‘นก-เนตรดาว’ผู้ขับเคลื่อนเรื่องเด็กเพื่อสันติภาพ ชี้เวที Mapping คือการสำรวจขุมพลังประชาสังคม

เผยเทรนด์เด็กมาแรงกับ 4 ประเด็นหลักในพื้นที่ขัดแย้งชายแดนใต้/ปาตานี มอส.ร่วมสภาประชาสังคมใต้เตรียมทำ Mapping องค์กรเด็กและเยาวชน ว่าที่ ดร.นก เนตรดาว ผู้ศึกษาผลกระทบต่อเด็กจากความรุนแรง ชี้เวที Mapping คือการสำรวจพลังการทำงานของภาคประชาสังคม แต่การเรียนรู้ข้ามเครือข่ายยังน้อยไป แนะต้องร่วมสร้างนวัตกรรมใหม่ในการแก้ปัญหา โดยเชื่อมั่นว่ามีพื้นที่ตรงกลางสำหรับทุกคนจริงๆ เพราะสันติภาพจะเกิดได้โดยผ่านการทำงานข้ามกลุ่ม

เนตรดาว ยั่งยุบล หรือ นก 

เทรนด์เด็กมาแรงกับ 4 ประเด็นหลักในชายแดนใต้/ปาตานี

ในช่วงปีสองปีมานี้ แนวโน้มความสนใจในประเด็นเด็กและเยาวชนในพื้นที่ขัดแย้งอย่างชายแดนใต้/ปาตานีมีมากขึ้นตามสถานการณ์ที่มีเด็กตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงทั้งจากคนในและนอกพื้นที่

ส่วนหนึ่งมองเห็นได้จากการมีแหล่งทุนต่างๆ เข้ามาสนับสนุนองค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่ให้ทำโครงการเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนในพื้นที่มากขึ้น เช่น สหภาพยุโรป, องค์กร Save the children, กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส., กองทุนเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ Unicef เป็นต้น

เป็นการสนับสนุนการทำงานใน 4 ประเด็นหลักๆ คือ 1.การช่วยเหลือเด็กที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความรุนแรงในพื้น 2.การปกป้องคุ้มครองเด็กจากความรุนแรงหรือพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก 3.การพัฒนาศักยภาพของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ในด้านต่างๆ และ 4.การหนุนเสริมบทบาทของเด็กและเยาวชนในด้านต่างๆ เช่น การมีส่วนร่วมในการสร้างสันติภาพ เป็นต้น

ประชาสังคมรุ่นใหม่องค์กรเด็กและเยาวชน

ขณะเดียวกันการเกิดขึ้นของกลุ่มองค์กรเยาวชนหรือองค์กรที่ทำกิจกรรมเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนในพื้นที่ก็มีมากขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2559 เวทีสัมมนาเชิงปฏิบัติการรางการจัดทำแผนที่หรือ Mapping เครือข่ายองค์กรประชาสังคมในพื้นที่ที่จัดโดยสภาประชาสังคมชายแดนใต้ ที่มีตัวแทนองค์กรเข้าร่วมกว่า 70 องค์กรซึ่งส่วนใหญ่เป็นองค์กรเยาวชนกลุ่มใหม่ๆ

มอส.ร่วมสภาประชาสังคมใต้เตรียมทำ Mapping เฉพาะ

ล่าสุด โครงการพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชนเพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือสู่การแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชน ครอบครัวในพื้นที่สามชายแดนใต้ ที่สนับสนุนโดย สสส.ซึ่งมี ว่าที่ ดร.เนตรดาว ยั่งยุบล หรือ ดร.นก จากมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม หรือ มอส.เป็นเจ้าหน้าที่ผู้ขับเคลื่อนโครงการเป็นหลัก ได้วางแผนกับสภาประชาสังคมชายแดนใต้ที่นายมูฮำมัดอายุบ ปาทาน เป็นประธานจะจัดทำ Mapping เฉพาะองค์กรเด็กและเยาวชนในพื้นที่ขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อให้เห็นคน องค์กร ประเด็นการทำงาน เครือข่ายความร่วมมือและความรู้ในการทำงานในพื้นที่

