เด็กหรือคือคู่ขัดแย้ง? เปิดหลักเกณฑ์รัฐเยียวยาเด็กชายแดนใต้-เปิดชื่อประชาสังคมช่วยเหลือเด็กปาตานี

เด็กหรือคือคู่ขัดแย้ง? รายงานสถานการณ์เด็กจากปัญหาความไม่สงบจากความขัดแย้งและความรุนแรงในชายแดนใต้/ปาตานี ชี้ผลกระทบต่อเด็กไม่ใช่แค่บาดเจ็บหรือล้มตาย เด็กพร้า(ที่รัฐไม่รับรอง)ใครดูแล เปิดหลักเกณฑ์รัฐช่วยเหลือเยียวยาเด็ก สร้างชุมชนช่วยเยียวยาจิตใจเด็ก สร้างกลไกชุมชนปกป้องเด็กจากความรุนแรง สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กและเยาวชน สร้างองค์กรช่วยเหลือเด็กของภาคประชาสังคม และรายชื่อองค์กรภาคประชาสังคมช่วยเหลือเด็กกำพร้า

ที่ผ่านมา ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการปกป้องเด็กจากสถานการณ์ความรุนแรงในชายแดนใต้หรือปาตานีมีกันอย่างกว้างขวาง จากภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐหรือภาคประชาสังคมที่ทำงานเกี่ยวกับเด็ก หรือแม้กระทั่งในกระบวนการสันติภาพหรือการพูดคุยสันติสุขระหว่างตัวแทนรัฐบาลไทยกับกลุ่มมาราปาตานี ที่ทุกครั้งที่มีการพูดคุยมักมีเหตุรุนแรงในพื้นที่สาธารณะเกิดขึ้นและมักมีเด็กตกเป็นเหยื่อด้วยทุกครั้ง

เพราะก่อนหน้านี้ในการพูดคุยสันติสุขเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2559 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ที่แม้ว่าทั้งสองฝ่ายตกลงในหลักการที่จะพูดคุยเรื่องพื้นที่ปลอดภัยในการประชุมครั้งต่อไปและยอมรับข้อเสนอของคณะทำงานวาระผู้หญิงชายแดนใต้ที่ให้นำประเด็น“พื้นที่สาธารณะปลอดภัย”เป็นวาระในการพูดคุยก็ตาม เพราะคล้อยหลังจากนั้นเพียง 4 วันก็เกิดเหตุลอบวางระเบิดหน้าโรงเรียนบ้านตาบา อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ทำให้พ่อลูกและคนขายขนมเสียชีวิต คือ เด็กหญิงมินตรา เว๊าะบ๊ะ วัย 5 ขวบ นายมะเย็ง เวาะบ๊ะ พ่อของเด็กหญิงมินตรา และนายตัลมีซี มะดาโอะ อาย 23 ปี บาดเจ็บอีก 9 คน

กระทั้งก่อนการพูดคุยของทั้งสองฝ่ายในครั้งต่อมาในวันที่ 26 ตุลาคม 2559 คือช่วงค่ำวันที่ 24 ตุลาคม 2559 เพียง 2 วันก็เกิดเหตุลอบวางระเบิดบริเวณหน้าร้านก๋วยเตี๋ยวเบิ้มนครปฐม ตลาดโต้รุ่ง ถ.พิพิธ เทศบาลเมืองปัตตานี มีชาวบ้านเสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บอีกกว่า 20 คน ในนี้เด็กและเยาวชน 2 คน คือน.ส.นริศรา มากชูชิต หรือ น้องมายด์ อายุ 16 ปี นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และ ด.ช.พรหมพิริยะ พรหมนุกูล อายุ 7 ขวบ อีกรายคือ น.ส.มโนชา พงษ์เสาร์ หม้ายอายุ 30 ปี ที่หมอต้องตัดขาและตาบอดทั้งสองข้าง เธอมีลูกอีก 3 คน คนโตมีอายุ 5 ปี คนเล็กอายุ 1 ปี

ผลการพูดคุยครั้งล่าสุดคือ ทั้งสองฝ่ายเห็นด้วยที่จะเริ่มต้นหารือถึงแนวทางการสร้างพื้นที่ปลอดภัย โดยคณะทำงานร่วมทางเทคนิคได้พูดคุยกันต่อหลังจากนั้น

เด็กหรือคือคู่ขัดแย้ง?

