ประสบการณ์ 10 ปีผมได้อะไรจากอินเดีย (2)

manmukem's picture

ขอทาน ครูข้างถนน  (2) 

ภาพ : http://www.deepsouthwatch.org/node/11343

ผมมีโอกาสได้เจอขอทานรุ่นเยาว์ พวกเขาสดใสและน่ารัก พวกเขาฉายให้เราเห็นถึงความสุขที่เราไม่เคยมี อาจเป็นเพราะเรากับเขาเผชิญความโหดหินและยากลำบากของชีวิตคนละแบบกัน

เมื่อเป็นเช่นนั้น ไฉนความสุขที่เราพบเจอ เราจึงไม่เคยสำลักออกมาได้เหมือนกัน

ใช่หรือไม่ว่า ความสุขของเขาคือ การได้เสื้อผ้าใหม่ ๆ เงินสัก 10-20 รูปี หรือได้โรตีแผ่นใหญ่สักชิ้นจิ้มกินกับน้ำแกงคุรมาเนื้อ (มัสมั่น)

ในขณะที่ความสุขของเราคือการใฝ่ฝันว่าจะได้ท่องเที่ยวไปยังต่างประเทศ จะมีรถยี่ห้อหรูหราใช้ จะมีเงินเดือนอยู่ในเลข 6-7 หลัก หรือแม้กระทั่งเราได้เลื่อนขั้นเป็นผู้บังคับบัญชา

ด้วยเหตุนี้ ความสุขของเรากับเขามันจึงเป็นคนละแบบกันและต่างกันโดยสิ้นเชิง

แน่นอน เราไม่อาจเล็ดลอดเข้าถึงความสุขของกันและกันได้เลย แต่เขาน่าอิจฉากว่าเราก็ตรงที่

ความสุขของเขามักฉายออกมาในรูปแบบของ “ความสมถะ” และ “ความพอเพียง” ในการตอบโจทย์ข้อเรียกร้องแต่ละวัน ทว่า ความสุขของเรามักปรากฏในรูปของ “ความทะเยอทะยาน” และ “อาการไม่อิ่มของอัตตา”

ชีวิตบนท้องถนนเหล่านี้สอนให้เรารู้จักการเพ่งมองร่องรอยต่าง ๆ ที่บ่งชี้ถึงการเดินทางของชีวิต

แม้คนเหล่านั้นไม่ใช่ปราชญ์ผู้มากไปด้วยคำพูดที่สวยหรู ชีวิตที่สวยงามและนิยามที่โดดเด่น แต่เมื่อมองลงถึงเนื้อแท้ ความจริงอย่างหนึ่งที่เราพบนั่นก็คือ พวกเขาคือ ผู้สันโดษ นักเดินทางและผู้ใช้ชีวิตที่ผ่านรสชาติมาหลายแบบอย่างแท้จริง

ไม่มีใครสักคนหนึ่งจากพวกเขาเหล่านั้นที่ “หมดหวังกับเช้าวันใหม่” หรือ “ซ้ำเติมชีวิตที่ออกแบบไม่ได้” หรือแม้กระทั่ง “หนีความเป็นจริงที่พบเจอ” ทว่า ชีวิตของเขากลับทำให้เราเห็นว่า “อากาศคือ โอกาส” และการอยู่เพื่อความหวังว่าจะมีกินไปวัน ๆ และ “สุขกับความหวัง” ที่จะมีข้าวของกระแทรกท้องในแต่ละมื้อ

สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่ทำให้พวกเขามีแรงฮึดและกำลังที่จะสู้ต่อ พวกเขาไม่มีบ้านให้ซุกหัว ไม่มีผืนดินให้ครอบครอง แต่ชีวิตของพวกเขา แสดงให้เรารู้ว่า “โลกทั้งใบเป็นของเขาโดยแท้”

 เขาสามารถจับจองตึกร้าง ทางเท้าหรือซอกซอยทุกแห่งหน แน่นอน การย้ายที่หลับ ที่กิน คือ “สีสันและโปรโมชั่นของชีวิต” ในแต่ละวัน ผมจึงได้บทเรียนจากท้องถนนซึ่งพวกเขาได้สอนผมอย่างมากมายนั่นก็คือ

