ย้อนมอง“5 สายธารความขัดแย้งชายแดนใต้/ปาตานี” หนึ่งทศวรรษเวทีวิจัยมนุษยศาสตร์ไทย

หนึ่งทศวรรษเวทีวิจัยมนุษยศาสตร์ไทย 5 บทความวิชาการว่าด้วยชายแดนใต้/ปาตานี ชี้สถานศึกษาอิสลามเป็นสนามต่อรองอำนาจ ความรู้จากนักบูรพาคดีที่ตีกรอบตัวตนและอัตลักษณ์คนมลายู เผยสำนึกและความต้องการอิสรภาพ ขณะที่บริบทโลกปัจจุบันเอื้อให้มุสลิมมีพื้นที่ทางการเมืองนำสังคมสู่สันติภาพ และการศึกษาคือโอกาสของผู้หญิง

ประเด็นเฉพาะหน้าของความรุนแรงในชายแดนใต้หรือปาตานีขณะนี้ คือทุกคนทุกฝ่ายจะปกป้องชีวิตผู้บริสุทธิ์ได้อย่างไร เพราะดูเหมือนความรุนแรงจะยิ่งกลบเกลื่อนรากเหง้าของความขัดแย้งไปมากแค่ไหนแล้ว หรือกระบวนการสันติภาพจะผลักดันให้เปิดพื้นที่ถกกันถึงรากแก่นของปัญหาได้ถึงไหนก็ยังไม่รู้ แต่การเรียนรู้เพื่อเข้าใจ ย่อมเป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาได้ตลอดเวลา

เมื่อวันที่ 19-20 กันยายน 2559 ที่ผ่านมา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ร่วมกับ กองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดประชุมวิชาการระดับชาติ เวทีวิจัยมนุษยศาสตร์ไทย ครั้งที่ 10 ภายใต้หัวข้อ “คลุมเครือ เคลือบแคลง เส้นแบ่ง และพรมแดนในมนุษยศาสตร์” ณ โรงแรมราชมังคลาสงขลา เมอร์เมด อ.เมือง จ.สงขลา

5 บทความวิชาการย้อนมองสายธารความขัดแย้งชายแดนใต้/ปาตานี

เป็นเวทีวิจัยที่มีนักวิชาการชื่อดังจำนวนมากร่วมแลกเปลี่ยน อาทิ ศ.ดร.สุวรรณา สถาอานันท์ รศ.ดร.ธัญญา สังขพันธานนท์ ผศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร ผศ.ดร.อนุสรณ์ อุณโณ ผศ.ดร.ทวีศักดิ์ เผือกสม ฯลฯ โดยมีการนำเสนอผลงานทางวิชาการที่ผ่านการคัดเลือก 36 บทความ ในจำนวนนี้มีงานวิชาการที่เกี่ยวข้องกับชายแดนใต้/ปาตานี 5 เรื่อง ได้แก่

1. อัตลักษณ์แบบผสมผสานกลายพันธุ์ของผู้หญิงมุสลิมปาตานี “สามรุ่น” ผ่านระบบการศึกษาแผนใหม่ ระหว่าง พ.ศ.2500-2525 โดย ทวีลักษณ์ พลราชม จากสำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

2. การศึกษาอิสลามในสามจังหวัดภาคใต้: เวทีแห่ง การปะทะสังสรรค์กันระหว่างความรู้ ความเชื่อ อำนาจ และการดำรงรักษาความเป็นตัวตนของชาวมลายูปาตานี โดย ดร.มูฮัมหมัดอิลยาส หญ้าปรัง จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

3. บูรพาทิศนิยมกับการศึกษาภูมิภาคมลายู: ศึกษาพัฒนาการในแหลมมลายูจนถึงยุคเอกราช ทศวรรษ 2450-2460 โดย ดร.นุมาน หะยีมะแซ จากคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

4. ความเป็นมาเลย์: รากฐานทางความคิดของชาวมาเลย์ถึงการปรากฏตัวตนของมลายูปาตานีในปัจจุบัน โดย ดร.นิพนธ์ โซะเฮง จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

5. การเมือง ความศรัทธา และสันติภาพ: เส้นแบ่งที่ลางเลือนของพรรคการเมืองมุสลิมในประเทศไทย โดย อิมรอน ซาเหาะ จากสภาประชาสังคมชายแดนใต้ และศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้