การรณรงค์ของหลายองค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่พยายามชูว่า “เด็กคือผู้บริสุทธิ์” หรือ “เด็กไม่ใช่คู่ขัดแย้ง” ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดก็ตาม เด็กควรมีสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัยและไม่ตกเป็นเป้าหมายในการโจมตี เช่นเดียวกับคนที่เป็นเป้าหมายอ่อนแออื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง คนชรา หรือใครก็ตามที่ไม่ใช่ผู้ถืออาวุธในมือและเป็นผู้บริสุทธิ์ รวมทั้งสถานที่สาธารณะที่มีคนเหล่านี้อยู่ ไม่ว่าจะเป็นตลาด วัด มัสยิด โรงเรียน โรงพยาบาล หรือแม้แต่บนท้องถนน

แม้พยายามรณรงค์มาตลอด แต่จากสถิติกลับพบว่า มีเด็กที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่โดยตรงหลายร้อยคน โดยสถิตล่าสุดที่รวบรวมโดย คณะทำงานฐานข้อมูลเหตุการณ์ชายแดนใต้ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Incident Database : DSID) ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงวันที่ 24 ตุลาคม 2559 หรือวันเกิดเหตุระเบิดครั้งนี้ มีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีที่ได้รับผลกระทบถึงขั้นเสียชีวิต 89 คน และได้รับบาดเจ็บ 486 คน

แต่ยิ่งรณรงค์ก็ยิ่งดูเหมือนว่าความสูญเสียก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนเหตุการณ์ที่เพิ่มขึ้นอย่างที่นักวิเคราะห์มองว่าที่นี่เป็นความขัดแย้งยืดเยื้อไปแล้ว

ขณะเดียวกัน จากสถานการณ์ดังกล่าวก็มีความเคลื่อนไหวขององทุนเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ Unicef ที่เข้ามาติดตามสถานการณ์เด็กในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน เพื่อจัดทำรายงานการละเมินสิทธิเด็กในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเด็กหรือสถานที่ที่มีเด็กอยู่ เช่น โรงเรียน การใช้ทหารเด็ก รวมทั้งการฝึกอบรมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเด็ก เป็นต้น

ผลกระทบต่อเด็ก ไม่ใช่แค่บาดเจ็บหรือล้มตาย

แต่ทว่า ผลกระทบต่อเด็กไม่ใช่แค่บาดเจ็บหรือล้มตายหรือพิการจากเหตุรุนแรง รวมการสูญเสียพ่อหรือแม่จากความรุนแรงจนกลายเป็นเด็กกำพร้า หรือสูญเสียผู้อุปการะดูแลไปเท่านั้น การปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงก็ส่งผลกระทบต่อเด็กได้ด้วยเช่นกัน

กลุ่มด้วยใจ ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนองค์กรหนึ่งที่ทำงานด้านการรณรงค์ในการปกป้องสิทธิมนุษยชนในพื้นที่จังหวัดชายแดภาคใต้ ที่มีนางสาวอัญชนา หีมมิหน๊ะ เป็นแกนนำ ได้เคยระบุในรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนใต้ประจำปี 2558 ว่า การถูกควบคุมตัวหรือถูกดำเนินคดีก็เป็นผลกระทบโดยตรงต่อเด็กเช่นกัน แม้กรณีนี้ยังไม่มีใครเก็บสถิติหรือข้อมูลที่ชัดเจนนำออกมาเผยแพร่ต่อสาธารณะก็ตาม

กลุ่มด้วยใจ ระบุว่า ส่วนผลกระทบทางอ้อมคือสูญเสีย กลายเป็นเด็กกำพร้าหรือถูกพรากจากบุคคลในครอบครัว อันเนื่องมาจากการคนในครอบครัวถูกควบคุมตัว ถูกดำเนินคดีความมั่นคง ถูกอุ้มหาย หรือหลบหนีไปเนื่องจากความหวาดกลัว

