เปิด 6 งานวิจัยสันติภาพนักวิชาการรุ่นใหม่ เผยบทบาททั้งคู่ขัดแย้ง ประชาสังคมและชุมชน

บทบาทเป็น“ข้อต่อ”ของสภาประชาสังคมชายแดนใต้, 6 บทบาทสันติภาพชุมชนของเครือข่ายผู้หญิงฯ, พัฒนาการและการปรับตัวของพูโล, “วะกัฟ”การจัดการตนเองอย่างสันติวิธีที่สร้างพลังต่อรองของชุมชน ตัวอย่างปอเนาะญีฮาดและท่อแก๊ซไทย-มาเลย์, “พื้นที่กลางจัดการความขัดแย้ง”สภาสันติสุขตำบล 4 อำเภอสงขลา, วิเคราะห์เหตุรุนแรงช่วงรอมฎอน นราธิวาสสูงสุด โดยรวมแนวโน้มลดลง

ตลอดปีที่ผ่านมา มีเวทีขับเคลื่อนงานความรู้สันติภาพเกิดขึ้นมากมาย หนึ่งในนั้นคือการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1: การวิจัยทางสังคมศาสตร์กับการสร้างสันติภาพ ซึ่งจัดโดย สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตหาดใหญ่ รวมกับโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งและการมีส่วนร่วมในภาคใต้ของประเทศไทย (STEP Project II) เมื่อ 21 กันยายน 2559 ที่ห้องประชุม 210 สำนักงานอธิการบดี ม.อ.หาดใหญ่

โดยมีการนำเสนอบทความทางวิชาการในมิติต่างๆ 33 บทความ แต่มีบทความที่เกี่ยวข้องกับปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้/ปาตานีรวม 6 ชิ้น โดยนักวิชาการรุ่นใหม่ มีเนื้อหาน่าสนใจ ดังนี้

บทบาท“ข้อต่อ”ของสภาประชาสังคมชายแดนใต้

บทความชิ้นแรกเรื่อง “บทบาทของสภาประชาสังคมชายแดนใต้กับการเปลี่ยนผ่านขัดความแย้ง” นำเสนอโดยอาจารย์ฟารีดา ปันจอร์ จากสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD) ม.อ.วิทยาเขตปัตตานี โดยนำเสนอถึงบทบาทของสภาประชาสังคมชายแดนใต้ในฐานะองค์กรที่รวมองค์กรภาคประชาสังคมหลากหลายกว่า 23 องค์กรมาเป็นองค์กรสมาชิกเพื่อทำงานขับเคลื่อนเชิงนโยบายและเปลี่ยนผ่านความขัดแย้งมาตั้งแต่ปี 2554 ผ่านกรอบแนวความคิดเกี่ยวข้อง เช่น เครือข่ายผู้แสวงหาสันติภาพและการเปลี่ยนผ่านความขัดแย้ง

ซึ่งผลการศึกษาพบว่า สภาประชาสังคมชายแดนใต้มีรูปแบบเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมแบบ active (กระตือรือร้น) และมีบทบาทในการเป็นตัวเชื่อมต่อ ทำงานขับเคลื่อนเชิงนโยบายอย่างหลากหลายมิติ

อย่างไรก็ตาม ก็มีองค์กรภาคประชาสังคมอื่นๆที่ยังกังวลและไม่เข้าใจการทำงานของสภาประชาสังคมชายแดนใต้ในหลายประเด็น เพราะฉะนั้นการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การทำงานของสภาประชาสังคมชายแดนใต้จะช่วยให้เข้าใจความต้องการ และสร้างความสัมพันธ์กับเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมอื่นๆ ที่ไม่ได้เป็นองค์กรสมาชิกได้

6 บทบาทสันติภาพชุมชน ของเครือข่ายผู้หญิงฯ

บทความชิ้นที่ 2 เรื่อง “บทบาทของเครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ในการจัดสานเสวนาเพื่อสร้างสันติภาพใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย” นำเสนอโดย นางสาวรอฮานี จือนารา นักศึกษาปริญญาโท สถาบันสันติศึกษา และผู้ปฏิบัติงานศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้

