ประชาสังคมสร้างสันติภาพ(1)‘วิทยาลัยประชาชน’ ให้ความรู้ผู้นำประชาชนเพื่อเปลี่ยนผ่านความขัดแย้ง

ถอดบทบาท 3 องค์กรภาคประชาสังคมร่วมสร้างสันติภาพ ในงาน“ความรู้ ขับเคลื่อน และสื่อสาร ผ่านเวทีประชุมวิชาการระดับชาติ การวิจัยทางสังคมศาสตร์กับการสร้างสันติภาพ ตอนที่ 1 “วิทยาลัยประชาชน” ให้ความรู้ผู้นำประชาชนเพื่อเปลี่ยนผ่านความขัดแย้งสู่สันติภาพ สร้างให้คนในพื้นที่ให้เป็นนักสันติภาพ สร้างพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุย เชื่อมเครือข่ายในพื้นที่ขัดแย้ง

ถอดบทบาทองค์กรภาคประชาสังคมใน “งานความรู้ งานขับเคลื่อน และงานการสื่อสาร” ในการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1: การวิจัยทางสังคมศาสตร์กับการสร้างสันติภาพ ตอนที่ 1 “วิทยาลัยประชาชน” หนึ่งในองค์กรภาคประชาสังคมที่มุ่งให้ความรู้เรื่องการสร้างสันติภาพแก่ผู้นำภาคประชาชนระดับต่างๆในพื้นที่ขัดแย้งชายแดนใต้/ปาตานี เพื่อการเปลี่ยนผ่านความขัดแย้งสู่สันติภาพ โดย“แวอิสมาแอล์ แนแซ”ผู้อำนวยการวิทยาลัยประชาชน ผ่านเวทีเสวนา“เครือข่ายประชาสังคมกับการสร้างสันติภาพชายแดนใต้”

จัดโดยโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งและการมีส่วนร่วมในภาคใต้ของประเทศไทย สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตหาดใหญ่ เมื่อ 21 กันยายน 2559 ซึ่งตรงกับวันสันติภาพสากล ที่ห้องประชุม 210 สำนักงานอธิการบดี ม.อ. ดำเนินรายการโดย ดร.ธัญรดี ทวีกาญจน์ อาจารย์คณะวิทยาการจัดการ ม.อ.หาดใหญ่

วิทยากรประกอบด้วยตัวแทน 3 องค์กรภาคประชาสังคมและ 1 องค์กรสนับสนุน ได้แก่ นายแวอิสมาแอล์ แนแซ ผู้อำนวยการวิทยาลัยประชาชน นายตูแวดานียา ตูแวแมแง ผู้อำนวยการสำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา นายมูฮำหมัด ดือราแม บรรณาธิการโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ และนางสาวนฤดี จันทสิงห์ ผู้จัดการ STEP Project II

แวอิสมาแอล์ แนแซ ผู้อำนวยการวิทยาลัยประชาชน

นายแวอิสมาแอล์ แนแซ ผู้อำนวยการวิทยาลัยประชาชน ซึ่งเป็นองค์กรที่มุ่งให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการสร้างสันติภาพให้ผู้นำภาคประชาชนในระดับต่างๆ ในพื้นที่ได้เข้าใจและสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ได้ไปยังชุมชนฐานรากให้มากที่สุดตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา

ผมเปรียบวิทยาลัยประชาชนเหมือนสนามบินนานาชาติที่ผู้นำต่างๆในท้องถิ่น ทั้งผู้นำศาสนา ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำนักศึกษาและประชาชนมาเข้าร่วมในรันเวย์สันติภาพ เพราะคนเหล่านี้มีบทบาททางความคิดที่สามารถนำพาและชี้นำประชาชนได้”

ให้ความรู้ผู้นำประชาชนเพื่อเปลี่ยนผ่านความขัดแย้งสู่สันติภาพ

โดยวิทยาลัยประชาชนทำหน้าที่เชิญนักวิชาการหรือคนทำงานสันติภาพจากอื่นๆ ถ้าในภูมิภาคนี้ก็มีทั้งอาเจะห์ มินดาเนาและมาเลเซียมาพูดคุยกับผู้นำเหล่านี้ถึงการเปลี่ยนผ่านความขัดแย้งไปสู่สันติภาพ