อย่าพยายามลบอดีต เพราะบ่อยครั้งที่มันทำให้เราเผลอนึกถึงและยิ้มได้ หนำซ้ำความทรงจำยังเป็นแรงผลักดันให้ชีวิตเราเดินต่อ มันคือท่อน้ำเลี้ยงชีวิตที่ร่อแร่ให้มีความหวังและปลุกพลังให้สู้กับสิ่งที่เผชิญได้อย่างน่าตกใจ

อย่าหนีจากปัจจุบัน เพราะมันคือร่องรอยของการเดินทางของชีวิตและหลักไมล์ที่บอกให้เรารู้ว่า "เราเดินมาไกลแล้ว" ความจริงข้อหนึ่งที่มันสอนเราคือ เราเอาชนะขวากหนามและวัชพืชที่เคยเข้าชอนไชชีวิตเราได้แล้ว ปัจจุบันจึงเป็นเครื่องยืนยันของการยืนหยัดและต่อสู้ของเราว่า "เราก็ไม่ใช่ย่อย" ถ้าเราไม่แน่จริง เราคงหายไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว

อย่ากลัวอนาคต เพราะมันคือ สังเวียนครั้งใหญ่ที่ชีวิตต้องลุยต่อ ประสบการณ์และบทเรียนใหม่ๆ รอเราอยู่ มันคือเวทีการประลองอาวุธของประสบการณ์จากเมื่อวานทั้งสิ้น มันคือเสาเข็มแห่งความฝันที่เราจะย่ำให้จมดินแล้วฝังมันให้ลึกแน่นลงไป

อย่าทิ้งความหวัง เพราะมันคือเครื่องมือต่อรองความจริงที่เรากำลังเผชิญหน้า มันทำให้โลกที่ว่างเปล่าส่องประกายฉายแสง สะท้อนเงาของคุณค่าและความสวยงามอย่างชัดเจน ความหวังจึงมีพลังพอที่จะทำให้ชีวิตแก่ๆ เหี่ยว ๆ ไร้เรี่ยวแรงกลายเป็นหนุ่มขึ้นมาอีกครั้ง

อย่าตำหนิความฝัน เพราะมันคือโลกที่สวยงามซึ่งเป็นเสมือนพู่กันที่คอยแต่งแต้มและหล่อเลี้ยงพลังของนักแสวงหา แม้ความฝันมันจะมีราคาแพงและเจ็บ แต่หากได้ก้าวขึ้นมาเหยียบก็ถือเป็นผู้ชนะ ฝันไม่เคยไกลเกินเอื้อม จะมีก็แค่ไม่กล้าเอื้อมเพราะกลัวเจ็บ ฝันไม่เคยทำร้ายใคร จะมีก็แต่นักฝันที่ทำร้ายและดูถูกความสามารถของตนเอง

อย่าซ้ำเติมความผิดพลาด เพราะมันคือครูที่สอนให้รู้จักและเท่าทัน มันคือบทเรียนที่คอยย้ำเตือนและแบบฝึกหัดเพื่อสอนทักษะให้กับนักเดินทาง ยางลบ ลบได้แค่บนกระดาษ แต่ยางลบไม่ได้ผลิตขึ้นมาเพื่อลบ "เมื่อวาน" วันวานลบได้ด้วย การยอมรับความเป็นไปและพุ่งชนกับวันใหม่

มีบ้างที่เราต้องผิดพลาดเพื่อรับกลิ่นน้ำตาและความผิดหวัง

ผิดบ้างก็ดีเพื่อจะได้รู้ว่า มนุษย์ไม่ใช่สิ่งถูกสร้างที่สมบูรณ์

ผิดพลาดเพื่อให้รู้จักโทษของความประมาท

ผิดอีกก็ได้เพื่อที่จะย้ำว่าตนเองยังอ่อนแอและอ่อนด้อย

ผิดสักหน่อย เพื่อให้รู้จักถอยมาตั้งหลักและพักไมล์

ผิดบ่อยก็ดีเพื่อเป็นวัคซีนให้คงทน

ผิดไปเหอะ หากชีวิตยังไม่หยุดนิ่งและทิ้งฝัน

ยิ่งผิดก็ยิ่งเก่ง เพราะมนุษย์จะเลื่อนสู่ขั้นอัจฉริยะเมื่อคงทนกับการกระทำที่ซ้ำซากและซ้ำรอย ผิดจึงเป็นครู?

หลงลืมและผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็น สัญญาณบอกเราว่า เรานี่แหละคือ มนุษย์ตัวเป็นๆ โดยแท้

อย่าตัดปัญญา แต่จงสบตากับมันด้วยปัญญา

ห้ำหั่นด้วยสมาธิและความสงบนิ่ง

ร่ายรำจิตของตนให้คุ้นชินเพื่อเรียนรู้จุดบอดของตนเอง

ควบคุมตัวเองให้ได้ โลกจะเป็นสหายที่พร้อมให้เราคบหาเป็นมิตรภาพ

เมื่อเราทำความเข้าใจโลก โลกก็จะปรับเพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างเรา

 ยิ่งใช้เวลาทำความรู้จักกับโลก โลกก็จะเป็นส่วนหนึ่งกับผู้จักมัน

อย่าลืมตัว เพราะไร้ตัวตนก็จะไร้จิตวิญญาณ มีจิตวิญญาณก็จะอุดมด้วยสำนึก มากด้วยสำนึกจะมีสติ เปี่ยมด้วยสติจะรอบคอบ ยิ่งรอบคอบจะใจเย็น เมื่อใจเย็นจะเปลี่ยนศัตรูเป็นมิตรโดยง่าย เมื่อเรียบง่ายจะไร้ซึ่งการปรุงแต่ง ไม่มีการปรุงแต่งจะปราศจากการกอบโกย ละการกอบโกยจะสงบนิ่ง

เมื่อสงบนิ่งจะละกิเลสได้ เมื่อไร้กิเลสก็จะพานกับความสุข เมื่อเจอความสุขจะรู้จักผู้อื่น รู้จักผู้อื่นถือเป็นผู้รู้ แต่ รู้จักตัวเองคือผู้รู้แจ้ง ทว่า รู้จักปรับท่วงท่าในชีวิตถือเป็นผู้บรรลุ

ก่อนรู้คือ การไม่มีอะไรเลย และหลังรู้คือ การไม่รู้อะไรเลย ผู้รู้จึงกลายเป็นผู้ไม่รู้อย่างแท้จริง

ชีวิตผมคลุกคลีกับคนเหล่านี้ จนบทเรียนหลาย ๆ ข้อ ผมได้รับจากพวกเขา บทเรียนในตำรา ผู้ให้ที่ดีที่สุดคือ ครูบาอาจารย์ แต่บทเรียนชีวิต ผู้สอนที่ดีที่สุดคือ ผู้ผ่านโลกมามาก ชีวิตมาหลายแบบและโลดโผนมาอย่างน่าท้าทาย

เมื่อคนเรามีฝัน ทุกสรรพสิ่งจะกลายเป็นสะพานเพื่อปูให้เราก้าวไปสู่ความสำเร็จโดยแท้

ผมได้รับบทเรียนอีกครั้งเมื่อเจอขอทานน้อยในย่านชนบทของอินเดีย ณ เมืองอาลิการ์

“ชารุก” ขอทานอายุราว 10 ขวบที่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับชีวิตของผมกว่า 9 ปี

เท่าที่ผมจำความได้ เด็กน้อยผู้นี้ไม่เคยได้ใส่เสื้อชุดนักเรียนเลยแม้แต่ครั้งเดี่ยว ทั่งๆที่เพิงกบดานของเขาอยู่คนละฟากฝั่งกับกำแพงโรงเรียน หนำซ้ำทุกเช้า เขาได้แต่นั่งดูเด็กนักเรียนและรถรับส่งนักเรียนคันแล้วคันเล่าพ้นผ่าน

ชารุกอาศัยในเพิงที่กั้นด้วยกระสอบริมผนังกำแพงมหาวิทยาลัย มองจากไกล ๆ คล้ายชยเผ่าเร่ร่อนที่พร้อมย้ายรกรากไปได้ทุกเมื่อในยามคับขัน ชีวิตของพวกเขาช่างสมถะโดยแท้