โดยบทความชิ้นนี้ศึกษาบทบาทของเครือข่ายผู้หญิงดังกล่าวในการจัดสานเสวนาในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งและความรุนแรงสูง และการสร้างสันติภาพในระดับชุมชน

ผลการศึกษาพบว่า เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมฯ เป็นผู้ดำเนินการจัดการสานเสวนา ไม่ใช่แค่อำนวยความสะดวกในการจัดเวทีเท่านั้น แต่มีบทบาทในการแก้ไขความขัดแย้งและความรุนแรงในชุมชน ดังนี้

1) เสริมสร้างศักยภาพ อบรมวิทยากรกระบวนการ

2) การเยี่ยมเยียน และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุรุนแรง

3) การประสานงานระหว่างผู้เห็นต่างจากรัฐ และเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อให้เกิดความร่วมมือ

4) เปิดพื้นที่กลางรื้อฟื้นความสัมพันธ์ใหม่

5) สร้างอาชีพให้กับกลุ่มผู้หญิงด้วยจิตวิญญาณของภาคประชาสังคม และ

6) เปิดพื้นที่การสื่อสารให้กับชาวบ้าน โดยมีกลยุทธ์การขับเคลื่อนเพื่อสร้างสันติภาพตามแนวคิดของจอห์นพอล เลเดอรัคซึ่ง ประกอบด้วย 4 ประการ คือ สัมพันธภาพ การใฝ่รู้อย่างย้อนแย้ง ความสร้างสรรค์ และมีความกล้าที่จะเสี่ยง

พัฒนาการและการปรับตัวของขบวนการพูโล

บทความชิ้นถัดไป นายซาการียา บิณยูซูฟ นักศึกษาปริญญาโท สถาบันสันติศึกษา และประธานมูลนิธิพัฒนาชุมชนเป็นสุข นำเสนอในเรื่อง “พัฒนาการและการปรับตัวของพูโลในความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนใต้/ปาตานี”

โดยนำเสนอว่า ความขัดแย้งในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ผ่านมานำไปสู่หลายๆเหตุการณ์ที่ก่อเกิดกลุ่มขบวนการต่อต้านรัฐ การเคลื่อนไหวทั้งในทางการเมืองและการใช้อาวุธของกลุ่มขบวนการในแง่หนึ่งเป็นส่งผลมาจากนโยบายรัฐในอดีต ที่สร้างสร้างความหวาดระแวง เช่น เหตุการณ์ดุซงญอ เหตุการณ์อุ้มหะยีสุหลง เหตุการณ์สะพานกอตอและเหตุการณ์ปล้นปืน เป็นต้น

พบปัญหาท้าทายในการศึกษาวิจัย

สำหรับขบวนการปลดปล่อยสหรัฐปาตานี (Patani United Liberation Organization) พูโล หรือ PULO เป็นขบวนการที่ไม่นิยมความรุนแรง เป็นแนวทางปลดปล่อยและเป็นขบวนการที่เสริมสร้างองค์ความรู้ตามแนวประวัติศาสตร์ เพราะมีหลักคิดหรือปรัชญาบนพื้นฐานของความหลากหลายทางวัฒนธรรม นั่นคือ Ubangtapakma ซึ่งมีความหมายคือ

1.) Ugama (ศาสนา) ซึ่งอธิบายใน 2 ลักษณะ คือประชาชนที่นับถือศาสนาอื่นๆ ในมิติความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับอัลลอฮฺที่ประชาชนนับถือศาสนาอิสลาม

2.) Bangsa (เชื้อชาติ)

3.) Tanah air (ดินแดน) และ

4.) Perikemanusian (มนุษยธรรม) ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และยึดกฎหมายระหว่างประเทศ

พูโลเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญในระดับปัญญาชนและนักการศาสนา ตลอดจนได้รับการยอมรับในต่างประเทศอย่างกว้างขวาง

อย่างไรก็ตาม การศึกษาวิจัยในประเด็นนี้ก็พบปัญหาสำคัญในกระบวนการวิจัย เนื่องจากพูโลเป็นองค์กรใต้ดิน ฉะนั้นการค้นหาเอกสารอ้างอิงและการสัมภาษณ์บุคคลสำคัญๆ ในองค์กรจึงเป็นไปค่อนข้างยาก

ทางเลือกจัดการตนเองอย่างสันติวิธี ผ่านกิจกรรม“วะกัฟ”

บทความชิ้นที่สี่ คือ “ทางเลือกในการจัดการตนเองอย่างสันติวิธีของชุมชนมุสลิมในพื้นที่ขัดแย้งผ่านกิจกรรมการบริจาคเพื่อสาธารณประโยชน์ (วะกัฟ)” โดยนายอิมรอน ซาเหาะ กรรมการบริหารสภาประชาสังคมชายแดนใต้ และผู้ปฏิบัติงาน ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้

บทความชิ้นนี้นำเสนอถึงรูปแบบหนึ่งของการเคลื่อนไหวอย่างสันติวิธีของภาคประชาชนเพื่อเรียกร้องสันติภาพในมิติต่างๆ หนึ่งในนั้นคือ การรับบริจาคเพื่อสาธารณประโยชน์ ซึ่งเป็นที่ปฏิบัติโดยทั่วไปในชุมชนมาเป็นเวลานานแล้ว หากแต่ในช่วงที่เกิดความขัดแย้งนั้นกลับยิ่งมีการปฏิบัติมากขึ้น

ตัวอย่างกรณีปอเนาะญีฮาด

โดยศึกษาการขับเคลื่อนของชุมชนผ่านการบริจาคเพื่อสาธารณประโยชน์ ที่หลายครั้งกลายเป็นวิถีปฏิบัติที่ชุมชนสามารถตัดสินใจต่อตัวงบประมาณเอง ทั้งยังเป็นการแสดงออกถึงการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน และในพื้นที่ชายแดนใต้ที่เกี่ยวโยงกับมิติสาธารณประโยชน์ ในกรอบคิดของวัฒนธรรมชุมชนซึ่งผู้คนยึดโยงกับความเป็นมุสลิม

ทั้งนี้ ในการวิเคราะห์จะนำแนวคิดสันติวิธีมาเชื่อมโยงกับแนวคิด “วะกัฟ” หรือการบริจาคเพื่อสาธารณประโยชน์ในอิสลาม ผ่านการใช้ตัวอย่างบางกรณีที่สำคัญ ทั้งในระดับชุมชน เช่น การวะกัฟของมัสยิดในชุมชน พื้นที่สำหรับทำกิจกรรมร่วมกันในชุมชน หรือกรณีการร่วมงานเลี้ยงข้าวยำน้ำชาของปอเนาะญิฮาด เป็นต้น และระดับพื้นที่โดยรวม เช่น โครงการมะดีนะตุสลาม (เมืองแห่งสันติ) มหาวิทยาลัยฟาฏอนี หรือมัรกัสยะลา (ศูนย์ดะวะห์) เป็นต้น

สร้างพลังต่อรองของชุมชนได้อย่างอิสระ

บทความนี้พบว่า ท้ายสุดแล้ว การบริจาคเพื่อสาธารณประโยชน์เป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้สันติภาพเชิงบวก ซึ่งสร้างพลังต่อรองของชุมชนในการกำหนดทิศทางการดำเนินการต่างๆได้อย่างเป็นอิสระ เนื่องจากไม่มีพันธะผูกติดกับข้อตกลงหรือสัญญาจากรัฐหรือองค์กรใดๆที่ให้ทุนเพื่อสร้างสาธารณะประโยชน์เหล่านี้