ว่าที่ ดร.นก เนตรดาว ผู้ศึกษาผลกระทบต่อเด็กจากสถานการณ์

เนตรดาวเข้ามีบทบาทการทำงานด้านการหนุนเสริมองค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มาตั้งแต่ปี 2556 ในหลายโครงการ เริ่มจากงานพัฒนากลไกปกป้องและคุ้มครองเด็กและเยาวชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นการทำวิจัยภายใต้โครงการของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม โดยศึกษาว่าความรุนแรงมีผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนอย่างไร

โดยศึกษาจากการถอดบทเรียนจากการทำงานของกลุ่มองค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านเด็กและเยาวชนประมาณ 5-6 องค์กร และเป็นโครงการที่พยายามสร้างความร่วมมือระหว่างกลุ่มองค์กรภาคประชาสังคมกับหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนทั้ง 3 จังหวัด คือปัตตานี ยะลาและนราธิวาส

ชี้การผลิตซ้ำและความต่างเป็นช่องว่างให้เด็กจมอยู่ในพื้นที่ความรุนแรง

นก บอกว่า จากการศึกษาทำให้เห็นว่าความรุนแรงถูกผลิตซ้ำทั้งจากเหตุการณ์ในพื้นที่ จากปัญหายาเสพติด จากกระบวนการยุติธรรม จากความเหลือมล้ำต่างๆและจากความยากจน ฯลฯ ทำให้เด็กและเยาวชนถูกฝังลงไปในพื้นที่ความรุนแรงหรือเข้าไปสู่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนมากขึ้น

“ตรงนี้เองที่พบว่า ความต่างระหว่างศาสนาและชาติพันธ์ก็เป็นช่องว่างหนึ่งที่ทำให้ความเข้าใจระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน ระหว่างเด็ก เยาวชนและชุมชนมีรอยผลิแตกกัน”

เห็นปัญหาความเสี่ยงของเด็กนอกระบบการศึกษา

หลังจากนั้น ว่าที่ ดร.นกได้ทำโครงการพัฒนาศักยภาพของเด็กและเยาวชนผ่านการเรียนรู้เรื่องค่าย โดยการสนับสนุนของกรมพินิจฯเช่นกัน ซึ่งทำให้ได้หลักสูตรการพัฒนาเด็กและเยาวชน และเห็นปัญหาของเด็กและเยาวชนในพื้นที่มาก โดยเฉพาะเด็กนอกระบบการศึกษา

นก บอกว่า กิจกรรมนี้เริ่มทำกับกลุ่มพิราบขาว ซึ่งทำให้เห็นว่ากลุ่มเด็กนอกระบบก็มีความเสี่ยงจากความรุนแรงและติดยาเสพติด มีปัญหาเรื่องการศึกษา การว่างาน การไร้โอกาสทางสังคม ทำให้เห็นปัญหาของเด็กนอกระบบ

มุ่งพัฒนาศักยภาพองค์กรเพื่อสร้างเครือข่ายร่วมแก้ปัญหา

ต่อมาในปี 2558-2559 ดร.นก ได้ทำโครงการพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชนเพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือสู่การแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชน ครอบครัวในพื้นที่สามชายแดนใต้ ในฐานะผู้ประเมินโครงการ ภายใต้การสนับสนุของ สสส. โดยทำร่วมกับกลุ่มเซากูน่า กลุ่มด้วยใจ กลุ่มพิราบขาว กลุ่มของโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ และ DSID หรือฐานข้อมูลเหตุการณ์ชายแดนใต้ (Deep South Incident Database: DSID) ของศูนย์เฝ้าระวังสถานการภาคใต้ โดยแต่ละกลุ่มมีกลุ่มเป้าหมายที่เป็นตัวแทนเครือข่ายในชุมชนอีก 4-6 กลุ่ม

นก บอกว่า โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อทำให้ทั้ง 5 กลุ่มเกิดความเข้มแข็งภายในแต่ละกลุ่ม เพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้ในแต่ละกลุ่มให้สอดคล้องกับการแก้ปัญหาเด็กและเยาวชน และเกิดการเสริมสร้างการจัดการความรู้ภายในกลุ่ม เพื่อให้กลุ่มสามารถมีชุดความรู้ของตัวเองในการแก้ไขปัญหา โดยความรู้นี้มาจากการปฏิบัติการ อีกทั้งเกิดระบบฐานข้อมูลในระดับกลุ่มด้วย

