“เอาชนะความคิดที่ผิด มิใช่ทำลายคนที่คิดผิด” พล.อ.มณี จันทร์ทิพย์ ชายแดนใต้พื้นที่ต่อสู้ทางความคิด

"ต้องใช้ปัญญาเอาชนะความคิดที่ผิด มิใช่ทำลายคนที่คิดผิด” ปาฐกถาพิเศษ พล.อ.มณี จันทร์ทิพย์ อดีตรองแม่ทัพภาค 4 ชี้ในชายแดนใต้เป็นการต่อสู้ทางความคิด  ในงานสัมมนาวิชาการ"พื้นที่ปลอดภัยและกระบวนการยุติธรรมทางเลือก: วาระแห่งชาติเพื่อสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้"

“การต่อสู้ในสถานการณ์ความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนใต้ เป็นการต่อสู้ทางความคิด ดังนั้น ยุทธศาสตร์ในการต่อสู้ที่สำคัญ คือ ต้องใช้ปัญญา เพื่อเอาชนะความคิดที่ผิด มิใช่ทำลายคนที่คิดผิด

เป็นคำกล่าวสรุปปิดท้ายปาฐกถาพิเศษ "ทิศทางการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในปัจจุบัน" ของพล.อ.มณี จันทร์ทิพย์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก ในงานสัมมนาวิชาการ "พื้นที่ปลอดภัยและกระบวนการยุติธรรมทางเลือก: วาระแห่งชาติเพื่อสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้"

เป็นงานที่จัดโดยมูลนิธิเอเชีย ร่วมกับวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2559 ที่โรงแรมเดอะสุโกศล กรุงเทพมหานคร โดยมีเอกอัครราชทูตจากหลายประเทศเข้าร่วมฟัง

พล.อ.มณี จันทร์ทิพย์ อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 4

พล.อ.มณี จันทร์ทิพย์ คืออดีตรองแม่ทัพภาคที่ 4 และอดีตผู้บังคับการจังหวัดทหารบกปัตตานีและผู้บังคับหน่วยทหารพรานจังหวัดชายแดนในภาคใต้ ถือเป็นนายทหารที่เข้าใจสภาพพื้นที่ชายแดนใต้อย่างดีคนหนึ่ง เคยได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติงานตั้งแต่ยุคการปราบปรามโจรจีนคอมมิวนิสต์มาลายาทั้งกลุ่มเก่าและกลุ่มใหม่ ระหว่างปี 2526-2532 ซึ่งสามารถทำลายฐานที่มั่นได้เกือบทั้งหมด อันเป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งที่นำไปสู่การเจรจาสันติภาพ

หลังจากนั้น พล.อ.มณี ยังได้รับผิดชอบงานในพื้นที่อีกจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการรับมือกับกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง งานขจัดภัยแทรกซ้อน โดยเฉพาะน้ำมันเถื่อน ผู้หลบหนีเข้าเมืองและทรัพยากรป่าไม้ อำนวยการด้านยุทธการ ตลอดจนการปฏิบัติงานคณะทำงานโครงการพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ คณะที่ 1 ในพื้นที่จังหวัดยะลา

ปัจจุบันหนึ่งในคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

เพิ่มประสิทธิภาพความปลอดภัย เสริมความเข้มแข็งพลเรือน

พล.อ.มณี กล่าวถึงการปฏิบัติงานของรัฐในแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้มีหลายอย่าง โดยส่วนหนึ่งคือการเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาความปลอดภัย ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด สร้างความเข้าใจต่อทุกฝ่าย และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

ส่วนสิ่งที่รัฐบาลจะส่งเสริมต่อไปคือ ส่งเสริมความเข้มแข็งของพลเรือน ส่งเสริมความเข้มแข็งของตำรวจ ส่งเสริมความเข้มแข็งของอาสาสมัครรักษาดินแดน ส่งเสริมและสนับสนุนกองกำลังประชาชน และจะส่งมอบพื้นที่ให้กับกองทัพภาคที่ 4

