“กษิต เอกชัย โคทม” มุมมองอนาคตกระบวนการสันติภาพชายแดนใต้

วงเสวนาพิเศษ เรื่อง "อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ของกระบวนการพูดคุยสันติสุขในจังหวัดชายแดนใต้" ในงานสัมมนาวิชาการ "พื้นที่ปลอดภัยและกระบวนการยุติธรรมทางเลือก: วาระแห่งชาติเพื่อสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้" วิทยากรชี้ควรยอมรับความจริงต่อเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตและผ่านพ้นไปแล้ว ขณะที่ปัจจุบันส่วนกลางควรโอนอำนาจให้พื้นที่มากขึ้น ที่สำคัญจะต้องทำให้ภาคประชาสังคมมีศักยภาพและมีอำนาจต่อรอง และต้องไม่ลืมว่าความขัดแย้งหลักในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเรื่องการเมืองการปกครองจึงควรกำหนดหลักการและการศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง

ในงานสัมมนาวิชาการ "พื้นที่ปลอดภัยและกระบวนการยุติธรรมทางเลือก: วาระแห่งชาติเพื่อสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้" เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2559 ที่โรงแรมเดอะสุโกศล กรุงเทพมหานครที่ผ่านมา ซึ่งจัดโดย มูลนิธิเอเชีย ร่วมกับ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต มีวงเสวนาพิเศษ เรื่อง "อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ของกระบวนการพูดคุยสันติสุขในจังหวัดชายแดนใต้" นำเสวนาโดย นายกษิต ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รศ.ดร.โคทม อารียา ที่ปรึกษา สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และ พลเอกเอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สภาบันพระปกเกล้า ดำเนินรายการโดย อาจารย์สุนี ไชยรส

กษิต ภิรมย์ : อดีต ปัจจุบัน และอนาคตการพูดคุย

นายกษิต ภิรมย์ กล่าวว่า เมื่อพูดเรื่องในอดีต บางครั้งคนในพื้นที่ชายแดนภาคใต้หรือปาตานีก็ควรที่จะยอมรับความจริงว่าปาตานีได้แพ้สงครามต่อสยาม และถูกผนวกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสยามไปแล้ว หรือปัจจุบันก็เป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย

ขณะที่ปัจจุบันการพูดคุยสันติภาพมีความพยายามดำเนินการมานานแล้ว โดยเฉพาะในทางลับกับกลุ่มต่างๆ รวมไปถึงการชี้แจงทำความเข้าใจกับโลกมุสลิม ชาติตะวันตก และองค์การระหว่างประเทศ ตลอดจนการพานักการทูตและองค์กรระหว่างประเทศเข้ามาศึกษาความเป็นไปในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อทำความเข้าใจสภาพที่เป็นจริงของพื้นที่ ขณะเดียวกัน การต่อสู้ทางความคิดเพื่อเอาชนะการใช้ความรุนแรง ก็เป็นเรื่องที่สำคัญเบื้องต้นที่ต้องทำโดยอาศัยการสนับสนุนของผู้นำศาสนา

ต้องให้คนในพื้นที่กำหนดชะตากรรมของตัวเอง

สิ่งที่รัฐบาลจะต้องทำในอนาคตก็คือ การโอนอำนาจหรืองานในพื้นที่ให้กับองค์กรภาคประชาสังคมหรือภาคประชาชน ให้คนในพื้นที่ได้ทำกันเองหรือกำหนดชะตาชีวิตของตัวเอง เพราะที่ผ่านมาได้เห็นแล้วว่ารัฐทำโครงการมากมายในพื้นที่ แต่โครงการต่างๆ เหล่านั้น ไม่ตอบโจทย์ความต้องการของคนพื้นที่

ดังนั้น ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาจึงต้องเปลี่ยนมุมมองใหม่ เลิกเรียกว่าฝ่ายตรงข้าม และอย่ามองเขาเป็นศัตรู แต่ให้มองเป็นผู้ที่มีความคิดความเห็นต่างจากรัฐ ซึ่งถึงที่สุดแล้ว คนเหล่านี้คือพลเมืองไทยไม่ใช่ศัตรู