การร่วมงานกับสภาประชาสังคมชายแดนใต้

นก บอกด้วยว่า การดำเนินโครงการในพื้นที่ที่ผ่านมา ทำให้เห็นการทำงานของสภาประชาสังคมชายแดนใต้ที่มีบทบาทสำคัญในการหนุนเสริมเรื่องเด็กและเยาวชนในพื้นที่ด้วย ทำให้เปิดประเด็นการมีส่วนร่วมในการพัฒนางานร่วมกัน เพราะภาคประชาสังคมที่นี่ได้ทำให้เห็นว่าที่นี่เป็นพื้นที่การทำงานเพื่อการสร้างสันติภาพ

ดร.นก กล่าวว่า การทำงานร่วมกันจะทำให้เกิดการต่อยอดกัน โดยประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้เห็นว่า ถ้าจะให้เกิดการพัฒนากระบวนการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาเรื่องเด็ก ผู้หญิงหรือประเด็นต่างๆที่เกิดจากความรุนแรงในพื้นที่ก็ต้องร่วมมือกันในระดับหนึ่ง

”สภาประชาสังคมชายแดนใต้เห็นว่า องค์กรภาคประชาสังคมต่างๆ น่าจะมาคิดร่วมกันว่า การทำงานร่วมกันและการมีส่วนร่วมจะทำให้เกิดประสิทธิภาพขององค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่ได้อย่างไร”

Mapping คือการสำรวจพลังการทำงานของภาคประชาสังคม

นก บอกว่า ที่ผ่านมามีการคุยกันแล้วว่า ถ้าจะทำงานร่วมกันก็ต้องมาดูว่าการขับเคลื่อนที่ผ่านมาของภาคประชาสังคมในพื้นที่ที่ผ่านมาเป็นอย่างไร จึงเกิดการMapping ขึ้นมาเพื่อจะให้เห็นพื้นที่การทำงานของภาคประชาสังคมในแต่ละจังหวัด ทั้งสงขลา ปัตตานี ยะลาและนราธิวาสว่า มีองค์กรอะไรบ้าง

“การMappingทำให้เห็นว่า กลุ่มองค์กรเหล่านั้นมีการซ้อนทับพื้นที่การทำงานอย่างไร ทำให้เห็นประเด็นและทำงานกันอย่างไร มีการขับเคลื่อนหรือมีพัฒนาการมาอย่างไร รวมทั้งมีการเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่ ระหว่างกลุ่มองค์กรและระหว่างประเด็นกันอย่างไร เป็นการสำรวจการทำงานของภาคประชาสังคมในพื้นที่ว่ามีการทำงานในระดับไหน สามารถที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาได้อย่างไร”

ทำให้เห็นคน องค์กร ประเด็น เครือข่ายความร่วมมือและความรู้

ว่าที่ ดร.นก บอกว่า ถ้าจะให้องค์กรภาคประชาสังคมมีกำลังที่เข้มแข็งและการจะนำไปสู่การสร้างพื้นที่กลางอย่างแท้จริงนั้น องค์ความรู้และความร่วมมือเป็นสิ่งที่สำคัญ รวมทั้งจะมีรูปแบบการทำงานอย่างไร สุดท้ายก็จะนำประเด็นที่มีร่วมกันให้ที่ทุกคนได้ผลักดันในเรื่องการสร้างสันติภาพ โดยยึดการการMappingนี้เป็นฐาน

“เพราะฉะนั้นการMapping ก็จะทำให้เห็นคน องค์กร ประเด็นการทำงาน เครือข่ายความร่วมมือและความรู้ในการที่จะทำงานในพื้นที่นี้ มันจะเป็นจุดเริ่มต้นในการผนึกกำลังที่จะเชื่อมโยงกันระหว่างเครือข่ายและข้ามเครือข่าย ข้ามพื้นที่และข้ามประเด็น มันเป็นมิติใหม่ที่จะทำให้การทำงานภาคประชาสังคมตรงจุดในการแก้ไขปัญหา มีระบบ มีฐานข้อมูลและความรู้มากขึ้น”

