เปิดตัว “อภิธานศัพท์ว่าด้วยแปรเปลี่ยนความขัดแย้ง” เชื่อมความรู้กับปฏิบัติการ

PRC เปิดตัวหนังสือ“อภิธานศัพท์ว่าด้วยแปรเปลี่ยนความขัดแย้ง: 20 แนวคิดเชิงทฤษฎีและปฏิบัติ” มูลนิธิ Berghof กลั่นจากประสบการณ์ 40 ปีในพื้นที่ขัดแย้ง นักแปลชี้ สังคมไทยขาดความคิดนามธรรมในการเข้าใจปัญหา ทั้งที่สิ่งที่สำคัญคือการพูดถึงรากเหง้าของความขัดแย้ง หนังสือที่คู่ขัดแย้งและภาคประชาสังคมต้องอ่าน เพราะหลายเรื่องกำลังเถียงกันในพื้นที่ เช่น สันติภาพคืออะไร ชี้แนวโน้มบทบาทการสร้างสันติภาพในโลกถูกถ่ายโอนลงสู่ข้างล่างมากขึ้น

เปิดตัวหนังสือ“อภิธานศัพท์ว่าด้วยแปรเปลี่ยนความขัดแย้ง”

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2559 ศูนย์ความร่วมมือทรัพยากรสันติภาพ (Peace Resource Collaborative) จัดงานเปิดตัวและวิพากษ์หนังสือ “อภิธานศัพท์ว่าด้วยการแปรเปลี่ยนความขัดแย้ง : 20 แนวคิดเชิงทฤษฎีและปฏิบัติ” ที่ห้องมะเดื่อ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) โดยมีนางสาวภัควดี วิระภาสพงษ์ นักแปลอิสระ รศ.ดร. ไชยยันต์ รัชชกูล ผู้ทรงคุณวุฒิ ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา และนายรอมฎอน ปันจอร์ บรรณาธิการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ มาร่วมวิพากษ์ ดำเนินรายการโดย ดร.ฆายนีย์ ช.บุญพันธ์ และมีผู้เข้าร่วมฟังจำนวนมาก

หนังสือเล่มนี้ นางสาวภัควดี วิระภาสพงษ์ เป็นผู้แปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษของมูลนิธิ Berghof ประเทศเยอรมนี ชื่อ Berghof Glossary on Conflict Transformation 20 notion for theory and practice ซึ่งเกิดจากการร่วมมือกันของ 8 องค์กรเครือข่าย ได้แก่ ศูนย์ข่าวสันติภาพ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ ม.อ.ปัตตานี สถาบันสันติศึกษา ม.อ.หาดใหญ่ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า และมูลนิธิ Berghof

กลั่น 20 แนวคิดจากประสบการณ์ 40 ปีในพื้นที่ขัดแย้ง

มูลนิธิ Berghof ระบุในหนังสือเล่มนี้ว่า อภิธานศัพท์เล่มนี้ประกอบด้วยคำสำคัญ 20 คำ ซึ่งคณะทำงานเลือกมาจากพื้นฐานประสบการณ์การทำงานภาคสนามในพื้นที่ขัดแย้งเป็นเวลา 40 ปี มานำเสนอเรียงตามตัวอักษร (ภาษาอังกฤษ) มีเป้าหมายที่จะเพิ่มความเข้าใจที่มีต่อคำเหล่านั้นและชี้ให้เห็นคำถามสำคัญที่ควรค้นคว้าต่อไปในงานวิจัย

สำหรับทั้ง 20 คำดังกล่าวในหนังสือเล่มนี้ ประกอบด้วย (ภาษาไทย) 1.ความขัดแย้ง 2.การป้องกันความขัดแย้ง การจัดการความขัดแย้ง การคลี่คลายความขัดแย้ง 3.การแปรเปลี่ยนความขัดแย้ง – ทฤษฎี หลักการ ตัวแสดง 4.การสานเสวนา 5.ศักดิ์ศรีและความไว้วางใจ 6.ผู้ให้ทุนกับการรับทุน 7.การเพิ่มอำนาจ 8.การอำนวยความสะดวก การไกล่เกลี่ย และการเจรจา 9.เพศภาวะ 10.สันติภาพ การสร้างสันติภาพ การทำให้เกิดสันติภาพ