โดยแนวทางนี้พัฒนาจาก“ความร่วมมือ”และสร้าง“ความรู้สึกเป็นเจ้าของ”ในทรัพย์สินสาธารณะร่วมกัน จึงทำให้มีความต่อเนื่องของการรักษาดูแลและสานต่อ กระทั่งจะเป็นเครื่องมือหนึ่งของการสร้างเครือข่ายภายใต้แนวทางสันติวิธี ที่สามารถหนุนเสริมต่อการเปลี่ยนแปลงความรุนแรงเชิงโครงสร้างได้

เป็นพันธะศาสนาถ้าถูกละเมิด ทั้งจากรัฐหรือโครงการขนาดใหญ่

พลังของการบริจาคลักษณะนี้ คือ การทำให้ของที่ถูกบริจาคไปนั้น มีพันธะที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อในศาสนา ทำให้หากมีการละเมิดทรัพย์สินเหล่านี้ ก็จะกลายเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับหลักการของศาสนาไปด้วย แน่นอนว่าจะส่งผลอย่างทรงพลังต่อคนในชุมชนมุสลิม โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายที่ละเมิดเป็นรัฐหรือหน่วยงานเอกชนขนาดใหญ่ที่รัฐสนับสนุน เช่น กรณีปอเนาะญิฮาด กรณีการวางท่อแก๊ซไทย-มาเลเซีย หรือโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ซึ่งได้ขยายเป็นความขัดแย้งและความกังขาต่อรัฐในพื้นที่ที่ขัดแย้งอยู่แล้วมากยิ่งขึ้น เป็นต้น

สภาสันติสุขตำบล 4 อำเภอของสงขลา

บทความชิ้นที่ห้า เป็นงานศึกษาเกี่ยวกับพื้นที่ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ในประเด็นเรื่อง “สภาสันติสุขตำบล: พื้นที่กลางในการจัดการความขัดแย้งของชุมชน” นำเสนอโดยนายอุสมาน หวังสะนิ อาจารย์พิเศษวิทยาลัยชุมชนสงขลา และนักวิจัย สมาคมรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ภาคใต้

งานชิ้นนี้ศึกษาบทบาทของสภาสันติสุขตำบล ซึ่งเป็นพื้นที่กลางการจัดการความขัดแย้ง การพัฒนา และในพื้นที่ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ได้แก่ อำเภอจะนะ นาทวี เทพา และสะบ้าย้อย

เป็นพื้นที่กลางจัดการความขัดแย้งของชุมชน

ผลการวิจัยพบว่า ความเข้าใจในบทบาทของสภาสันติสุขต่อการจัดการความขัดแย้งในพื้นที่ที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับความเอาใจใส่และการเปิดรับของหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ และความร่วมมือของชุมชน

การสะท้อนข้อคิดเห็นถึงกิจกรรมของสภาสันติสุขที่มีในตำบลต่างๆ ชี้ให้เห็นว่า ผู้นำชุมชนและชาวบ้านที่เข้ามามีส่วนร่วมในเวทีสภาสันติสุขตำบล มีความพอใจที่ได้ใช้เวทีสภาเป็น“พื้นที่กลาง”ในการแสดงออกถึงเรื่องราว ปัญหา การแก้ไขปัญหา และทิศทางในการพัฒนา ถึงแม้สถานการณ์โดยทั่วไปไม่รุนแรง แต่ก็มีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

วิเคราะห์เหตุรุนแรงในชายแดนใต้ช่วงรอมฎอน

บทความชิ้นสุดท้าย คือ “การวิเคราะห์เหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ช่วงเดือนรอมฎอน ระหว่างปี 2547-2558” โดยนางสาวสุวรา แก้วนุ้ย อาจารย์นักวิจัย สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD) ม.อ.ปัตตานี