มีอีกหลายเรื่องที่รัฐควรทำเพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ชายแดนใต้ เช่น กำหนดให้วันหยุดเป็นวันศุกร์และเสาร์ การประกาศให้วันสำคัญทางศาสนาเป็นวันหยุดราชการทั่วประเทศ เป็นต้น

ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นปัญหาภายใน ซึ่งต้องลดมิติมาตรการทางทหาร แล้วยึดหลักสิทธิพลเมืองตามกรอบรัฐธรรมนูญ ยุทธศาสตร์พระราชทานเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รวมไปถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาของพื้นที่ที่มีประสิทธิภาพและเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง

เอกชัย ศรีวิลาศ : ทั้ง Party A และ Party B ก็แบ่งกลุ่มภายใน

พลเอกเอกชัย ศรีวิลาศ กล่าวว่า กระบวนการพูดคุยในอดีตมีการพูดคุยกันมาแล้วมากกว่าสิบปี เพียงแต่ไม่เอาสิ่งที่พูดคุยที่ผ่านมา มาต่อเติมหรือดำเนินการต่อ นี่เป็นอัตลักษณ์หนึ่งของคนไทยที่ชอบเริ่มที่ศูนย์ใหม่ เพราะฉะนั้นต้องเอาความคิดต่างๆ เข้ามาต่อกันทั้งหมด

“ครั้งหนึ่งเมื่อผมเป็นที่ปรึกษาชุดตัวแทนพูดคุย ผมเคยบอกไปว่า กระทรวงการต่างประเทศนั้นมีผู้เชี่ยวชาญในการเจรจาแต่กลับไม่มีมีตัวแทนจากส่วนนี้ เมื่อจะคุยเรื่องหยุดยิงกลับไม่มีตัวแทนจากฝ่ายทหาร หลังจากนั้นก็มีการเพิ่มตัวแทนฝ่ายทหารเข้าไป ภาพแบบนี้เป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น วันนี้ทีมงานที่พูดคุยทั้ง Party A และ Party B มีความเหมือนตรงที่ส่วนใหญ่ต้องการพูดคุย ไม่มีฝ่ายต้องการรบ”

พลเอกเอกชัย ศรีวิลาศ กล่าวว่า ใน Party A แบ่งเป็นสองความคิด คือ กลุ่มที่ต้องการคุยกับมาร่า ปาตานี อีกกลุ่มต้องการคุยกับบีอาร์เอ็นฝ่ายติดอาวุธ แต่ปัญหาคือ ทำไมไม่ทำงานร่วมกัน ส่วน Party B ก็มีส่วนที่ต้องการพูดคุย และส่วนที่อยากล้ม ตอนนี้จะทำอย่างไรให้พื้นที่ที่ใช้อาวุธเหลือได้น้อยที่สุดที่ถือเป็นประเด็นสำคัญ

ต้องทำให้ CSOs มีศักยภาพและมีอำนาจต่อรอง

อีกฝ่ายที่มีส่วนสำคัญนั่นคือ ภาคประชาชน ซึ่งต้องมี CSOs ที่เข้มแข็ง เพราะกลุ่มนี้คือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ ฉะนั้นต้องทำให้กลุ่มนี้มีศักยภาพขึ้นมาและเข้าไปต่อรองได้ แต่การจะรวม CSOs ในพื้นที่ทั้งหมดไว้ด้วยกันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแต่ละองค์กรต่างก็มีความต่างกันออกไป หากต้องการความสงบสุข ก็ต้องยอมถอยและปล่อยให้คนที่สามารถเข้าไปสู่การพูดคุยได้เข้าไปเพื่อการต่อรอง

อนาคตที่ต้องทำคือ ต้องช่วยสร้างบรรยากาศของการพูดคุย สร้างช่องทางการสื่อสารระหว่างกันให้มีความต่อเนื่องในทุกกลุ่ม ต้องให้ความรู้กับทุกฝ่ายในเรื่องกระบวนการพูดคุย การเปิดพื้นที่ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้เข้ามาอยู่ด้วยกันและพูดคุยได้ และสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคประชาสังคม

พลเอกเอกชัย ศรีวิลาศ กล่าวทิ้งท้ายว่า การสร้าง common zone ที่จะร่วมกำหนดพื้นที่ปลอดภัยขึ้นมาจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญอีกอันหนึ่งหากสามารถทำได้จริง