ขยายสนามบินบ่อทอง สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา

พล.อ.มณี กล่าวต่อไปว่า ขณะที่งานที่รัฐบาลจะดำเนินงานในเร็วๆนี้ มีหลายโครงการ เช่น ขยายรันเวย์สนามบินบ่อทอง จ.ปัตตานี โรงไฟฟ้าถ่านหิน อ.เทพา จ.สงขลา สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกบนถนน 410 (สายยะลา-เบตง) สร้างสนามฟุตซอลประจำอำเภอ งานประชาสัมพันธ์เชิงรุก และอื่นๆ อีกหลายงาน

ย้ำ 9 ข้อห้ามเด็ดขาด

พล.อ.มณี กล่าวว่า ในประเด็นมนุษยธรรมรัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมาก โดยเน้นย้ำให้หน่วยปฏิบัติตามข้อห้ามเด็ดขาดของ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ซึ่งมี 9 ข้อ ประกอบด้วย

1.ห้ามทำผิดวินัยและคำสั่ง 2.ห้ามดื่มสุรา สิ่งมึนเมาและสิ่งเสพติดโดยเด็ดขาด 3.ห้ามเอาทรัพย์สินของผู้อื่นมาเป็นของตน 4.ห้ามทำสิ่งของผู้อื่นเสียหาย 5.ห้ามทำร้ายผู้อื่นทั้งร่างกายและจิตใจ 6.ห้ามดูถูก เหยียดหยาม ด่าว่าผู้อื่น 7.ห้ามลวนลามผู้หญิง แม้กระทั่งสายตาและวาจา 8.ห้ามเปิดเผยความลับ และแพร่ข่าวลือ 9.ไม่สร้างเงื่อนไขทุกชนิด

ลดระดับความรุนแรง ลดการใช้กฎหมายพิเศษ

พล.อ.มณี กล่าวอีกว่า สิ่งที่รัฐบาลจะทำอีกคือการลดระดับของความรุนแรง ควบคุมภาพความรุนแรงที่อาจจะแพร่ออกไปทั้งจากสื่อหรือเจ้าหน้าที่รัฐเอง ควบคุมอาวุธที่ผู้นำท้องถิ่นหรือผู้นำหมู่บ้านครอบครอง

“ลดระดับการใช้กฎหมายพิเศษ ไกล่เกลี่ยเพื่อยุติความขัดแย้งของกลุ่มอิทธิพล กลุ่มธุรกิจหรือความขัดแย้งส่วนบุคคล ลดการปฏิบัติที่อาจก่อให้เกิดความรุนแรงจากเจ้าหน้าที่รัฐ กวดขันวินัย ไม่ยุ่งเกี่ยวกับผู้มีอิทธิพล สิ่งผิดกฎหมายและภัยแทรกซ้อน”

เชิญตัวเยาวชน เคารพสิทธิ ไม่ละเมิด

พล.อ.มณี กล่าวอีกว่า ในการเชิญตัวเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปีจะมีการเชิญพนักงานอัยการ นักสังคมวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ ร่วมในการซักถามทุกครั้ง และการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยจะปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับ ระหว่างและหลังการควบคุมตัวอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ ไม่ทำร้ายร่างกายและต้องไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน

พูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ 3 ระดับ

พล.อ.มณี ยังได้กล่าวถึงการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยว่า มีการตั้งกลไกการทำงานขึ้นมา 3 ระดับ ได้แก่ 1.ระดับคณะกรรมการอำนวยการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน 2.ระดับคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้ มีพล.อ.อักษรา เกิดผล เป็นหัวหน้าคณะ และ 3.ระดับคณะประสานงานการพูดคุยระดับพื้นที่มีผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้าเป็นหัวหน้าคณะ

หน้าที่ของคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขชายแดนใต้

หน้าที่ของคณะกรรมการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้ภาคใต้ คือ ทำหน้าที่หารือกับกลุ่มผู้มีความเห็นต่างโดยตรง แต่ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญไทย และให้รายงานต่อคณะกรรมการอำนวยการ ทั้งก่อนและหลังการพูดคุยทั้งทางเปิดและทางลับ และยังมีหน้าที่ จัดช่องทางติดต่อสื่อสาร 3 ฝ่าย ระหว่างคณะพูดคุยกลุ่มผู้มีความเห็นต่าง และผู้อำนวยความสะดวกที่มีความรวดเร็ว

