ประชาสังคมสร้างสันติภาพ(2)‘LEMPAR’ ผู้ใช้ความรู้ขับเคลื่อน Kampong Damai ในพื้นที่สีแดง

ถอดบทบาท 3 องค์กรภาคประชาสังคมร่วมสร้างสันติภาพในงาน“ความรู้ ขับเคลื่อน และสื่อสาร” ผ่านเวทีประชุมวิชาการ “การวิจัยทางสังคมศาสตร์กับการสร้างสันติภาพ”ตอนที่ 2 “LEMPAR” องค์กรภาคประชาสังคมที่มุ่งขับเคลื่อนการสร้างสันติภาพที่ยึดโยงประชาชน ผ่านโครงการ Kampong Damai ในพื้นที่สีแดง เพราะมีความตื่นตัวทางการเมืองสูง โดยใช้ความรู้เพื่อสร้างทัศนคติเชิงบวก แต่ทว่าจะฝ่าฟันข้อจำกัดต่างๆได้อย่างไร เพื่อสื่อสารให้ทุกฝ่ายเข้าใจ เป็นงานที่ให้ข้อค้นพบและบทเรียนมากมายสำหรับภาคประชาสังคม

ถอดบทบาทองค์กรภาคประชาสังคมใน “งานความรู้ งานขับเคลื่อน และงานการสื่อสาร”ในการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1: การวิจัยทางสังคมศาสตร์กับการสร้างสันติภาพ ตอนที่ 2 LEMPAR(Lembaga Patani Raya untuk kedamaian dan pembangunan) หรือ“สำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา”อีกหนึ่งองค์กรภาคประชาสังคมที่มุ่งสร้างสันติภาพที่ยึดโยงกับประชาชน ผ่านโครงการจัดตั้งเครือข่าย Kampong Damai ศูนย์การเรียนรู้วิชาการสันติภาพชุมชน หรือ“ชุมชนสันติธรรม”ในพื้นที่สีแดงชายแดนใต้

โดย“ตูแวดานียา ตูแวแมแง”ผู้อำนวยการ LEMPAR ได้เล่าผ่านเวทีเสวนา“เครือข่ายประชาสังคมกับการสร้างสันติภาพชายแดนใต้” ในการประชุมดังกล่าว ซึ่งจัดโดยโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งและการมีส่วนร่วมในภาคใต้ของประเทศไทย สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตหาดใหญ่ เมื่อ 21 กันยายน 2559 ที่ห้องประชุม 210 สำนักงานอธิการบดี ม.อ. ดำเนินรายการโดย ดร.ธัญรดี ทวีกาญจน์ อาจารย์คณะวิทยาการจัดการ ม.อ.หาดใหญ่

เวทีนี้มีวิทยากรจาก 3 ตัวแทนองค์กรภาคประชาสังคมใน 3 บทบาทคือ งานความรู้ งานขับเคลื่อนสันติภาพระดับชุมชน และงานการสื่อสาร ได้แก่ นายแวอิสมาแอล์ แนแซ ผู้อำนวยการวิทยาลัยประชาชน นายตูแวดานียา ตูแวแมแง ผู้อำนวยการ LEMPAR นายมูฮำหมัด ดือราแม บรรณาธิการโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ (DSJ) และนางสาวนฤดี จันทสิงห์ ผู้จัดการ STEP Project II ในฐานะองค์กรสนับสนุน

ตูแวดานียา ตูแวแมแง ผู้อำนวยการ LEMPAR

นายตูแวดานียา ตูแวแมแง ผู้อำนวยการสำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา หรือ LEMPAR กล่าวถึงโครงการ Kampong Damai หรือชุมชนสันติธรรมว่า เริ่มต้นจากการถอดบทเรียนการแก้ปัญหาของภาครัฐและฝั่งขบวนการ เพราะในช่วง 2-3 ปีที่มีการพูดคุยสันติภาพ เราได้ชุดข้อมูลความคิดในขบวนการมากขึ้นว่า เขามีเป้าหมายในการต่อสู้เพื่ออะไร

เราค้นพบว่าทั้งรัฐ ฝ่ายขบวนการต่อต้านรัฐ ภาคประชาสังคมและภาคประชาชนในช่วงปี 2547 ถึง 2557 ต่างฝ่ายต่างมุ่งเน้นการรณรงค์ที่มีการใส่ความรู้สึกอคติค่อนข้างมาก ต่างฝ่ายต่างใช้การสื่อสารที่เป็นลักษณะโฆษณาชวนเชื่อค่อนข้างมาก เราก็คิดว่าถ้ามีแต่ข้อมูลที่กระทบต่อความรู้สึกร่วมของสังคมในพื้นที่มันจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ แต่จะยิ่งเพิ่มเงื่อนไขความรุนแรง จึงคิดว่าต้องมีงานที่ต้องช่วยบรรเทาความรู้สึกอคติจากการโฆษณาชวนเชื่อนี้