รวมทั้งการที่เด็กเผชิญเหตุรุนแรง เช่น อยู่ในเหตุการณ์หรือเห็นเหตุการณ์ ก็ยิ่งส่งผลกระทบทางด้านจิตใจของเด็กด้วยเช่นกัน

คณะทำงานฐานข้อมูลเหตุการณ์ชายแดนใต้ เคยยกตัวอย่างผลกระทบทางอ้อมต่อเด็กและเยาวชนในพื้นที่ เช่นกรณี “ครูหนูถูกยิง” ทำให้เด็กต้องเผชิญกับความรู้สึกตกใจ เสียใจและเสียขวัญจากการที่ครูซึ่งมีความใกล้ชิดกับเด็กถูกยิงเสียชีวิต เมื่อมีครูถูกยิงเสียชีวิตทางโรงเรียนก็ปิดโรงเรียน ทำให้การเรียนของเด็กก็หยุดชะงักไปด้วย รวมถึงกรณีโรงเรียนถูกเผาด้วยเช่นกัน

ทว่าผลกระทบทางจิตใจของเด็กที่แวดล้อมไปด้วยความสูญเสียอาจมากกว่านั้น จนอาจกลายเป็นเชื้อปะทุในการใช้ความรุนแรงต่อไปได้กลายเป็นวงจรความรุนแรงที่ไม่รู้จบก็เป็นได้

เด็กพร้า(ที่รัฐไม่รับรอง)ใครดูแล

ผศ.ดร.เมตตา กูนิง ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานวิชาการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุความไม่สงบจังหวัดชายแดนใต้ (ศวชต.) เคยระบุไว้ในบทความเรื่อง สถานการณ์เด็กกำพร้าจะพลิกความรุนแรงชายแดนใต้? ที่เขียนโดยนางสาวฐิตินบ โกมลนิมิ ว่าความรุนแรงตั้งแต่ 4 มกราคม 2547 - 30 กันยายน 2558 ทำให้เกิด ‘ลูกกำพร้า’ (ในทุกกลุ่มอายุ) จากพ่อแม่เสียชีวิตในเหตุความไม่สงบเป็นจำนวนทั้งสิ้น 9,806 คน

ลูกกำพร้าเหล่านี้กระจายอยู่ทั่วประเทศไทย แต่หนาแน่นอยู่ที่ 3 จังหวัดมากที่สุด คือ ปัตตานี ยะลาและนราธิวาส และมีทั้งสองศาสนิก คือพุทธและมุสลิม ทั้งเด็กชายและเด็กหญิง ซึ่ง ผศ.ดร.เมตตา ระบุในครั้งนั้นว่า ภาครัฐสามารถเยียวยาเด็กกำพร้าครอบคลุมได้มากถึงร้อยละ 96.5

ทว่า เด็กกำพร้าที่ไม่ได้การรับรองจากสามฝ่ายใครเป็นคนดูแล เพราะอาจเป็นเด็กกำพร้าที่มาจากครอบครัวฝ่ายตรงข้ามรัฐและไม่มีข้อมูลในระบบการเยียวยาภาครัฐ จึงไม่ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐอยู่แล้ว

จะว่าไปแล้ว แม้การช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบได้ถูกจัดตั้งมาอย่างเป็นระบบและมีหลักเกณฑ์การช่วยเหลื่อที่ชัดเจนแล้ว ในส่วนของภาคประชาสังคมก็มีการตั้งองค์กรต่างๆขึ้นช่วยเหลือดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความรุนแรงด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะในส่วนที่ตกหล่นจากระบบการช่วยเหลือของรัฐและที่รัฐไม่รับรอง

เปิดหลักเกณฑ์รัฐช่วยเหลือเยียวยาเด็ก

ในการให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากไม่สงบในพื้นที่นั้น คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2548 และ 14 สิงหาคม 2555 เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือเยียวยาต่างๆมาแล้ว โดยพบว่ามี 5 หน่วยงานที่ทำหน้าที่นี้ และมีหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือเยียวยาชัดเจน โดยเฉพาะในกรณีประชาชนซึ่งรวมถึงเด็กด้วยนั้น มีดังนี้

