ทำไมเราต้องไปเจนีวาด้วยตนเอง ตอนที่ 2 (การเตรียมตัว)

Hearty Support Group's picture

อัญชนา หีมมิหน๊ะ  หัวหน้ากลุ่มด้วยใจ

เมื่อเรารู้ตัวว่าจะไปแล้วเราต้องเตรียมตัวเรื่องอะไรบ้าง อย่างแรกเลย อากาศ ที่โน่นเป็นอย่างไรต้องดู Weather forecast เพื่อเตรียมตัวเรื่องเสื้อผ้า จะกินอาหารอย่างไรสำหรับมุสลิมอย่างเรา ที่พักราคาถูก เดียวนี้เขามี Airbnb ซึ่งเป็นเว็บไซด์ที่จะหาที่พักในราคาถูกของคนในพื้นที่ ซึ่งอันนี้ได้น้องๆ พี่ๆ เพื่อนๆ ช่วยกันหา เราจึงได้โยกย้ายกัน 3 ครั้งในระหว่างอยูที่เจนีวาเพื่อความประหยัดเพราะอาหาร ที่พัก แพงมาก ต่อมาก็คือการเตรียมการนัดหมายองค์กร บุคคล ที่เราอยากไปพบ พูดคุย เพื่อพัฒนาการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นอันนี้ต้องอาศัยเครือข่าย พี่ๆ ที่มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับองค์กรต่างๆมาช่วยประสาน และสิ่งสำคัญที่สุดคือ การเตรียมข้อมูล เนื้อหา เอกสาร ประเด็นที่เราจะไปคุย พบ และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กัน เพราะภาษไม่ค่อยดีอย่างเราๆ ต้องมีตัวช่วยที่จะอธิบายให้คนอื่นเข้าใจได้อย่างง่าย ใช้หมดทุกกระบวนท่า ภาษามือ ภาษากาย การหาคำศัพท์ผ่านกูเกิ้ล และการถามคนข้างๆ ตัวช่วยที่ดีคือคนที่อยู่ข้างๆเรา คือ เทย่าและ คุณพรเพ็ญ นั่นเอง

วิธีการที่ดีอีกอย่างก็คือการเตรียมเอกสารไปทั้ง ตารางนัดหมาย ประเด็นที่จะคุยแต่ละนัด เอกสารที่จะนำไปชี้แจง ภาพประกอบต่าง ๆ ควรพิมพ์ออกมาติดตัว เผื่อเวลาไม่มีแบตเตอรี่โทรศัพท์ อินเตอร์เน็ตไม่มี นอกจากนี้ต้องศึกษาการดูเส้นทางว่าเราจะไปที่ไหน ต้องลงรถที่ไหน ขึ้นรถฝั่งไหน รองเท้าก็สำคัญ ต้องสวมใส่สบายเพราะจะเดินเยอะมากๆๆ แต่ที่นี้มีระบบการขนส่ง คมนาคม ที่สะดวก ทำให้ควบคุมเวลาในการเดินทางได้ดี เพราะการนัดหมายต้องตรงเวลาเพราะเขาจะมีการประชุมการทำงานตรงเวลา นัดกี่โมง และเขาก็จะมีนัดหมายเยอะเพราะฉะนั้นการมาตรงเวลา แล้วคุยให้จบในเวลาที่ได้กำหนดไว้ด้วย

ประเด็นที่เตรียมไว้ เช่นมีเวลา 1 ชั่วโมงในการคุย ใครจะเริ่มก่อน คนละกี่นาที และบทสรุปของการพูดคุยคืออะไร เราต้องเผื่อเวลาผ่านระบบการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยด้วยซึ่งเราต้องแจ้งว่าเราเป็นใคร นัดใคร เวลาเท่าไร เพื่อที่เขาจะช่วยในการติดต่อให้เราซึ่งแต่ละที่น่ารักมากช่วยหาคนที่เราจะไปพบทั้งโทรศัพท์ ทั้งดูกล้องวงจรปิดให้ แต่ขอบอกว่าที่ไปนี้เราไม่ได้เตรียมตัวถึงขั้นนี้นะเพียงแต่เราได้เรียนรู้จากการไปครั้งนี้ว่า ต่อไปเราควรทำอย่างไรคะ

 

หมายเหตุ : เรื่องเล่าชิ้นนี้ เผยแพร่ครั้งแรกที่ Face book ของ Anchana Heemmina

Thai