11.การวิจัยเกี่ยวกับสันติภาพและการแปรเปลี่ยนความขัดแย้ง 12.มวลชนสนับสนุนสันติภาพ 13.การให้การศึกษาเกี่ยวกับสันติภาพ – หลักการ 14.การให้การศึกษาเกี่ยวกับสันติภาพ – วิธีการ 15.การสนับสนุนสันติภาพ – โครงสร้างและกระบวนการ 16.ภาคปฏิบัติของการครุ่นคิดทบทวน: การติดตามตรวจสอบ การประเมินและการเรียนรู้ 17.ความมั่นคง 18.การแปรเปลี่ยนความขัดแย้งเชิงระบบ 19.ความยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่านและการจัดการกับอดีต และ 20.ความรุนแรงและการไม่ใช้ความรุนแรง

ดึงคนอ่านเปิดโลกทัศน์ความขัดแย้ง

ภัควดี วีระภาสพงษ์ ผู้แปลหนังสือเล่มนี้ กล่าวว่า การตอบรับที่จะแปลหนังสือเล่มนี้มาจากความสนใจเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของประชาชนของตนเองที่มีอยู่แต่เดิม สังคมไทยนั้นมักจะกีดกันผู้คนที่เป็นชนกลุ่มน้อยหรือชายขอบออกไป ปัญหาก็คือความขัดแย้งในภาคใต้นั้นจะทำอย่างไรให้สังคมไทยเปิดกว้างและและยอมรับความหลากหลายของผู้คน โดยภาพรวมเป็นการอธิบายถึงแนวคิดการแปรเปลี่ยนความขัดแย้ง ซึ่งแตกต่างไปจากความเข้าใจเดิมของคนไทยที่มักมองว่าความขัดแย้งนั้นจัดการหรือระงับไว้ได้ ทำให้จบโดยไม่ได้ดูรากเหง้าของปัญหาจริง แต่การแปรเปลี่ยนความขัดแย้งเน้นบทบาทของผู้คนที่อยู่ท่ามกลางความขัดแย้งให้เข้ามามีส่วนในการทำงาน อีกทั้งยังไม่ใช่กดทับผู้คนให้นิ่งสงบ แต่แนวทางในการวิเคราะห์ให้เห็นรากเหง้าของปัญหาที่แท้จริง รวมไปถึงการมองเห็นพลวัตของความขัดแย้งที่คนทำงานยิ่งต้องปรับตัวให้เหมาะกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงนั้นด้วย 

 ภัควดี กล่าวต่อว่า แนวทางการแปลงานชิ้นนี้ของตนคือการดึงคนอ่านไปสู่งานแปล แทนที่จะดึงงานแปลไปสู่คนอ่าน กล่าวคือ แทนที่จะแปลงานที่ยึดความหมายที่เข้าใจในภาษาไทยเป็นหลัก ตนกลับเห็นว่าต้องคงความเป็นต่างด้าวหรือความเป็นเทศของต้นฉบับเอาไว้ เพราะหน้าที่ของคนแปลคือการผลักดันคนอ่านให้ออกไปพ้นจากพรมแดนในภาษาของตนเอง ไม่ใช่ทำให้ทุกอย่างกลายเป็นไทยไปทั้งหมด ด้วยวิธีการนี้ก็จะทำให้โลกทัศน์ของเรากว้างขึ้น แม้หนังสือเล่มนี้จะมีเนื้อหาที่เป็นนามธรรมและอ่านยาก แต่แนวคิดที่อธิบายอยู่ในเล่มนี้ก็ถือเป็นเรื่องใหญ่และจำเป็นต้องเข้าใจบริบทแวดล้อมและทฤษฎีอยู่พอสมควร

ผู้แปลหนังสืออภิธานศัพท์ฯ กล่าวอีกว่า มูลนิธิเบิร์กฮอฟซึ่งจัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้น่าจะตั้งใจให้นักปฏิบัติงานในพื้นที่ความขัดแย้งอ่านมากว่าจะเป็นผู้คนทั่วไป หากตนทำให้อ่านง่ายขึ้นในภาษาไทยก็จะสูญเสียสิ่งที่ต้นฉบับต้องการนำเสนอ ตนต้องการรักษาแนวคิดนามธรรมเหล่านี้เอาไว้ เพราะเห็นว่าปัญหาที่สังคมไทยมีคือการขาดความคิดนามธรรมในการจะเข้าใจปัญหา เรื่องนามธรรมพื้นฐานเหล่านี้จึงจำเป็นต้องอธิบายซ้ำ