ในช่วงปี 2547 ถึง 2551 ที่มีการใช้กฎหมายพิเศษเข้าไปจับกุมหรือปิดล้อม เด็กๆในพื้นที่จะทำท่าปาดคอแล้วเรียกทหารว่า“บาบี”แปลว่าหมู คนที่ถูกมองว่าเป็นสายข่าวของทหารก็ถูกเรียกว่า“ฮาญิง”แปลว่าหมา ซึ่งกระทบจิตใจมาก ส่วนในฝั่งขบวนการก็ถูกสื่อเรียกว่าโจรใต้ อำมหิต โหดเหี้ยม เป็นปีศาจ ผมเลยพูดคุยกับเพื่อนๆที่ทำงานภาคประชาสังคมว่า เราต้องมีกิจกรรมที่ทำให้มีสติ มีทัศนคติบวกมากขึ้น โดยเอาความรู้ไปเปิดพื้นที่ที่เป็นพื้นที่สีแดงเป็นหลัก

เพราะพื้นที่สีแดงมีความตื่นตัวทางการเมืองค่อนข้างสูง

นายตูแวดานียา กล่าวว่า พื้นที่สีแดงนี้ แน่นอนว่าหน่วยงานข่าวกรองความมั่นคงมองว่ามีกองกำลังเคลื่อนไหวอยู่ มีแนวร่วมเคลื่อนไหวอยู่ แต่ในมิติทางการเมืองหรืองานด้านสันติวิธี ที่เน้นให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการสร้างสันติภาพ เรามองว่าพื้นที่สีแดงเป็นพื้นที่ที่มีต้นทุนทางสังคมในทางบวก ที่มีลักษณะความตื่นตัวทางการเมืองค่อนข้างสูง

“เพราะเราวัดได้ว่าชุมชนที่เป็นพื้นที่สีแดงเขาเจออะไร ตัวอย่างเช่น บ้านตันหยงเปาว์ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เราได้ข้อมูลจากชาวบ้านว่า ตั้งแต่ปี 2547 ถึงปัจจุบัน ถูกปิดล้อม บุกค้น จับกุม 300 กว่าครั้ง ทั้งบนบก ในทะเล ป่าชายเลน มีเฮลิคอปเตอร์บินวนเป็นสมรภูมิรบ เรียกว่าสงครามก็ได้ เราก็เลยมีมติกันว่าเราต้องมีกิจกรรมให้ความรู้เรื่องการเมือง กฎหาย สิทธิมนุษยชนและกระบวนการสันติภาพ”

ความรู้จะมีผลให้มีทัศนคติเป็นบวก

นายตูแวดานียา กล่าวว่า“เราไม่มีตัวชี้วัดทางวิชาการว่าทำไมต้องลงพื้นที่นี้ เหมือนไม่มีทางเลือกอื่นคือจำเป็นจะต้องลงไปให้ความรู้ดีกว่า เพราะอย่างน้อยพอเขามีความรู้ ชาวบ้านที่มีความอัดอั้นในใจ มองรัฐเป็นศัตรู แยกศัตรูชัดเจน ไม่ให้สัมภาษณ์นักข่าวเพราะพูดมลายูไม่ได้ รู้สึกไม่ใช่คนของตัวเอง แต่เรามองเป็นเป้าหมายแรกที่สำคัญนั้นความรู้จะมีผลให้มีทัศนคติเป็นบวก”

นั่นจึงเป็นที่มาของโครงการ Kampong Damai ใน 3 พื้นที่สีแดง คือ จ.ปัตตานีที่บ้านตันหยงเปาว์, จ.นราธิวาสที่บ้านปะลุกาแปเราะ อ.บาเจาะ และ จ.ยะลาที่บ้านบาเจาะ อ.บันนังสตา

ข้อจำกัดคือความชินชาและการสื่อสารสร้างความเข้าใจ

นายตูแวดานียา กล่าวว่า ข้อจำกัดหรืออุปสรรคของการทำงานจริงๆ เป็นความชินชาจากความรุนแรง เราอยู่ในบรรยากาศของการได้ยินเสียงระเบิด เสียงปืนมาตลอด บางครั้งเมื่อต้องเขียนรายงานไปยังแหล่งทุนก็ตอบไม่ถูกว่าอันไหนคือปัญหาอุปสรรคหรือข้อจำกัดในการทำงาน เราไม่รู้สึกว่าเผชิญกับอุปสรรคอยู่ แต่คนอื่นมองว่าเราเอาอนาคตมาแลก เดิมพันโดยเอาชีวิตมาทำงานในพื้นที่เสี่ยงแบบนี้ทำได้ยังไง