เธอย้ำอีกครั้งว่า ความสำคัญของการ Mapping ก็คือทำให้คนในด้วยกันได้ตระหนักถึงตัวตนของตัวเอง พลังของตัวเอง เห็นความสัมพันธ์ของกันและกัน และเห็นคุณค่าของภาคประชาสังคมด้วยกันเอง จะทำให้เข้าใจความเป็นตัวเองในพื้นที่บ้านตัวเองได้มากขึ้น

แต่การเรียนรู้ข้ามเครือข่ายยังมีโอกาสน้อยไป

ส่วนมุมมองที่มีต่อองค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่เป็นอย่างไรนั้น ดร.นก มองว่า มีกลุ่มที่หลากหลาย และแต่ละกลุ่มก็มีความเชี่ยวชาญในเชิงประเด็นเฉพาะด้าน แต่ละกลุ่มมีความเข้มแข็งในตัวเอง แต่ในเรื่องการเรียนรู้ข้ามเครือข่ายในพื้นที่ยังมีโอกาสน้อย

“ต้องใช้โอกาสนี้ในการเชิญมาเรียนรู้ข้ามเครือข่าย ซึ่งอาจเกิดนวัตกรรมในรูปแบบใหม่ในการทำงานแก้ไขปัญหาต่างๆ ไม่ว่าเรื่องเด็ก เยาวชน ผู้หญิงหรือกระบวนการสันติภาพที่เป็นการต่อยอดในสิ่งที่ทำอยู่เดิมก็ได้”

ต้องร่วมสร้างนวัตกรรมใหม่ในการแก้ปัญหา

เธอบอกว่า การสร้างนวัตกรรมใหม่นั้นเป็นเรื่องของคนในพื้นที่ที่ต้องออกมาคิดสร้างสรรค์ด้วยตัวเขาเอง คนนอกหรือองค์กรภายนอกที่เข้ามาสนับสนุนก็ต้องเข้ามาสนับสนุนบนฐานคิดของคนในพื้นที่จริงๆ โดยใช้พื้นที่และองค์ความรู้ของคนในพื้นที่เป็นตัวตั้ง

ต้องเชื่อมั่นว่ามีพื้นที่ตรงกลางสำหรับทุกคนจริงๆ

ส่วนบทบาทภาคประชาสังคมในเรื่องการสร้างสันติภาพนั้น ว่าที่ ดร.นกบอกว่า ถ้าให้ตอบแบบคนภายนอกก็ต้องบอกว่า การสร้างสันติภาพต้องมาจากการบริหารข้อมูลความรู้และมีพื้นฐานของความร่วมมือ ต้องสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และเชื่อมั่นต่อกันว่ามีพื้นที่ตรงกลางสำหรับทุกคนจริงๆ สามารถสร้างการมีส่วนร่วมได้โดยไม่กีดกันใครคนใดคนหนึ่งและอยู่บนฐานของประชาธิปไตยที่มีความเท่าเทียมกัน ไม่มีความเหลื่อมล้ำ

สันติภาพจะเกิดได้โดยผ่านการทำงานข้ามกลุ่ม

“เพราะฉะนั้นสันติภาพก็เป็นสันติภาพที่จับต้องได้ ทำได้ กินได้ ไม่ใช่สันติภาพเพียงแต่ในกลุ่มของตัวเอง แต่ต้องผ่านของการทำงานข้ามกลุ่ม ทั้งระดับพื้นที่ ระดับองค์กร ระดับเครือข่าย ระดับกลุ่ม สิ่งเหล่านี้เป็นการกำหนดจากคนในพื้นที่เป็นหลัก” เธอกล่าวทิ้งท้าย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

70 องค์กรเครือข่ายชายแดนใต้จับมือหนุนสันติภาพ เรียกร้องยุติความรุนแรงสร้างพื้นที่ปลอดภัย

สภาประชาสังคมใต้แถลงยุทธศาสตร์ใหม่ สร้างพื้นที่กลาง-ผลักดันประชาชนร่วมกระบวนการสันติภาพ

เผยบทบาทประชาสังคมอาเจะห์-มินดาเนา เวที mapping ชู 5 วาระด่วนหนุนสันติภาพชายแดนใต้

เด็กหรือคือคู่ขัดแย้ง? เปิดหลักเกณฑ์รัฐเยียวยาเด็กชายแดนใต้-เปิดชื่อประชาสังคมช่วยเหลือเด็กปาตานี