“เพราะองค์ความรู้ต่างๆที่ได้จากปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ ในส่วนกลางหรือรอบๆพื้นที่มีเยอะมาก ทั้งจากทหารหรือนักวิจัยทั้งในและต่างประเทศ แต่ที่ยังขาดคือเราจะนำความรู้เหล่านั้นไปใช้ในการเปลี่ยนผ่านความขัดแย้งสู่สันติภาพได้อย่างไร”

สร้างให้คนในพื้นที่ให้เป็นนักสันติภาพ

แวอิสมาแอล์ กล่าวว่า ปัญหาสำคัญคือในพื้นที่ขาดนักสันติภาพ ซึ่งในนิยามของเขาคือ นักจัดการองค์ความรู้เรื่องสันติภาพและเป็นคนทำงานสันติภาพเพื่อที่จะออกจากพื้นที่สงคราม

เขาอธิบายว่า การทำงานสันติภาพในภาคใต้จะแตกต่างจากภูมิภาคอื่นๆของประเทศ เพราะชายแดนใต้เป็นพื้นที่สงครามแบบกึ่งรบกึ่งขัดแย้งทางการเมือง จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่า ทำไมวิทยาลัยประชาชนจึงต้องพยายามสร้างให้คนในเป็นนักสันติภาพ เพราะคนในจะเข้าใจบริบทหรือการแก้ปัญหาในแนวทางสันติวิธี ในวิถีทางการเมืองที่สอดคล้องกับปัญหาที่เกิดขึ้น

ความขัดแย้งระยะเปลี่ยนผ่านเรื่องใหม่ที่ต้องเรียนรู้

“ภาคใต้เป็นพื้นที่ขัดแย้งทางความคิด เป็นสงคราม ดังนั้นการศึกษาเพื่อหาทางออกจากเงื่อนไขสงครามจึงเป็นสิ่งสำคัญ เราจึงต้องนำทฤษฎีหรือประสบการณ์จากพื้นที่ขัดแย้งอื่นๆในภูมิภาคนี้มาเป็นบทเรียน”

แวอิสมาแอล์ กล่าวว่า ความขัดแย้งในระยะเปลี่ยนผ่านเป็นเรื่องใหม่และเราต้องทำการบ้าน นอกจากเพื่อสื่อสารให้องค์กรภาคประชาสังคมและก็นักเคลื่อนไหวในพื้นที่ได้เข้าใจแล้ว ภาครัฐเองก็จะต้องทำความเข้าใจประเด็นนี้เช่นเดียวกัน

กลไกสนับสนุนคือหลักสูตรสันติภาพ

แวอิสมาแอล์ กล่าวว่า มีการพูดถึงกระบวนการสันติภาพในพื้นที่สาธารณะอย่างจริงจังมา 3-4 ปีที่ผ่านมา ทั้งในเวทีวิชาการและเวทีสาธารณะ แต่ก็ค่อยๆซึมซับลงชุมชนไปด้วย แต่ก็พบข้อท้าทายและข้อจำกัดสูงมาก ซึ่งเหตุผลเดียวที่วิทยาลัยประชาชนจัดการศึกษาเรื่องสันติภาพ เพราะเห็นทางเลือกในการแก้ปัญหาความรุนแรง ซึ่งกลไกที่เราใช้สนับสนุนหรือพูดคุยให้ได้มาซึ่งกระบวนการสันติภาพก็คือหลักสูตรสันติภาพ

สร้างพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุย

แวอิสมาแอล์ ยกตัวอย่างว่า เช่น การริเริ่มให้มี“พื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุย” ต้องทำให้เกิดขึ้นเพื่อให้คนที่มีรสนิยมต่างๆมาพูดคุยกัน มาทำความเข้าใจกับกระบวนการสันติภาพกันได้ เราพยายามเชิญผู้มีอำนาจทางนโยบายของรัฐมาพูดคุยในห้องเรียนกับคนทำงานภาคประชาสังคม เพื่อให้เขาได้รับรู้ว่าสิ่งที่ได้จากห้องเรียนนี้ต่างกับสิ่งที่เขาได้รับรายงานจากลูกน้อง

นี่เป็นการสร้างพื้นที่ให้พบกัน สร้างโอกาสให้เข้าถึงระดับที่แต่ละฝ่ายต้องการเรียนรู้ร่วมกัน แม้แต่การไปปรึกษากับดาโต๊ะซัมซามิน ซึ่งเป็น facilitator (ผู้อำนวยความสะดวกในการพูดคุยระหว่างคณะพูดคุยสันติสุขฯกับกลุ่มมาราปาตานี) ของมาเลเซีย สามารถรับฟังคนที่ทำงานจริงๆ และคนที่มีหลากหลายแนวคิด นี่คือกลไกสำคัญในการสนับสนุนกระบวนการสันติภาพ