ข้อจำกัดคือ ความเข้าใจระหว่างคนทำงานภาคประชาสังคมกับกลุ่มคนที่ใช้อาวุธที่ไม่ตรงกันทั้งภาครัฐและขบวนการ

 ในฝั่งภาครัฐ ภาคประชาสังคมมองว่ามีสถานะทางการเมืองที่ชัดเจนเปิดเผยทั้ง การทำงาน องค์กร โครงสร้าง ผู้นำ จึงสามารถเข้าไปพูดคุยทำความเข้าใจได้ทันที

ถ้าเทียบกับพื้นที่ขัดแย้งที่คล้ายๆกับที่นี่ เช่น ที่อาเจะห์หรือติมอร์ ภาคประชาสังคมแทบจะไม่มีพื้นที่สื่อสารทำความเข้าใจกับภาครัฐเลยโดยเฉพาะกองทัพ แต่กองทัพไทยยังถือว่าอะลุ่มอล่วยมากระดับหนึ่ง

ความท้าทายขึ้นอยู่กับทักษะการสื่อสารกับขบวนการ

นายตูแวดานียา กล่าวว่า “ข้อจำกัด ความท้าทายขึ้นอยู่กับทักษะการสื่อสารของเรากับขบวนการมากกว่า ถ้าในมิติการสื่อสารภาครัฐ ภาครัฐแม้จะเป็นทหารแต่มีความเป็นนักการเมืองสูง คือพร้อมจะพูดคุยทำความเข้าใจแม้ในค่ายทหารก็ตาม

“สมัยที่ผมยังเป็นนักศึกษาถูกเชิญไปกินน้ำชาในค่ายสิรินธรก็รู้สึกหวั่นๆ เหมือนกันว่าจะได้กลับมาหรือเปล่า เราจะไปกันกี่คน ไปกันยังไง จะมีใครอยู่ข้างนอก ช่วยสื่อสารกับนักข่าวไหม ก็มีการวางแผนอย่างดีคือ ถ้าไปคนเดียวอย่าไปเพราะในมิติของเราตอนนั้นทหารไม่น่าไว้วางใจ แต่พอไปแล้วก็ไม่มีอะไร”

สื่อที่มียังไม่พอตั้งรับข้อมูลจากคนที่มีอคติรุนแรง

นายตูแวดานียา กล่าวว่า อีกความท้าทายคือการสื่อสารกับชาวบ้าน ชาวบ้านที่ไม่รับรู้การเปลี่ยนแปลงที่เป็นพลวัตยิ่งในพื้นที่ที่ถูกปิดกั้นเป็นพื้นที่สีแดง เขาก็มองทุกอย่างที่เป็นรัฐเป็นศัตรูทั้งหมด ยิ่งเขารู้ว่าคนที่ทำงานกับชาวบ้านเข้าไปในค่ายทหาร โดยเขาไม่รู้ว่าเชิงลึกเป็นยังไง เขาก็จะกากบาทแล้วว่าคนนี้เป็นหมาแล้ว นี่คือข้อจำกัด

คนทำงานภาคประชาสังคมในพื้นที่มีพื้นที่สื่อสารที่ยังไม่ค่อยกว้างขวางมากนัก ยังไม่เสรีมากนัก สื่อที่มีอยู่ยังไม่พอที่จะตั้งรับกับการสื่อสารหลายทางของข้อมูลจากคนที่มีอคติอย่างรุนแรงทั้งในมุมของชาวบ้านและรัฐ จึงจำเป็นต้องมีช่องทางการสื่อสาร

ต้องพัฒนาศักยภาพคนสื่อสารสาธารณะให้มากขึ้น

นายตูแวดานียา กล่าวว่า ในภาษาวิชาการมีคำว่า การสื่อสารเชิงสงครามกับการสื่อสารเชิงสันติภาพซึ่งในพื้นที่ตอนนี้ยังเป็นเรื่องใหม่ เป็นการให้คนในสังคมพยายามสื่อสารมองโลกในแง่บวก บางทีก็เจอคนสบประมาทว่ามองโลกสวยเกินไปหรือเปล่า เช่น การพูดคุยสันติสุขในมุมของภาคประชาสังคมและชาวบ้านบางส่วนมองว่ามองโลกสวยเกินไป จากที่พยายามทำอะไรก็สันติสุขๆจนไม่ได้ดูความเป็นจริงที่เกิดขึ้น รวมๆ แล้วผมสรุปว่า คนทำงานภาคประชาสังคมต้องทบทวนในสิ่งที่เป็นข้อจำกัดของตัวเอง เน้นพัฒนาศักยภาพคนทำงานด้านการสื่อสารสาธารณะให้มากขึ้น