1.ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)/ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือเยียวยาฯจังหวัด กรณีเสียชีวิต 500,000 บาท กรณีทุพพลภาพ 500,000 บาท กรณีบาดเจ็บสาหัส 50,000 บาท กรณีบาดเจ็บปานกลาง 30,000 บาท กรณีบาดเจ็บเล็กน้อย 10,000 บาท กรณีทรัพย์สินเสียหาย (มติคณะกรรมการประเมินระดับจังหวัด)

2.สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดปัตตานี เงินสงเคราะห์ครอบครัว 6,000 บาท เงินฟื้นฟูสมรรถภาพ (บาดเจ็บสาหัส, ทุพพลภาพ) 200,000 บาท เงินยังชีพพิการรายเดือน (พิจารณาจากความพิการ) 1,000-3,000 บาท กรณีบากดเจ็บเล็กน้อย/ปานกลาง/สาหัส 3,000 บาท

เงินยังชีพรายเดือนจนจบปริญญาตรี (กรณีเสียชีวิต, ทุพพลภาพ, บาดเจ็บสาหัส) อนุบาล, ประถม 1,000 บาท/เดือน ก่อนวัยเรียน, กศน, มัธยม, ปวช. 1,500 บาท/เดือน ปวส, ป.ตรี 2,500 บาท/เดือน

3.สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณปลอดภัยจังหวัดปัตตานี กรณีเสียชีวิต กรณีหัวหน้าครอบครัว 50,000 บาท กรณีสมาชิกครอบครัว 25,000 บาท กรณีทุพพลภาพ 10,000 บาท กรณีบาดเจ็บสาหัส 3,000 บาท กรณีบาดเจ็บเล็กน้อย 2,000 บาท (ค่าปลอบขวัญและกำลังใจ)

4.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เงินยังชีพรายปีจนจบปริญญาตรี (กรณีเสียชีวิต, ทุพพลภาพ ,บาดเจ็บสาหัส) ประถมวัย, กศน., ศาสนา 5,000 บาท/ปีการศึกษา อนุบาล, ประถมฯ 6,000 บาท/ปีการศึกษา มัธยม, ปวช. 10,000 บาท/ปีการศึกษา ปวส., ปริญญาตรี 20,000 บาท/ปีการศึกษา

5.สำนักงานยุติธรรมจังหวัดปัตตานี ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการรักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 30,000 บาท ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพร่างการและจิตใจเท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 20,000 บาท ค่าตอบแทนความเสียหายอื่นตามที่คณะกรรมการเห็นสมควรแต่ไม่เกิน 30,000 บาท ขาดประโยชน์ทำมาหาได้ในระหว่างที่ไม่สามารถประกอบการงานได้ตามปกติ อัตราวันละไม่เกิน 200 บาท ระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี

ในการให้ความช่วยเหลือเยียวยานั้นให้นำเอกสารต่างๆไปยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอที่เกิดเหตุภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่เกิดเหตุ

สร้างชุมชนช่วยเยียวยาจิตใจเด็ก

ขณะที่การช่วยเหลือเยียวยาจิตใจเด็กที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่นั้น ศูนย์สุขภาพจิตที่ 12 กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขที่แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา ผู้อำนวยการศูนย์ เป็นหน้าด่านสำคัญที่ทำหน้าที่นี้

โดยล่าสุดได้จัดโครงการพัฒนาเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เพื่อให้ความรู้ด้านการดูแลสภาพจิตใจเด็กที่ได้รับผลกระทบจากเหตุไม่สงบเพื่อให้ได้รับการดูแลด้านจิตใจครอบคลุมทุกตำบล โดยคัดเลือก อสม.ที่สนใจดูแลเด็กที่มีปัญหาด้านสุขภาพจิตอันเนื่องจากเหตุไม่สงบเข้าอบรมเพื่อเป็นตัวแทนของศูนย์เพื่อไปดูแลจิตใจของเด็กเหล่านั้น

โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อเฝ้าระวังสภาพจิตใจของเด็กที่ได้รับผลกระทบจากเหตุไม่สงบ โดยจัดลำดับความสำคัญคือ เด็กที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เด็กกำพร้าที่พ่อแม่เสียชีวิตจากเหตุไม่สงบ เด็กอยู่ในอยู่เหตุการณ์แต่ไม่ได้รับบาดเจ็บและเด็กที่อยู่ในครอบครับสูญหาย (ที่มา หมอเพชรดาว” จัดอบรม อสม. ดูแลสภาพจิตเด็กจากผลกระทบไฟใต้ อนาคตเตรียมคนครบทุกตำบล)

สร้างกลไกชุมชนปกป้องเด็กจากความรุนแรง

แต่อย่างไรก็ตาม บางองค์กรโดยเฉพาะในภาคประชาสังคมแทนที่จะรอรับดูแลช่วยเหลือเด็กที่ได้รับผลกระทบอย่างเดียว พวกเขากลับมองไปถึงต้นเหตุโดยพยายามสร้างกลไกปกป้องเด็กไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงและปฏิบัติการที่อาจส่งผลกระทบต่อเด็กได้ เช่น มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก (มพด.) และ สมาคมเด็กและเยาวชนเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ (กลุ่มลูกเหรียง)

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนเมษายน 2559  มพด.ร่วมกับองค์กรเครือข่าย เช่น ธนาคารใจอาสาและองค์การช่วยเหลือเด็ก (Save the Children) ภายใต้การสนับสนุนของสหภาพยุโรป (EU) จัดค่ายเสริมศักยภาพแกนนำเด็กและเยาวชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้โครงการมีส่วนร่วมของเด็กและชุมชนเพื่อการสนับสนุนและส่งเสริมกระบวนการสันติวิธีในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ Local Engagement to Advocate for Peace Project (LEAP) เรียกง่ายๆว่า โครงการ LEAP

โดยหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของโครงการ LEAP คือการพัฒนาศักยภาพองค์กรเด็กและเยาวชนชนระดับชุมชนเพื่อสร้างกลไกชุมชนคุ้มครองเด็ก เป็นการรณรงค์ให้เกิดพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กในชุมชุมต่างๆ ป้องกันความรุนแรงต่อเด็ก รวมถึงการสร้างระบบกลไกชุมชนคุ้มครองเด็ก

เป็นการดำเนินการภายใต้หลักอนุสัญญาว่าด้วยเด็ก(Convention on the Rights of the Child) เพื่อให้เด็กมีสิทธิในการมีชีวิตรอด ปลอดภัยจากภัยอันตรายทุกรูปแบบ เด็กต้องได้รับได้การคุ้มครอง รวมถึงต้องได้รับการพัฒนาทางร่างกาย สังคม สติปัญญา และต้องได้รับการยอมรับจากการแสดงความคิดเห็นในเวทีต่างๆ

โครงการนี้ดำเนินการนำร่องใน 7 ชุมชน ได้แก่ 1.บ้านบาโงปะแต ม.1 ต.โคกสะตอ 2.บ้านบือตง ม.3 ต.บาตง อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส 3.บ้านบือราเป๊ะ ม.2 ต.โคกเคียน อ.เมือง จ.นราธิวาส 4.บ้านยูโย ม.8 ต.บานา อ.เมือง จ.ปัตตานี 5.บ้านตะบิงตีงี ม.3 กับ ม.4 ต.ลุโบะยือไร อ.มายอ จ.ปัตตานี 6.ชุมชนธนวิถี เทศบาลเมืองยะลา จ.ยะลา 7.บ้านสาคอ ม.4 ต.ท่าสาป อ.เมือง จ.ยะลา (ที่มา มพด.เอาจริง รุกสร้าง“กลไกชุมชนคุ้มครองเด็ก” นำร่องใน 7 หมู่บ้านชายแดนใต้)

สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กและเยาวชน

ส่วนสมาคมเด็กและเยาวชนเพื่อสันติภาพแห่งชายแดนใต้ หรือกลุ่มลูกเหรียง ก็จัดโครงการพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กและเยาวชนด้วยเช่นกัน ที่เรียกว่า Peace Please ดำเนินการใน 4 พื้นที่นำร่องใน จ.ยะลา ได้แก่ ต.ปุโรง, ต.บาโงยซิแน, ต.ท่าสาป และ ต.วังพญา ซึ่งนางสาววรรณกนก เปาะอีแตดาโอ๊ะ นายกสมาคมฯ บอกว่า ปีนี้โครงการ Peace Please ขยายไปอีก 30 ชุมชน และในปีหน้าอีก 30 ชุมชน ซึ่งโครงการนี้มีระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2559 นางสาวสุวรา แก้วนุ้ย อาจารย์และนักวิจัยจากสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนาธรรมภาคใต้ (CSCD) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ได้เสนอผลการดำเนินโครงการนี้ว่า ที่ ต.บาโงยซิแน อ.ยะหา ได้เกิดสภาเด็กและเยาวชนตำบลบาโงยซิแน ส่วนที่ ต.ท่าสาป อ.เมือง มีการเชิญผู้นำศาสนาและผู้ทำงานวัฒนธรรมในชุมชนมาร่วมกันสร้างพื้นที่ปลอดภัยในชุมชน ขณะที่ ต.ปุโรง อ.กรงปินัง ได้สร้างความเข้าใจในสร้างพื้นที่ความปลอดภัยผ่านกิจกรรมกีฬาและกิจกรรมอบรมจริยธรรมของชุมชน และ ที่ ต.วังพญา อ.รามัน ได้สร้างพื้นที่ปลอดภัยผ่านกิจกรรมฝึกอาชีพของชุมชน (ที่มา กลุ่มลูกเหรียงโชว์โมเดล“ให้เด็กสร้างพื้นที่ปลอดภัย”เตรียมขยายอีก 60 ชุมชนชายแดนใต้)

สร้างองค์กรช่วยเหลือเด็กของภาคประชาสังคม

ขณะเดียวกันจาการประมวลของโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ พบว่า มีองค์กรใหม่ๆที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือดูแลเด็กกำพร้าจากเหตุรุนแรงในพื้นที่มากกว่า 20 องค์กร ซึ่งส่วนใหญ่เริ่มก่อตัวขึ้นมาในช่วงปี 2550 เป็นต้นมา และอาจะมีเพิ่มขึ้นอีกตามสถานการณ์ที่เพิ่มขึ้น

บางองค์กรรับช่วยเหลือดูแลโดยไม่เลือกกลุ่มชาติพันธ์หรือศาสนา อายุและเพศ บางองค์กรรับเฉพาะเด็กมุสลิม ซึ่งรวมถึงกรณีที่รัฐไมรับรองหรือไม่รับเยียวยา บางองค์กรช่วยเหลือเฉพาะกรณีหรือรูปแบบ เช่น ให้ทุนการศึกษาอย่างเดียว บางองค์กรรับดูแลทั้งหมดตั้งแต่การอยู่กินด้วยกัน ไปจนถึงการส่งเสียจนเรียนจบปริญญาตรี

ส่วนรายได้ของแต่ละองค์กรก็มีแตกต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่จะรับบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธา แต่ที่น่าสนใจคือมีหลายองค์กรพยายามที่จะหาครอบครัวอุปถัมภ์มาช่วยดูแลเด็ก รวมทั้งการจัดทำโครงการที่สามารถของบประมาณสนับสนุนจากแหล่งทุน เป็นต้น

รายชื่อองค์กรภาคประชาสังคมช่วยเหลือเด็กกำพร้า

สำหรับรายชื่อองค์กรที่ช่วยเหลือเด็กกำพร้าในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้(บางส่วน) มีดังนี้

1.มูลนิธิเพื่อการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์  อ.เมือง จ.ยะลา ช่วยเหลือเด็กกำพร้าและยากจนโดยได้รับการบริจาคดูแลเรื่องทุนการศึกษาและทุนดูแลครอบครัวเด็กกำพร้า มีนายอิสมาแอ สาและ เป็นประธานมูลนิธิ

