกิดผล จะได้เรียกประชุมคณะพูดคุยฯ เพื่อพิจารณากันในภายหลัง

“ทั้งหมดนี้เพียงเพื่อจะแจ้งให้ทุกท่านทราบว่าการพูดคุยมีความก้าวหน้าอยู่เป็นระยะ แต่ไม่ง่าย สิ่งที่จะทำให้การพูดคุยเกิดผลเป็นรูปธรรมคือการทำงานของภาคประชาสังคมในพื้นที่ เพราะฉะนั้นทุกท่านต้องเดินให้เต็มที่เพื่อเรียกร้องพื้นที่ปลอดภัยและปฏิเสธความรุนแรงทุกรูปแบบ เพื่อกดดันให้ให้ผู้ที่ใช้ความรุนแรงกลับเข้าสู่การพูดคุยและมีข้อตกลงร่วมให้ได้” พล.ท.ชินวัฒน์ กล่าว

พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ชี้แจงว่า กรอบเวลาในการแก้ไขปัญหาของ กอ.รมน. กำลังเข้าสู่ระยะที่สองตอนปลาย กล่าวคือสถานการณ์กำลังดีขึ้นจนเกือบจะเป็นอยู่ในภาวะปกติ โดยก่อนหน้านี้แบ่งออกเป็นสามระยะ คือ 1. ปี 2547-2553 การควบคุมสถานการณ์ ทำการหยุดเลือดไหล เพราะมีความวุ่นวาย มีก่อความไม่สงบทั่วพื้นที่ 2. ปี 2554-ปัจจุบัน สร้างความเข้มแข็งฝ่ายพลเรือน ถอนกำลังทหารจากภูมิภาคอื่นกลับที่ตั้ง ตำรวจขยายกำลังมากขึ้น เพิ่มกำลังของฝ่ายปกครองให้เข้มแข็ง ก่อนที่จะเข้าสู่ระยะที่ 3. ระยะการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยการถ่ายโอนภารกิจการการบริหารแบบปกติโดยผู้ว่าฯ เดิมรัฐบาลวางไว้ว่าจะสามารถเปลี่ยนผ่านได้ในปีนี้ นั่นก็ยังมีบางปัจจัยที่ต้องพิจารณาประกอบก่อนการตัดสินใจอีกครั้ง

ด้านนายศุภณัฐ สิรันทวิเนติ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้กล่าว ขอบคุณถึงองค์กรภาคประประชาสังคมในพื้นที่ทุกองค์กร เพราะองค์กรเหล่านี้ถือว่าได้ทำงานเพื่อบ้านเมืองและเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง สามารถเปรียบได้ว่าเป็นปีกขวาของการพัฒนาพื้นที่อย่างแท้จริง และเจ้าหน้าที่ภาครัฐ เป็นปีกซ้ายในการช่วยสนับสนุน บางครั้งการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐมีความคิดที่แตกต่างไปบ้าง แต่เมื่อได้ร่วมลงมือทำแล้วความสำเร็จจึงได้เกิดขึ้น เพราะทุกภาคส่วนย่อมมีคำถามอยู่ในใจเสมอว่า “จะทำอย่างไร ให้บ้านเมืองเกิดความสงบและสันติสุข” ทำให้ทุกภาคส่วนสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่นตลอดไป

ขณะที่นายมูฮำมัดอายุบ ปาทาน ประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ กล่าวว่า ภาคประชาสงคมขับเคลื่อนไม่ได้ต้องการอำนาจรัฐ แต่ต้องการนำเสนอความต้องการของประชาชนว่าต้องการอะไรหรือต้องการเห็นการพูดคุยเพื่อสันติภาพแบบไหน และคนทำงานภาคประชาสังคมมีมากกว่าที่มาร่วมประชุมในวันนี้ แม้บางกลุ่มจะมีความเห็นที่แตกต่างกันแต่มีเป้าหมายเดียวกัน คือหาทางออกโดยไม่ใช้ความรุนแรง วันนี้จึงถือว่ายังไม่ประสบความสำเร็จสำหรับคนจัดประชุมในวันนี้ เพราะยังขาดเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่ชายแดนใต้อีกส่วนหนึ่ง

“จะเห็นได้ว่าบางครั้งเรานับเขาเป็นปัญหา แต่เมื่อมีการพูดคุยเพื่อที่จะช่วยกันแก้ไขปัญหา เรากลับไม่นับเขาเข้ามาร่วมพูดคุยด้วย ซึ่งในความเป็นจริงแล้วกระบวนการสันติภาพจะต้องนับรวมทุกคนมาสู่การแก้ไขปัญหา” ประธานสภาประชาสังคมฯ กล่าว

นายมูฮำมัดอายุบย้ำด้วยว่า ประเด็นที่สำคัญคือ จะทำอย่างไรให้เกิดการรายงานข่าวอย่างมีวิสัยทัศน์ ที่สามารถชี้ให้เห็นคุณค่าของกระบวนการสันติภาพ ให้สามารถแทรกซึมลงสู่พื้นที่ให้ผู้คนได้ตระหนักว่า การต่อสู้ของประชาสังคมโดยไม่ใช้ความรุนแรงมีความสำคัญอย่างไร

นายรักษ์ชาติ สุวรรณ เครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพ กล่าวว่า ที่ผ่านมาก็มีการจัดเวทีของชาวพุทธรวมไปถึงพระภิกษุด้วย พบหลายประเด็นที่น่าเป็นห่วง เช่น ในช่วงที่ผ่านมามีเหตุร้ายที่เกิดกับชาวพุทธหลายกรณี แต่ชาวมุสลิมเองก็มีเหตุร้ายที่เกิดกับชาวมุสลิมเช่นกัน จะรักษาความปลอดภัยกันอย่างไร หรือข่าวลือต่างๆ จากโซเชียลมีเดียทั้งเฟสบุ๊คและไลน์ที่สร้างความหวาดกลัว เราจะจัดการกันอย่างไร เป็นต้น

ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ กล่าวว่า แนวทางการพัฒนาด้านเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่สำคัญแต่จะต้องทบทวนให้ดีว่าจะทำอย่างไรไม่ให้กลายการพัฒนาจากบนลงล่าง แต่เป็นการพัฒนาที่ตรงกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง อีกประเด็นที่สำคัญคือการสร้างพื้นที่กลางที่จะช่วยหนุนเสริมการพูดคุยเพื่อสันติภาพได้ ที่หากพิจารณาตามทฤษฎีแล้ว ผู้ที่ทำงานอยู่ในระดับรากหญ้าในปัจจุบันมีอยู่เยอะมาก ดังนั้นการถึงผู้คนเหล่านั้นอย่างทั่วถึงจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ อย่างในห้องประชุมวันนี้ก็ยังมีอีกหลายกลุ่มที่ไม่ได้เข้ามาร่วมด้วย หากสามารถเชิญเข้ามาร่วมประชุมด้วยกันได้ก็จะถือได้ว่าที่ประชุมแห่งนี้เป็นพื้นที่กลางอย่างแท้จริง