ต้องมีปฏิสัมพันธ์ข้ามกลุ่ม ข้ามเครือข่าย

นายตูแวดานียา กล่าวว่า เขาค้นพบวิธีการหนึ่งที่จะทำให้คนทำงานไม่รู้สึกท้อได้ง่ายกับข้อจำกัด อุปสรรคต่างๆในพื้นที่ความขัดแย้งที่เดิมพันด้วยชีวิต คือต้องมีปฏิสัมพันธ์ข้ามกลุ่ม ข้ามภาค ข้ามวัฒนธรรม คือเครือข่ายหรือพื้นที่กลางสำคัญมาก ถ้าทำงานโดยไม่คำนึงถึงการสร้างเครือข่ายหรือปฏิสัมพันธ์ข้ามวัฒนธรรม ข้ามพื้นที่ก็ทำได้ แต่จะถูกเพ่งเล็ง ตั้งแง่ตั้งมุม ถูกสงสัยว่าเป็นกลางหรือเปล่า เป็นพวกรัฐหรือเปล่า แต่เราในฐานะคนที่ถูกมองอย่างนั้น เราชี้แจงเองกับการที่เรามีเพื่อนมีเครือข่ายช่วยชี้แจงอันไหนมีน้ำหนักมากกว่ากัน

“แม้เราจะมีทักษะการสื่อสารสาธารณะอย่างดีมากแค่ไหนก็ตาม แต่เพื่อนที่ทำงานในมิติเดียวกันหรือรัฐเองไม่เคยพูดถึงเราเลย ไม่เคยเอาสิ่งที่ดีๆที่เราทำ หรือรับรู้สิ่งที่ดีๆของเรา... เพราะฉะนั้นจะต้องมีทักษะการเชื่อมสัมพันธ์กับคนที่แตกต่าง โชคดีที่รุ่นผมเป็นผลิตผลของปัญญาชนที่ผ่านเบ้าหลอมของสถาบันอุดมศึกษาที่มีเพื่อนที่หลากหลายวัฒนธรรม มีเพื่อนที่เป็นไทยพุทธ มีเพื่อนต่างพื้นที่ ต่างภูมิภาค”

เทียบตัวอย่างซ้อมทรมานลดลงเพราะปฏิสัมพันธ์ข้ามชุมชน

นายตูแวดานียา ยกตัวอย่างกรณีกระแสข่าวการซ้อมทรมานผู้ต้องสงสัยในค่ายทหารที่มีมากในช่วงปี 2549-2551 มีสถิติที่ลดลงหลังจากชาวบ้านในชุมชนที่มีคนที่ถูกควบคุมตัวแล้วพาไปกักขังโดยใช้กฎหมายพิเศษมีการตื่นตัวมากขึ้น โดยมีการรวมตัวกันไปเยี่ยมกันจำนวนมาก ไปกัน 3-4 คันรถกระบะ 50-60 คน ทำให้การซ้อมทรมานลดลง ต่างจากเมื่อก่อนแม้แต่พ่อแม่ก็ไม่กล้าไปเยี่ยมเพราะกลัวถูกเหมารวมเป็นผู้ต้องสงสัยไปด้วย

“ในทางกลับกันถ้าคนที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยมีคนไปเยี่ยมเยอะๆ ยิ่งข้ามหมู่บ้านได้ก็ยิ่งดี จะกลายเป็นเครื่องยืนยันว่า ถ้าเขาไม่ดีจริงใครจะกล้าไปเยี่ยม นี่เป็นเครื่องยืนยัน แล้วในกรณีภาคประชาสังคมถ้าจะให้ยั่งยืนและมีพลังในการสู้ต่อไป ก็ต้องเชื่อมสัมพันธภาพข้ามเครือข่าย ข้ามวัฒนธรรม ข้ามความคิดต่าง จะเป็นกลไกสำคัญมาก”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ประชาสังคมสร้างสันติภาพ(1)‘วิทยาลัยประชาชน’ ให้ความรู้ผู้นำประชาชนเพื่อเปลี่ยนผ่านความขัดแย้ง

ศ.สุริชัย หวันแก้ว “การวิจัยสันติภาพ คือการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนร่วมกัน"

ผลวิจัยสถานการณ์ผู้ชายชายแดนใต้ชี้ชัด ชีวิตขาดอิสระ ไม่เชื่อกระบวนการยุติธรรม

LEMPAR ผุดโปรเจกต์ Kampong Damai ย้ำต้องเชื่อมั่นพลังชุมชนสร้างสันติภาพได้