2.เครือข่ายช่วยเหลือเด็กกำพร้า ต.ลางา อ.มายอ จ.ปัตตานี ช่วยเหลือทุนการศึกษา/ทุนดูแลเด็กกำพร้าและยากจน โดยการรับบริจาค มีนางเตะหาวอ สาและ เป็นผู้ดูแล

3.มูลนิธินูซันตารอเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา อ.เมือง จ.ยะลา ช่วยเหลือเด็กกำพร้าและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากเหตุไม่สงบ ด้านทุนการศึกษาและทุนดูแลครอบครัวเด็กกำพร้า โดยการรับบริจาค มีนายโมฮัมหมัดอาลาดี เด็งนิ เป็นผู้ดูแล

4.กลุ่มเตะกระป๋อง อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ช่วยเด็กกำพร้าด้านทุนการศึกษา โดยการรับบริจาคและเงินเหลือจากโครงการต่างๆของงกลุ่ม มีนายเฉลิมชัย โสวิรัตน์ ดูแล

5.กลุ่มจู่โจมจิตอาสาเพื่อสังคม ช่วยเหลือเด็กกำพร้าด้านทุนการศึกษาและทุนทำกิจกรรม โดยรับการบริจาและเงินเหลือจากโครงการต่างๆ มีนายมูฮำมัดคอยรี สการี เป็นผู้ดูแล

6.กลุ่มเยาวชนกาวันกีตอ ช่วยเหลือเด็กกำพร้าที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ อ.มายอ จ.ปัตตานี ด้านทุนการศึกษาและทุนเพื่อทำกิจกรรมกับเด็กกำพร้า มีนางสาวนท ศิริกาญจน์ เป็นผู้ดูแล

7.บ้านบุญเต็ม ช่วยเหลือเด็กกำพร้าด้านทุนการศึกษาและสนับสนุนอาชีพแก่เด็กกำพร้าและเด็กยากจน โดยการรับบริจาคจากผู้ศรัทธา มีนางบุญยมาส อิสดุลย์ เป็นผู้ดูแล

8.สมาคมเด็กและเยาวชนเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ (กลุ่มลูกเหรียง) ช่วยเหลือเด็กกำพร้าที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยการหาครอบครัวอุปการะ มีนางสาว วรรณกนก เปาะอีแตดาโอะ เป็นผู้ดูแลตั้งแต่ 5 – 24 ปี

9.มูลนิธิการกุศลเพื่อช่วยเหลือเด็กกำพร้าและยากจน อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ช่วยเหลือเด็กกำพร้าในประเทศไทย ทั้งทุนการศึกษา ทุนดูเด็กกำพร้าและครอบครัว โดยรับบริจาค มีดร.ฮาซัน อีแต เป็นผู้ดูแล

10.ศูนย์การเรียนอัลกุรอาน ดารุลฟุรกอน ซ.เพชรสุภา อ.เมือง จ.ปัตตานี ช่วยเหลือเด็กกำพร้า ด้านทุนการศึกษา โดยรับบริจาค มีนายซัยนูรดีน นิมา เป็นผู้ดูแล

11.มูลนิธิดารูลฮาซานา อ.เมือง จ.ยะลา ช่วยเหลือเด็กกำพร้า ด้านทุนการศึกษา โดยรับบริจาค มีนายอับดุลรอเซะ สาแล เป็นผู้ดูแล

12.กองทุนเด็กกำพร้าและยากจน มูลนิธิเพื่อการ โรงเรียนจริยธรรมศึกษา อ.จะนะ จ.สงขลา ช่วยเหลือเด็กกำพร้าและยากจน ทั้งทุนการศึกษาและทุนดูแลเด็กกำพร้า โดยรับบริจาค มีนายอซิซ สาเมาะ เป็นผู้ดูแล

13.กองทุนช่วยเด็กกำพร้าและผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษาโรงเรียนธรรมพิทยาคารมูลนิธิ ต.ลุโบะยิไร อ.มายอ จ.ปัตตานี ช่วยเหลือเด็กกำพร้าด้านทุนการศึกษา โดยการรับบริจาค มีนายแวมะซับดุลมี แวเตะ เป็นผู้ดูแล