โดยศึกษารูปแบบการก่อเหตุรุนแรงและประเมินทิศทางของสถานการณ์การก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ช่วงเดือนรอมฎอน ระหว่างปี2547–2558 ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลจากสถิติของเหตุรุนแรงในทุกรูปแบบที่เกิดขึ้นระหว่างเวลาที่ศึกษา

นราธิวาส มีเหตุการณ์ คนเจ็บและตายสูงสุด

จากฐานข้อมูลของศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ พบว่า การก่อเหตุความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ช่วงเดือนรอมฎอนระหว่างปี 2547–2558 มีทั้งสิ้น 1,853 เหตุการณ์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 763 ราย และผู้ได้รับบาดเจ็บ 1,246 ราย

เหตุรุนแรงส่วนใหญ่มาจากสาเหตุการก่อความไม่สงบในพื้นที่ โดยมีรูปแบบการก่อเหตุสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1) การยิง 2) การระเบิด และ 3) การก่อกวน โดยในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส มีจำนวนเหตุการณ์โดยรวม จำนวนการเกิดเหตุยิงและระเบิด รวมถึงผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตสูงที่สุด

นอกจากนั้นก็พบว่า แนวโน้มของการก่อเหตุจะมีสัดส่วนที่สูงขึ้นในห้วง 10 วันสุดท้าย และช่วงเวลาในการก่อเหตุส่วนใหญ่ คือ ช่วงเวลา 18.01 – 24.00 น.

แนวโน้มการเสียชีวิตที่มีทิศทางลดลง

หากพิจารณาสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นพบว่า มีสัญญาณเชิงบวกได้เริ่มปรากฏให้เห็นโดยเฉพาะแนวโน้มการเสียชีวิตที่มีทิศทางลดลง จากประมาณ 2-3 คนต่อวันในช่วงก่อนปี 2556 ลดลงเหลือประมาณ 1 คนต่อวันในช่วงปี 2557-2558 และปรากฏชัดขึ้นในปี 2558 ซึ่งเป็นปีที่มีผู้เสียชีวิตน้อยที่สุด นอกจากนี้ปี 2557 ยังเป็นปีที่มีเหตุการณ์น้อยที่สุดในรอบ 12 ปีที่ผ่านมาด้วย

โดยสรุปแล้ว สาเหตุของความรุนแรงที่เกิดขึ้นในห้วงรอมฎอนที่ผ่านมานั้น ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการก่อความไม่สงบ ซึ่งเกี่ยวข้องกับอุดมการณ์และความเชื่อ ดังนั้นทุกฝ่ายควรร่วมกันทำความเข้าใจ เพื่อแก้ปัญหาและหาทางลดความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่

นอกจากนี้ภาครัฐ ภาคประชาสังคม และประชาชนควรช่วยกันสอดส่องเฝ้าระวังการก่อเหตุในพื้นที่ และควรสร้างพื้นที่แห่งการสื่อสารเชิงบวก เพื่อลดอคติ ความกลัวและความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน อันจะนำไปสู่การหนุนเสริมบรรยากาศของสันติภาพ สันติสุขในสังคมต่อไป

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ประชาสังคมสร้างสันติภาพ(1)‘วิทยาลัยประชาชน’ ให้ความรู้ผู้นำประชาชนเพื่อเปลี่ยนผ่านความขัดแย้ง

ประชาสังคมสร้างสันติภาพ(2)‘LEMPAR’ ผู้ใช้ความรู้ขับเคลื่อน Kampong Damai ในพื้นที่สีแดง

ประชาสังคมสร้างสันติภาพ(3)‘DSJ’สื่อสารเพื่อสันติ ถามโต๊ะพูดคุยจะแก้ปัญหารากเหง้าอย่างไร?

ศ.สุริชัย หวันแก้ว “การวิจัยสันติภาพ คือการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนร่วมกัน"

ผลวิจัยสถานการณ์ผู้ชายชายแดนใต้ชี้ชัด ชีวิตขาดอิสระ ไม่เชื่อกระบวนการยุติธรรม