โคทม อารียา : ที่นี่ต้องการการเยียวยาสังคม

รศ.ดร.โคทม อารียา อธิบายเรื่องการเยียวยาอดีต ว่าเป็นกระบวนการต่อรองกันในเรื่องอัตลักษณ์ ซึ่งอาจรวมถึงการมีเรื่องเล่าใหม่ซึ่งเป็น ‘ความจริง’ หรือมี ‘พื้นที่’ ใหม่สำหรับทุกๆ คน เป็นพื้นที่สำหรับความยุติธรรม ความสมานฉันท์และการเยียวยาสังคม

การเยียวยาสังคมหมายถึงส่วนที่เพิ่มขึ้นจากการเยียวยาบุคคล การเยียวยาสังคมอาจรวมถึงการยอมรับความผิดพลาดในอดีต การขออภัยอย่างมีพิธีการ การให้อภัย การคืนดีหรือการปรึกษาหารือในการสร้างอนุสรณ์ต่างๆ ว่าอันไหนเป็นอนุสรณ์ที่เป็นการตอกย้ำบาดแผลทางใจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อันไหนเป็นอนุสรณ์ของการอยู่ร่วมกันอย่างสุขสงบ แล้วดำเนินการร่วมกันจากผลของการปรึกษาหารือนั้น

ความขัดแย้งหลักเป็นเรื่องการเมืองการปกครอง

สำหรับเรื่องการลดความรุนแรงหรือสร้างพื้นที่ปลอดภัยขอให้หารือกับปีกทางทหารของขบวนการให้ยอมรับแนวคิดนี้ ซึ่งหมายถึงสันติภาพเชิงลบในบางพื้นที่รวมทั้งต้องดำเนินการให้การพูดคุยมีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมด้วย เพื่อให้ขบวนการเห็นว่าสามารถสร้างอำนาจต่อรองทางการเมืองและลดความไม่สมมาตรของอำนาจได้โดยสันติวิธี

แนวคิดบางประการที่อาจช่วยขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพ เช่น ความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นความขัดแย้งอสมมาตร (asymmetrical) ที่ไม่เท่าเทียมกัน ที่ควรช่วยให้สมมาตรขึ้น และสาเหตุหนึ่งของความขัดแย้งคือนโยบายบังคับกลมกลืนทางวัฒนธรรม (assimilation) ซึ่งควรเปลี่ยนเป็นนโยบายพหุวัฒนธรรมนิยม และสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กระบวนการสันติภาพไม่คืบหน้าคือการขาดความพร้อม (readiness) จึงควรส่งเสริมเหตุปัจจัยที่ช่วยให้เกิดความพร้อมที่จะเจรจา

“ขณะนี้เราอยู่ในขั้นตอนที่เรียกได้ว่าเป็นการพูดคุยก่อนการเจรจา (pre-negotiation) ซึ่งควรจัดการให้ดีเพื่อจะได้เข้าสู่การเจรจา โดยความขัดแย้งหลักในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเรื่องการเมืองการปกครอง เนื้อหาสำคัญของการเจรจาคือการปกครองตนเอง (territorial self-governance TSG) จึงควรกำหนดหลักการและการศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง”  รศ.ดร.โคทม อารียา กล่าว

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

มูลนิธิเอเชียเปิดวงถก วาระชาติสันติภาพชายแดนใต้ เปิดผลวิจัย‘พื้นที่ปลอดภัย-ยุติธรรมทางเลือก’

“เอาชนะความคิดที่ผิด มิใช่ทำลายคนที่คิดผิด” พล.อ.มณี จันทร์ทิพย์ ชายแดนใต้พื้นที่ต่อสู้ทางความคิด

เปิดการศึกษา “การสร้างพื้นที่ปลอดภัย” ชายแดนใต้ หลากโมเดล-ข้อวิพากษ์ความเป็นไปได้

ภาคประชาชนเผยผลการศึกษายุติธรรมทางเลือก ขอระงับใช้ พ.ร.บ. 3 ฉบับ เหตุกฎหมายไม่เท่าทันความขัดแย้ง-ขยายวงความรุนแรง พร้อมเสนอให้คนชายแดนใต้มีส่วนปรับแก้กฎหมายฉบับใหม่