สิ่งที่สำคัญคือการพูดถึงรากเหง้าของความขัดแย้ง

ภัควดี เห็นว่า สิ่งที่หนังสือเล่มนี้ต้องการนำเสนอก็คือการมองสิ่งที่ถูกมองโดยแง่ลบอย่างความขัดแย้งในมุมมองเชิงบวก สังคมไทยมักต้องการความสงบและเมื่อมีความขัดแย้งก็ต้องกดทับเอาไว้ ต้องอดทนและเงียบไว้ก่อน แต่แนวคิดในเล่มนี้เห็นว่าเราต้องสนใจรากเหง้าของความขัดแย้งอย่างจริงจัง

“สิ่งที่น่าสนใจก็คือ บางครั้งความขัดแย้งที่ปรากฏอาจไม่ได้มีรากเหง้าอย่างที่เข้าใจกันก็ได้ ความขัดแย้งระหว่างชาติพันธุ์บางทีดูแล้วเป็นความไม่พอใจกันระหว่างชาติพันธุ์ แต่รากเหง้าจริงๆ อาจอยู่เรื่องอื่น อาจเป็นเรื่องความยากจน การแย่งชิงทรัพยากร ความไม่เท่าเทียม เป็นต้น” ภัควดี กล่าว

ส่องสว่างความรู้และประสบการณ์

ไชยันต์ รัชชกูล ผู้ทรงคุณวุฒิประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา กล่าวว่า หนังสือเล่มนี้รวบรวมคำศัพท์หัวใจ 20 คำ ที่ใช้กันอยู่ในแวดวงของการวิจัยสันติภาพ อยู่กึ่งกลางระหว่างการเป็นพจนานุกรม ที่ให้ความหมายต่อคำใดคำหนึ่งอย่างสั้นๆ กับการเป็นเรียงความ (essay) ที่ดึงเอาคำอธิบายเกี่ยวกับคำนั้นๆ มา ที่น่าสนใจคือเป็นงานเขียนที่อ่อนน้อยถ่อมตนอย่างมาก แทนที่จะเหมือนกับการทบทวนแนวคิดที่ถูกตีความโดยคนอื่นๆ และโต้แย้งว่าแนวคิดของตนดีกว่าอย่างไรเหมือนกับการทบทวนวรรณกรรมทั่วไป หนังสือเล่มนี้พยายามนำคำอธิบายที่แตกต่างกันมากล่าวเสริมกันและกัน

ไชยันต์ กล่าวต่อไปว่า การเป็นหนังสือแปลและเน้นไปที่การอธิบายแนวคิดจึงทำให้เป็นหนังสือที่อ่านค่อนข้างยาก แม้ว่าจะมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้คนทั่วไปอ่านก็ตาม แต่ก็ต้องยอมรับว่าไม่มีหนังสือแปลเล่มไหนที่ดีและสมบูรณ์ที่สุด สำคัญคือคนที่อ่านจะได้อะไรจากสิ่งที่หนังสือเล่มนี้ต้องการนำเสนอโดยที่ไม่จำเป็นต้องยึดติดถือเป็นคัมภีร์ที่ต้องยึดเหนี่ยว แต่ต้องลองคิดต่อและเปรียบเทียบกับเล่มอื่นๆ ดู

“แนะนำในการอ่านหนังสือเล่มนี้โดยเราลองสแกนดูว่าเนื้อหาเหล่านี้สามารถส่องแสงสว่างอะไรให้แก่เราบ้าง? ด้วยประสบการณ์ของเราเอง จะส่องแสงสว่างอะไรกับหนังสือเล่มนี้ได้บ้าง? เพื่อทำให้เราเห็นถึงข้อจำกัดของหนังสือเล่มนี้ และหนังสือเล่มนี้มีส่วนช่วยให้เราได้เห็นข้อจำกัดของตนเองอีกด้วย”

ไชยันต์ กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า การที่จะเกิดสันติภาพขึ้นมาได้มันไม่ใช่การตกลงกันระหว่างเจ้านายใหญ่โตมันเกิดจากการเซ็นสัญญาสันติภาพ แต่เป็นสันติภาพที่เกิดจากประสบการณ์ของประชาชนในระดับพื้นฐาน สิ่งที่สำคัญมันอยู่ที่คนส่วนใหญ่คือมวลชนเนื่องจากความสันติภาพหรือสงครามมันอยู่ที่จิตใจมนุษย์ ฉะนั้นสันติภาพเริ่มที่จิตใจมนุษย์ไม่ใช่จิตใจของคนใดคนหนึ่งแต่เป็นคนทั่วไปทั้งหมดเป็นจำนวนมาก นี่คือการสร้างสันติภาพ เรื่องของสันติภาพชอบถกเถียงในวงวิชาการว่าสันติภาพเป็นเรื่องของปราศจากสงคราม เพราะฉะนั้นสันติภาพมิใช่ภาวะที่ไม่มีสงครามมันต้องมีมากกว่านั้น หนังสือเล่มนี้อ่อนน้อมถ่อมตนมากกว่า โดยเสนอว่าสันติภาพนั้นต้องไม่ได้เป็นเงื่อนไขที่ตายตัว แต่เป็น “กระบวนการของความรุนแรงที่ลดลงและความยุติธรรมที่มากขึ้นต่างหาก” (หน้า 105, คลิกอ่านทั้งเล่ม ที่นี่)