มูฮัมหมัดอิลยาส หญ้าปรัง : สถานศึกษาอิสลามเป็นสนามต่อรองอำนาจ

ดร.มูฮัมหมัดอิลยาส นำเสนอถึงการศึกษาอิสลามในสามจังหวัดภาคใต้ ซึ่งมองว่าระบบการศึกษาอิสลามมักถูกนับว่าเป็นเรื่องที่บริสุทธิ์และศักดิ์สิทธิ์ ระบบการศึกษาอิสลามในแง่หนึ่งแล้วเป็นเครื่องสะท้อนความพยายามของชุมชนศาสนาในการดำรงรักษาความเชื่อทางศาสนาเอาไว้

“ความรู้อิสลามที่ถูกถ่ายทอดผ่านระบบการศึกษาปอเนาะและโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามเป็นสนามของการแข่งขัน ปะทะ ต่อรองทางอำนาจทั้งภายในสังคมมลายูเองและระหว่างสังคมมลายูและสังคมไทย”

ความรู้อิสลามในปาตานีในแง่นี้เป็นการต่อรองกันของความรู้อิสลามที่มาจากตัวบทคัมภีร์ ความเชื่อเรื่องความบริสุทธิ์ของอิสลามที่ส่งผ่านมายังอูลามาอ์(นักปราชญ์)ปาตานี อำนาจครอบงำของรัฐไทย และการพยายามรักษาความเป็นตัวของตัวเองของชุมชนมุสลิมมลายูปาตานี

3 ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงและมีพลวัต

ดร.มูฮัมหมัดอิลยาส นำเสนอต่อไปว่า นั่นทำให้เห็นว่า การศึกษาอิสลามในพื้นที่มีการเปลี่ยนแปลงและมีพลวัตตลอด แต่ยังคงยึดโยงกับความพยายามในการดำรงรักษาความเป็นตัวตนของชาวมลายูมุสลิมปาตานีเอาไว้ นับตั้งแต่ช่วงแรกการศึกษาอิสลามในปาตานีที่เน้นการถ่ายทอดความรู้โดยตรงจากตำราที่นักปราชญ์ชาวปาตานีซึ่งเป็นที่ยอมรับระดับโลกเขียนขึ้น

มาถึงช่วงที่สอง ความพ่ายแพ้ของปาตานีเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้การผลิตสร้างความรู้อิสลามในปาตานีเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่วางอยู่บนโลกทัศน์เชิงนานาชาตินิยมไปเป็นการศึกษาที่เน้นความเป็นท้องถิ่นและอัตลักษณ์มากยิ่งขึ้น การศึกษาอิสลามได้กลายเป็นหนึ่งในกระบวนการสำคัญในการสร้างชุมชนในจินตนาการขึ้นมาใหม่ท่ามกลางซากปรักหักพัง

และช่วงที่สามคือ ช่วงการปฏิรูปปการปกครองโดยการรวบอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง มีการจัดระเบียบในระบบการศึกษาใหม่ ซึ่งระบบราชการส่วนกลางได้เข้ามาแทนที่ในเกือบทุกกิจกรรมในชุมชน ทำให้บทบาท อูลามาอ์ในพื้นที่สาธารณะถูเบียดขับให้มีที่ยืนแคบลง

การศึกษาอิสลามจึงเป็นปริมณฑลเดียวที่เหลืออยู่และเป็นที่มั่นสุดท้ายของอุลามาอ์ในพื้นที่สาธารณะ ต่อมาเมื่อถูกแปรเปลี่ยนเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามก็มีแนวคิดต้นทุนกำไรที่เข้ามา ตลอดจนอิทธิพลจากสำนักคิดอื่นๆ ในต่างประเทศอีกด้วย

นุมาน หะยีมะแซ : ความรู้จากนักบูรพาคดีเป็นประโยชน์ต่อการศึกษายุคต่อมา

ดร.นุมาน นำเสนอถึงการศึกษาที่เน้นมองพัฒนาการบูรพาคดีและกรอบการศึกษาของนักบูรพาคดีที่ศึกษาในแหลมมลายูภายใต้อาณานิคมอังกฤษ ซึ่งพบว่า นักบูรพาคดีอังกฤษเข้ามาในแหลมมลายูพร้อมกับการเป็นเจ้าอาณานิคม