ขณะเดียวกันหน้าที่ของคณะทำงานประสานงานระดับพื้นที่ คือ สร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อกระบวนการพูดคุยฯ ขอบเขตการทำงานครอบคลุมเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องปฏิบัติงานนอกพื้นที่รับผิดชอบ และต่างประเทศต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการอำนวยการฯ ก่อน และยังมีหน้าที่รายงานความคืบหน้าการดำเนินงานให้คณะกรรมการอำนวยการทราบ โดยทำสำเนาให้คณะพูดคุยฯ ทราบด้วย

8 งานสำคัญของคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขชายแดนใต้

1.   เปิดพื้นที่สาธารณะ เพื่อรับฟังความคิดเห็น พร้อมทั้งสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายกลุ่ม โดยให้พยายามผ่านบุคคลที่ 3 เป็นผู้ดำเนินการ เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่แท้จริง

2.   ส่งเสริมการเปิดพื้นที่กลางในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการพูดคุยจากฝ่ายต่างๆ ในการให้คำปรึกษา ความเห็น ข้อถกเถียง เช่น ประเด็น RSD Safety Zone การอำนวยความยุติธรรม เป็นต้น

3.   สนับสนุนและส่งเสริมให้ภาคประชาสังคม เข้ามามีบทบาทและมีส่วนร่วมในกระบวนการพูดคุยเพิ่มขึ้น โดยใช้รูปแบบการจัดทำโครงการเป็นสื่อกลางความร่วมมือร่วมกัน

4.   สร้างองค์ความรู้ด้านสันติวิธีให้แก่ เจ้าหน้าที่ภาครัฐ ภาคประชาสังคม ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และในประชาชนใน Track 3

5.   สร้างสภาวะแวดล้อมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีความปลอดภัย เพื่อไม่ให้กลุ่มเห็นต่างใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือต่อรองในการพูดคุย

6.   สร้างความเชื่อมั่นในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะเรื่องการปฏิบัติทางการทหาร การบังคับใช้กฎหมาย เจ้าหน้าที่จะต้องไม่สร้างเงื่อนไขในเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน บังคับใช้กฎหมายตามแนวทางสันติวิธี

7.   ตรวจสอบข้อเท็จจริงในทุกเหตุการณ์ที่คนในพื้นที่มีข้อสงสัยและชี้แจงข้อเท็จจริงให้สังคมทราบโดยทันที เช่น เหตุการณ์บ้านโต๊ะชูด อ.ทุ่งยางแดง

8.   ประเมินสภาพแวดล้อมที่มีผลต่อการพูดคุย ทั้งในส่วนของความคิดเห็นของกลุ่มบุคคลหรือองค์กรใน Track 2 จำนวน 12 กลุ่ม และประชาชนใน Track 3 เสนอต่อ คณะพูดคุย เพื่อใช้เป็นข้อมูลบนโต๊ะพูดคุย

สรุป “เอาชนะความคิดที่ผิด มิใช่ทำลายคนที่คิดผิด”

พล.อ.มณี กล่าวสรุปว่า การต่อสู้ในสถานการณ์ความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนใต้ เป็นการต่อสู้ทางความคิด ดังนั้น ยุทธศาสตร์ในการต่อสู้ที่สำคัญ คือ ต้องใช้ปัญญา เพื่อเอาชนะความคิดที่ผิด มิใช่ทำลายคนที่คิดผิด

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

มูลนิธิเอเชียเปิดวงถก วาระชาติสันติภาพชายแดนใต้ เปิดผลวิจัย‘พื้นที่ปลอดภัย-ยุติธรรมทางเลือก’

คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 230/2557 เรื่อง การจัดตั้งกลไกขับเคลื่อนกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้