ผสมผสานทฤษฎีและปฏิบัติการ

รอมฎอน ปันจอร์ บรรณาธิการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ กล่าวว่า หากสมมติตัวเองเป็นคนสองคนแล้วเปิดอ่านหนังสือเล่มนี้ คนแรกเป็นสมาชิกของบีอาร์เอ็นที่อยู่ในวัยหนุ่มและอีกคนเป็นเจ้าหน้าที่ที่ช่วยงานเสนาธิการของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า จะพบว่าทั้งสองคนนี้น่าจะมีความเห็นต่อหนังสือเล่มนี้คล้ายๆกัน นั่นก็คือ พวกเขาจะมองว่าเป็นเรื่องแค่ทฤษฎี แตกต่างไปจากสิ่งที่เขาปฏิบัติหรือทำงานอยู่จริงในการสู้รบที่ถึงเลือดถึงเนื้อเพื่อไปสู่เป้าหมายที่ดีงาม ซึ่งแต่ละคนก็ต่างกัน อีกประเด็นที่พวกเขาเห็นเหมือนกันก็คือนี่เป็นแนวคิดตะวันตก สำหรับสมาชิกบีอาร์เอ็น เขาจะเห็นแย้งว่าไม่มีเนื้อหาที่อ้างอิงหลักการอิสลามเลย ในขณะที่หากเป็นเจ้าหน้าที่ กอ.รมน. เขาก็จะมองว่าสังคมไทยนั้นมีแนวคิดที่แตกต่างออกไป และสุดท้ายที่คนสองคนจะมีความเห็นตรงกันก็คือเป็นหนังสือที่อ่านยาก

รอมฎอน กล่าวต่อไปว่า ที่จริงแล้วภาษาที่ใช้ในหนังสือเล่มนี้เรียกได้ว่าเป็นภาษายุทธศาสตร์ ไม่แปลกที่จะอ่านยาก เพราะเป็นการขมวดรวมเอาข้อถกเถียงและประสบการณ์ทั้งหลายแล้วก็กลั่น บีบแล้วคลายออกมาเป็นประโยคที่สั้นและกระชับ เมื่อแปลข้ามมาเป็นภาษาไทย ก็จะพบกับข้อจำกัดอีกอย่าง นั่นก็คือภาษาไทยนั้นยังขาดแคลนกรอบแนวคิดที่อธิบายเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้อยู่

รอมฎอน กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม คนที่อยู่ในพื้นที่ความขัดแย้งจำเป็นต้องอ่านหนังสือเล่มนี้อย่างยิ่งและจำต้องถกเถียงกับมันให้มาก เพราะคนที่จมอยู่ในความขัดแย้งมักจะมองไม่เห็นหนทางในการแก้ไขปัญหา ที่สำคัญองค์ความรู้เหล่านี้ถือเป็นเรื่องใหม่ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการชี้ให้เห็นบทบาทในการสร้างสันติภาพที่ค่อยๆ ถ่ายโอนจากหน้าที่ซึ่งเป็นของรัฐหรือสหประชาชาติในอดีตมาสู่ประชาชนมากขึ้นในระยะหลัง

 “หนังสือเล่มนี้เป็นการกรุยทางเกี่ยวกับการทำความเข้าใจสันติภาพอย่างเป็นเรื่องราวและที่กระชับมากที่สุด เนื้อหาผ่านการถกเถียงในแวดวงนักทฤษฎีและนักปฏิบัติการกันมาแล้ว”