ในยุคแรก นักบูรพาคดีเป็นทั้งเจ้าหน้าที่และนักวิชาการในตัวเอง การศึกษาของนักบูรพาคดีนั้นมีหลายสาขาวิชา โดยเน้นในมิติสังคมและประวัติศาสตร์ เนื่องจากสามารถนำไปใช้เป็นแนวยุทธศาสตร์และนโยบายการปกครองได้

แม้ว่านักบูรพาคดีจะถูกมองว่าเป็นเครื่องมือของรัฐอาณานิคม แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าความรู้และข้อมูลที่ได้ในช่วงเวลานั้น ก็เป็นประโยชน์ต่อวงการศึกษาในยุคต่อมา ทัศนคติของนักบูรพาคดีในช่วงต่อมาเริ่มมีการปรับเปลี่ยนไป โดยมีแนวโน้มที่ดีขึ้น หันมามองในมิติความเป็นอิสลามมากขึ้น แต่ก็ยังมีความบกพร่องบางประการ

4 กรอบตัวตนและอัตลักษณ์คนมลายู

ดร.นุมาน นำเสนอต่อไปว่า “เมื่อมองแบบตะวันตกก็ไม่สอดคล้องกับความเป็นตะวันออก สำหรับพื้นที่มลายูแล้วนักบูรพาคดีอังกฤษตีกรอบตัวตนและอัตลักษณ์คนมลายูไว้อย่างน้อย 4 กรอบ คือ รากฐานความเป็นมลายูมาจากเรื่องเล่าที่ตกทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ มีความทรงจำทางประวัติศาสตร์ มีการรวมผู้คนและมีอาณาบริเวณ และมีความรู้สึกเป็นพรรคพวกเดียวกัน

นอกจากนั้นแล้วความรู้ที่นักบูรพาคดีอังกฤษกล่าวถึงมลายูยังตีความความเป็นมลายูให้แคบลง ซึ่งส่งผลต่อการสร้างโครงสร้างใหม่ทางประวัติศาสตร์ และการกำหนดอาณาเขตที่ชัดเจนว่าคนมลายูมีที่ตั้ง ณ แห่งหนใด ตรงนี้ยังส่งผลให้สถานะและบทบาทของชาติพันธุ์มลายูในฐานะที่เป็นผู้คนดั้งเดิมลดลงและลดบทบาทตลอดจนอำนาจของกษัตริย์ กระทั่งเปลี่ยนไปสู่รัฐสมัยใหม่

นอกจากนี้ องค์ความรู้อาณานิคมยังดำเนินไปพร้อมๆ กับการวางรากฐานทางการศึกษา การใช้ภาษามลายูเป็นภาษากลางในการสื่อสารและสนับสนุนให้คนชาติพันธุ์ต่างๆ มีบทบาททางการเมือง เป็นต้น”

นิพนธ์ โซะเฮง : สำนึกของการเป็นมลายูและความต้องการอิสรภาพ

ดร.นิพนธ์ นำเสนองานที่มีเป้าประสงค์เพื่ออธิบายปรากฏการณ์สำนึกของความเป็นมาเลย์ ซึ่งความเป็นมาเลย์หรือการเป็นมลายูนั้น เกิดจากภาวะที่ถูกสร้างขึ้นโดยสังคม ขณะเดียวกันก็เกิดจากภาวการณ์ปรากฏตัวในทางประวัติศาสตร์ ซึ่งมีหลักฐานเชิงประจักษ์ในหลายมิติทั้งทางภูมิศาสตร์ ชีววิทยา สังคมเศรษฐกิจ สังคมการเมือง วัฒนธรรม และภาษา

อย่างไรก็ตามหลักฐานเชิงประจักษ์เหล่านี้สร้างผลกระทบได้น้อยกว่าประจักษ์พยานที่เกิดจากประสบการณ์ภายหลังได้รับอิทธิพลการเป็นรัฐชาติที่อยู่ภายใต้เจ้าอาณานิคมภายนอกซึ่งเข้ามาครอบครอง ครอบงำจนทำให้เกิดความรู้สึกและสำนึกการเป็นมลายูหรือชาตินิยมมาเลย์มากขึ้นและเป็นสำนึกอยากเป็นไท มีอิสรภาพทางความคิดและการปกครองตนเอง