เมื่อเจรจาสันติภาพ คู่ขัดแย้งก็ปรากฏและเป็นโอกาสทำความเข้าใจ

แวอิสมาแอล์ กล่าวว่า การเจรจาสันติภาพที่มีก่อนหน้านี้เป็นความพยายามในทางลับ ทำให้ประชาชนมองว่าไม่สมควรพูดคุยหรือเป็นเรื่องน่ากังวล แต่ปัจจุบันมีการพูดถึงสันติภาพในหลายๆพื้นที่ หลายๆกลุ่มคน การพูดถึง BRN หรือ RKK จึงไม่ใช่เรื่องที่เขากังวล การพูดถึงความต้องการทางอุดมการณ์ ทั้ง Merdeka(เอกราช) หรือการกำหนดชะตากรรมของตัวเองก็เป็นประเด็นสาธารณะ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวล เพราะมันหมายถึงว่าคู่ขัดแย้งกำลังปรากฏตัวขึ้นมา

“ก่อนหน้านี้เราไม่เคยพูดถึงว่า BRN คือคู่ขัดแย้งหลักหรือมีกลุ่มต่างๆเข้ามา ทางการไทยเป็นคู่ขัดแย้งหลักกับ BRN อย่างไรบ้างเราไม่ได้ทำความเข้าใจ แต่วันนี้ การเจรจาปรากฏตัวขึ้นในพื้นที่แล้ว ก็เป็นบรรยากาศหนึ่งในการผลักให้เกิดการเจรจาที่มีเกียรติและได้รับการยอมรับจากคนส่วนใหญ่มากขึ้น”

การเชื่อมเครือข่ายสันติภาพในพื้นที่ขัดแย้ง

แวอิสมาแอล์ กล่าวว่า อีกประเด็นที่สำคัญคือการเชื่อมเครือข่ายในห้องเรียนสันติภาพ ทำให้ได้ศึกษาปัญหาและการแก้ปัญหาในพื้นที่อื่นๆด้วย นี่เป็นจุดริเริ่มการสร้างเครือข่ายทั้งกับมหาวิทยาลัยที่อยู่ในพื้นที่ขัดแย้ง เอ็นจีโอ องค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงที่สำคัญ เพราะเอ็นจีโอในพื้นที่ขัดแย้งของอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์มีผลต่อการทำงานสันติภาพในปาตานีอย่างมาก

“องค์กรสันติภาพในพื้นที่ความขัดแย้งที่เข้ามาที่นี่มีความสำคัญต่อการกำหนดทิศทางและวิธีคิดการทำงานสันติภาพ และการตัดสินใจของทางการไทยด้วย ดังนั้นการเชื่อมโยงนี้สำคัญยิ่ง และเป็นช่วงเวลาที่ประจวบเหมาะกับการริเริ่มการเจรจาสันติภาพในช่วงนี้ด้วย”

เป็นช่วงเหมาะสมที่จะให้นานาชาติเข้าใจความขัดแย้งในภาคใต้

แวอิสมาแอล์ กล่าวว่า เพราะฉะนั้น การสนับสนุนขององค์กรระหว่างประเทศในประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญ แม้รัฐกังวลว่าเป็นการแทรกแซงของต่างชาติหรือไม่ก็ตาม ทางการไทยก็ควรที่จะปรับความเข้าใจเรื่องนี้ด้วย แต่สิ่งที่รัฐบาลไทยประสบความสำเร็จมาตลอดคือสามารถจัดการปัญหาสามจังหวัดชายแดนใต้ไม่ให้ถึงระดับระหว่างประเทศได้ แต่เป็นความล้มเหลวของขบวนการที่ต่อสู้ที่พยายามจะยกระดับการต่อสู้ของตัวเองเป็นระดับระหว่างประเทศ

“สุดท้าย ช่วงเวลานี้มีความสำคัญหากทางการไทยจะสร้างเครือข่ายกับทูตานุทูตเพื่อมาทำความเข้าใจปัญหาในพื้นที่ เป็นช่วงเวลาที่ประจวบเหมาะมากในการสร้างความเข้าใจต่อนานาชาติว่าความขัดแย้งในภาคใต้ ณ เวลานี้ อยู่กันแบบไหน อย่างไรและนี่ก็เป็นการศึกษาสันติภาพอีกแบบหนึ่ง”