บรรณาธิการศูนย์เฝ้าระวังฯ กล่าวอีกว่า หนังสือเล่มนี้ยังเป็นการพยายามเชื่อมโยงและผสมผสานกันระหว่างทฤษฎีกับการปฏิบัติ ซึ่งถือเป็นกรอบสำคัญในแวดวงของการวิจัยสันติภาพ เราจึงเห็นบางแนวคิดที่มาจากประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติการในสนาม บางทฤษฎีหรือแนวคิดจำต้องยอมปรับเมื่อผ่านการครุ่นคิดทบทวน ซึ่งมักจะค้นพบสิ่งใหม่ๆ ดังนั้น จึงไม่แปลกที่แนวคิดบางอย่างมีการวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะตอนท้ายของหนังสือซึ่งมีการถกเถียงค่อนข้างมาก เพราะโดยปกติทฤษฎีกับข้อปฏิบัติต้องไปด้วยกัน เช่น การพูดถึงมวลชนสนับสนุนสันติภาพ การวิจัยสันติภาพ หรือการแปรเปลี่ยนความขัดแย้งเชิงระบบ คำเหล่านี้มาจากภาคปฏิบัติทั้งสิ้น

“เหมือนกับว่าเมื่อทำแล้วก็นำกลับมาตกแต่งถกเถียง ปรับรูปทฤษฎี เมื่อได้แนวคิดใหม่ ก็กลับไปสู่ภาคปฏิบัติการอีก”

ปัญหาของ “สันติภาพ” ในสนาม

รอมฎอน กล่าวอีกว่า เกี่ยวกับบริบทของภาคใต้ การเข้าใจความหมายของคำศัพท์เหล่านี้มีความสำคัญ เพราะแนวคิดที่กำลังเป็นที่ถกเถียงเกี่ยวกับกระบวนการสันติภาพนั้นก็พบว่าในที่อื่นๆ ที่ขัดแย้งก็มีปัญหาเช่นนี้เหมือนกัน เช่นตกลงว่าเราจะนิยาม “สันติภาพ” กันแบบใดดี ในกรณีชายแดนใต้หรือปาตานีนั้น ตนพบว่ามีถ้อยคำจำนวนมากที่เป็นปัญหา ระหว่างที่ทำวิจัยเคยสัมภาษณ์ท่านมะสุกรี ฮารี ซึ่งปัจจุบันเป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติภาพของกลุ่มมาราปาตานีว่ามีถ้อยคำใดที่เป็นปัญหามากที่สุด ท่านตอบว่าคำว่า Konflict หรือความขัดแย้ง เพราะทางการไทยต้องการให้เรียกว่า Situasi หรือ สถานการณ์ เพื่อที่จะตีกรอบความหมายของสิ่งที่เกิดขึ้น และสำหรับตนแล้ว คำๆ นี้ยังเกี่ยวพันกับสิ่งที่รัฐไทยกังวลที่สุด นั่นก็คือการที่ความรุนแรงในพื้นที่ถูกตีความให้เป็นการขัดกันทางอาวุธหรือ Armed Conflict เพราะจะถือเป็นทั้งการยกระดับความขัดแย้งและคู่ต่อสู้ของตนเอง

รอมฏอนกล่าวถึงความแตกต่างของการใช้คำระหว่างสันติภาพและสันติสุขของรัฐไทยซึ่งเห็นถึงความกังวลเนื่องจาก คำว่าสันติภาพในพจนานุกรมในพระราชบัณฑิตและพจนานุกรมศัพท์ทหาร พบว่า คำว่า “สันติภาพ” ถูกให้ความหมายที่เรื่องเกี่ยวกับสันติภาพของโลกและของมนุษยชาติ แต่เมื่อพลิกดูคำว่า “สันติสุข” คือ ความสงบ เรียบร้อย ความสงบภายในประเทศ  ดังนั้นพรมแดนของสองคำนี้ในภาษาไทยจึงเกี่ยวข้องกับอำนาจอธิปไตยของรัฐนั่นเอง

“ที่น่าสนใจยิ่งคำว่า Peace ในความหมายของพจนานุกรมศัพท์ทหารจะเชื่อมโยงกับการปฏิบัติการสันติภาพ (Peace Operation) โดยที่ไม่เกี่ยวข้องกับการจัดการความขัดแย้งภายในประเทศใดๆ เลย เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคำว่า Peacekeeping ซึ่งอยู่ในบทที่ 10 และเชื่อมโยงกับเนื้อหาเกี่ยวกับ “ความมั่นคง” ในบทที่ 17 ที่กล่าวถึงการแทรกแซงจากต่างประเทศด้วย เหล่านี้จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่รัฐไทยกังวลต่อการใช้คำ หรือการพยายามควบคุมในการใช้คำต่างๆ” รอมฏอนกล่าว

หมายเหตุ: คลิกอ่าน “อภิธานศัพท์ว่าด้วยการแปรเปลี่ยนความขัดแย้ง : 20 แนวคิดเชิงทฤษฎีและปฏิบัติ”