ดังที่เห็นในการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งอิสรภาพจนกลายมาเป็นชาวมาเลย์ในอินโดนีเซีย บรูไน มาเลเซีย เหล่านี้ล้วนเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดสำนึกความเป็นมลายูปาตานีในปัจจุบัน ซึ่งกลายเป็นสำนึกชาตินิยมมาเลย์ แต่สำนึกส่วนนี้ก็ถูกทับซ้อนด้วยสำนึกความเป็นมุสลิม ซึ่งไม่ลงรอยนักในฐานคิดของระบบรัฐชาติ ส่วนนี้ก็อาจทำให้สำนึกความเป็นมาเลย์เองก็ยังคงคลุมเครือ ในโลกมลายูสำนึกชาตินิยมก็มีความหลากหลาย

ฉะนั้นแล้วสำหรับมาเลย์ปาตานีไม่ว่าจะประนีประนอมหรือแข็งขืนกับรัฐไทย ก็ยังคงมีความคลุมเครือในสำนึกชาตินิยมมาเลย์ ซึ่งในแง่หนึ่งก็ขัดแย้งกับชาวมาเลย์ในที่อื่น และดูเหมือนจะขัดแย้งกับสำนึกความเป็นมุสลิมที่แท้จริงที่มีความหลากหลายของชาติพันธุ์

นอกจากนั้นแล้ว ความเป็นชาตินิยมก็มาจากความต้องการทางธรรมชาติของมนุษย์ คือในมิติการครอบครองและจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด โดยที่การได้สิทธินี้มา ก็ใช้ 2 แนวทางคือ การประนีประนอมยอมเป็นส่วนหนึ่งของไทย และ การต่อสู้หรือต่อต้านให้ได้สิทธินั้นมา นั่นเอง

อิมรอน ซาเหาะ : อิสลาม การเมือง และสันติภาพ

อิมรอน เสนอถึงภาพลักษณ์ของความเป็นมุสลิมที่ผูกติดกับศีลธรรมและสันติวิธีแก่สังคม โดยบทความชิ้นนี้ ได้นำเสนอความเชื่อมโยงของการเมือง ความศรัทธา และสันติภาพ ผ่านกรอบแนวคิดอิสลามการเมือง โดยใช้กรณีศึกษาของพรรคการเมืองมุสลิมในประเทศไทยจำนวน 3 พรรค คือ พรรคเพื่อสันติ พรรคภราดรภาพ และพรรคประชาธรรม แล้วนำไปสู่บทสรุปความเชื่อมโยงของ อิสลาม การเมือง และสันติภาพ

ในอิสลามได้ระบุถึงสันติภาพที่มาจากระดับบุคคลและระดับสังคมโดยทั่วไป ซึ่งในระดับบุคคลนั้น การที่มุสลิมยอมจำนนและเชื่อมั่นในพระเจ้า และปฏิบัติตามแนวทางอัลกุรอานและแบบอย่างของศาสนทูตมุฮัมหมัด ทำให้เกิดสันติจากภายใน ที่จะเป็นการขัดเกลาจิตใจให้อยู่ในแนวทางที่ไม่ขัดต่อจริยธรรมอันดีงามของสังคม ขณะเดียวกันยังส่งผลต่อจรรยามารยาทที่สวยงามด้วย

“แม้ว่าในหลักการของศาสนาอิสลามจะระบุถึงการใช้ความรุนแรง แต่ความรุนแรงเหล่านี้ก็จะต้องตั้งอยู่บนเงื่อนไขของการป้องกันตนเอง ยับยั้งความชั่ว และเพื่อสร้างสันติภาพ”

บริบทโลกปัจจุบันเอื้อต่อการให้มุสลิมมีพื้นที่ทางการเมือง

อิมรอน นำเสนอต่อไปว่า ขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างอิสลามการเมืองกับการสร้างสันติภาพ พบว่าเป็นแนวทางหนึ่งในบริบทโลกปัจจุบันที่เอื้อต่อการให้มุสลิมมีพื้นที่ทางการเมือง โดยปราศจากการใช้ความรุนแรงนั่นเอง แม้ว่าในประเทศไทยพรรคการเมืองมุสลิมอาจไม่ประสบความสำเร็จมากนักเนื่องด้วยบริบทที่เป็นไป แต่ในระดับแนวคิดแล้วก็ถือว่าเกี่ยวข้องกับการเมืองบนฐานความศรัทธาและมีเป้าเพื่อสันติภาพ