14.สถานสงเคราะห์การศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตจริยศาสน์ อิสลาม ต.ปากปาง อ.เทพา จ.สงขลา ช่วยเหลือเด็กกำพร้าและเด็กยากจน ทั้งทุนการศึกษาและทุนดูแลเด็กกำพร้า โดยรับบริจาค มีนายซารีฟ สาแลมิง เป็นผู้ดูแล

15.เครือเยาวชนเพื่อพัฒนาคุณชีวิตเด็กกำพร้า อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ช่วยเหลือกำพร้าด้านทุนการศึกษา โดยการรับบริจาค มีนางสาวนูรฮายาตี มอลอ  เป็นผู้ดูแล

16.มูลนิธิสงเคราะห์เด็กกำพร้าและการกุศล ต.บันนังสาเร็ง อ.เมือง จ.ยะลา ช่วยเหลือเด็กกำพร้า ทั้งทุนการศึกษาและทุนเลี้ยงดูเด็กกำพร้า โดยการรับบริจาค มีนายซอบรี อุชะมิ เป็นผู้ดูแล

17.มูลนิธิดารุลอินฟาก เพื่อเด็กกำพร้าและผู้ด้อยโอกาสจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ม.ด.อ.) อ.จะนะ จ.สงขลา พัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กกำพร้า เด็กด้อยโอกาสและเด็กยากจน ช่วยทั้งทุนการศึกษาและทุนเลี้ยงดูแลเด็กกำพร้า โดยการรับบริจาค มีนายบุญยาล แหละหมัน เป็นผู้ดูแล

18.ชมรมสงเคราะห์เด็กสงเคราะห์ ตาบา ต.เจ๊ะเห อ.ตากใบ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กกำพร้า ช่วยทั้งทุนการศึกษาและทุนดูแลเด็กกำพร้า โดยการรับบริจาค มีนายมูฮำหมัดฮากีม เจะมูล๊ะ เป็นผู้ดูแล

19.มูลนิธิบ้านเด็กกำพร้าปัญญาเลิศ บ้านสุไหงปาแน ต.บานา อ.เมือง จ.ปัตตานี เป็นอบรมสั่งสอนเป็นคนดีของสังคม ช่วยทั้งทุนการศึกษาและทุนดูแลเด็กกำพร้า มีนายวศิล สาเมาะ เป็นผู้ดูแล

20.กลุ่มเซากูนา อ.เมือง จ.ปัตตานี ช่วยเหลือเด็กกำพร้าและเด็กยากจน โดยผ่านการทำโครงการของงบสนับสนุนและรับบริจาค มีนางซิติมาเรียม บินเยาะ เป็นผู้ดูแล

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

เหยื่อเด็กในเหตุระเบิดตลาดโต้รุ่งปัตตานีกับเหยื่อเด็กในเหตุระเบิดที่ตากใบ และการสร้างสันติภาพ

เรื่องราวยังเศร้าสะเทือน ‘มะเย็ง-มิตรา-ตัลมีซี’ สัปดาห์แห่งความสุขที่กลายมาเป็นความเศร้า

คณะพูดคุยสันติสุข-มาราปาตานีเห็นชอบTOR รับข้อเสนอผู้หญิง-ระทึกกู้คาร์บอมบ์ข้าง สภ.แว้ง

เรียกร้อง “พื้นที่สาธารณะปลอดภัย” เป็นวาระบนโต๊ะพูดคุย 2 กันยา

สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนใต้ประจำปี 2558

สถานการณ์เด็กกำพร้าจะพลิกความรุนแรงชายแดนใต้?

“หมอเพชรดาว” จัดอบรม อสม. ดูแลสภาพจิตเด็กจากผลกระทบไฟใต้ อนาคตเตรียมคนครบทุกตำบล

มพด.เอาจริง รุกสร้าง“กลไกชุมชนคุ้มครองเด็ก” นำร่องใน 7 หมู่บ้านชายแดนใต้

กลุ่มลูกเหรียงโชว์โมเดล“ให้เด็กสร้างพื้นที่ปลอดภัย”เตรียมขยายอีก 60 ชุมชนชายแดนใต้