สำหรับกรณีชายแดนใต้/ปาตานีนั้น พรรคการเมืองมุสลิมมองว่าการปรับเปลี่ยนแนวทางการเคลื่อนไหวของขบวนการต่อสู้เพื่อเอกราชปาตานีมาต่อสู้ในแนวทางการเมือง อาจมีทั้งความเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ หากการเมืองกระแสหลักของประเทศไทยเปิดโอกาสก็อาจเป็นไปได้ ขณะเดียวกันก็เป็นความยอมรับของมวลชนต่อขบวนการต่อสู้ฯ ที่จะส่งผลต่อการเป็นฐานเสียงหากเข้าสู่กระบวนการทางการเมือง รวมไปถึงอาจมีคำถามถึงความปลอดภัยเมื่อปรับเปลี่ยนแนวทางมาต่อสู้ในทางการเมือง

ซึ่งอาจต้องเป็นผลหลังจากการเจรจาสันติภาพไปแล้ว ก็อาจมีความเป็นไปได้ที่ขบวนการฯจะเข้าสู่เส้นทางการเมือง อย่างไรก็ตามหากขบวนการฯ มีการตั้งพรรคการเมืองเมื่อสภาพสังคมยังไม่เปิดโอกาสอย่างเต็มที่ และการต่อสู้ยังไม่ยุติก็อาจนำไปสู่ความล้มเหลวของการดำเนินการทางการเมืองได้เช่นกัน

ขณะที่บางพรรคการเมืองมองว่า แม้จะดูเหมือนว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่ขบวนการต่อสู้เพื่อเอกราชปาตานีจะหันมาต่อสู้ในแนวทางการเมืองด้วยการก่อตั้งพรรคการเมือง แต่การที่มีคนบางส่วนในขบวนการฯหันมาใช้แนวทางการเจรจาเพื่อสันติภาพก็นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการเปลี่ยนมาต่อสู้ในแนวทางการเมืองเพื่อนำสังคมไปสู่สันติภาพ

ทวีลักษณ์ พลราชม : การศึกษาคือโอกาสสร้างพื้นที่ทางสังคมของผู้หญิง

ทวีลักษณ์ นำเสนอเรื่องราวความต่างของอัตลักษณ์ผู้หญิงมุสลิมปาตานีในสามรุ่น ที่รับการศึกษาสมัยใหม่โดยพบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อเส้นทางการศึกษาและอัตลักษณ์ของผู้หญิงมุสลิมปาตานี ประกอบด้วย ภูมิหลังของครอบครัว ระดับชั้นและตำแหน่งแห่งที่ทางสังคม การอาศัยอยู่ในเขตเมืองหรือชนบท ช่วงเวลา สถาบัน และประเทศที่ศึกษา

โดยที่การได้รับการศึกษาจากต่างประเทศทำให้ได้พบประสบการณ์ชุดใหม่ เจอความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทั้งคนที่ไม่ใช่มุสลิมและมุสลิม นอกจากนั้นการปรับเปลี่ยนภูมิศาสตร์การเมืองและเศรษฐกิจโลกแต่ละช่วงเวลา ยังมีส่วนต่อการสร้างอัตลักษณ์ที่ผสมผสานกันระหว่างความเป็นสมัยใหม่แบบมาเลย์มุสลิมและแบบไทยตามแนวทางเสรีนิยมแบบตะวันตก

ในแต่ละรุ่นทั้งสามรุ่นก็มีความต่างในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย โดยที่ประสบการณ์จากต่างพื้นที่ก็เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการก่อรูปอัตลักษณ์ที่สำคัญ ทำให้เกิดสำนึกทางศาสนาและชาติพันธุ์ยิ่งเด่นชัดขึ้น ขณะเดียวกันสิ่งที่มาพร้อมกับการศึกษาคือ โอกาสใหม่ๆ ในการต่อรองและสร้างพื้นที่ทางสังคมให้กับผู้หญิงเอง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

งานวิจัยฉายภาพปาตานีที่เชียงใหม่(1) : ความ(ไม่)หวังของผู้เห็นต่าง–อัตลักษณ์ผู้หญิงที่โลดแล่นจากอดีต

งานวิจัยฉายภาพปาตานีที่เชียงใหม่(2) : การดับไฟใต้ครั้งแรกของรัฐไทย–เปิดปมถูกเรียกเจ้าอาณานิคม

“สันติภาพ การเมือง กลไกการปกครอง TJ” หลากหลายงานวิจัยเกี่ยวกับชายแดนใต้ในงานรัฐศาสตร์แห่งชาติ