หรือบุคคลเหล่านี้เข้าใจชีวิตทางโลกเป็นอย่างดี พวกเขารู้จักความไม่จีรังของโลกใบนี้อย่างแจ่มชัด จนวิถีชีวิตของเขาฉายให้เราเห็นอย่างชัดเจนนั่นก็คือ การผลิตข้อเรียกร้องและการครอบครองเท่าที่จำเป็น ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด พวกเขากลายเป็นผู้มีความสุขโดยแท้ในโลกที่มีแต่การปรุงแต่งและนับวันจะเสียหาย

พวกเขาอาจรู้ดีกว่าเราว่า ชีวิตในโลกใบนี้ไม่จีรัง และแน่นอน ไม่นานทุกคนต้องจากแหล่งกบดานเหล่านี้ไป พวกเขาโชคดีกว่าพวกเราหน่อยก็ตรงที่

“ไม่ต้องพะวงกับวัตถุที่ทิ้งไว้เบื้องหลัง และง่ายที่จะตัดห่วงโซ่ทางโลกได้โดยง่าย”

ทว่า มองภาพรวมแล้ว พวกเราอาจปล่อยวางยากกว่าพวกเขา วิถีที่เปี่ยมล้นไปด้วยความสุข ไฉนจึงเป็นการยึดติดเล่า !

จำได้ช่วงที่เราเจอกันครั้งแรก ผมพบชารุกใส่ชุดมอมแมมและดำรงตำแหน่ง “ขอทาน” ประจำซอยไปเรียบร้อยแล้ว เขาอาจสืบทอดตำแหน่งนี้จากวงศ์ตระกูลหรืออาจเป็นเพราะลักษณะเด่นที่คนอื่น ๆอาจไม่มีก็เป็นไป

จะอย่างไรก็ช่าง ในชีวิตจริงชารุกอาจมีทางเลือกไม่มากนัก แต่ละวันของเขามักหมดไปตามท้องถนนและห้างร้าน ทางรอดเดียวของเขาที่พอจะเลือกได้นั่นก็คือ การสร้างมิตรสหายตามรายทางเพื่อเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการในการเลี้ยงปากท้องของตนไปในแต่ละวัน

 เขาได้ทอดน่องเข้ามาหาผมด้วยสภาพโทรมและร่ำไห้ พรางเรียกน้ำตาสงสารจากผม  มีเหรอที่ผมจะนิ่งเฉย ไม่ใช่เพราะผมสงสารคนง่าย แต่เพราะผมสวมรองเท้าในขณะเท้าของเขานั้นเปลือยเปล่า หนำซ้ำกางเกงของเขาก็ขาดวิ่นยาวเกือบถึงเป้าหรือจะเรียกว่า กางเกงเปิดประทุนเพื่อระบายอากาศก็ได้

ผมเพ่งมองเขาพลางนึกถึงตนเองในช่วงวัยเด็ก ซึ่งแน่นอนผมไม่ได้มอมแมมขนาดนี้ และหากผมมอมแมม ผมก็ไม่เคยขอใครกินเยี่ยงชารุก หลังจากนั้น ต่อมน้ำตาของผมก็เริ่มไหลอาบสองแก้ม

มือน้อยสกปรกมอมแมมยื่นมาพร้อมคำพูดเพื่อเรียกความสงสารจากผม ในนามสหายเก่าที่รู้จักมักคุ้นกันดี ไม่ใช่เพราะความสนิทสนม แต่เพราะเราเคยรู้จักกันมาก่อน พบเห็นกันก็หลายครั้ง พูดคุยกันก็หลายครา จะขาดก็แค่เพียงไปมาหาสู่และจิบชากันเช้าเย็นอย่างฉันท์มิตรทั่วไปในชุมชนย่านนี้

เอาเข้าจริง คนไม่เคยรู้จักกัน ก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะปฏิเสธคำขอร้อง เมื่ออีกฝ่ายสบตาพร้อมส่งสัญญาณแห่งความยากลำบากที่ตนเองกำลังเผชิญ หากเป็นมิตรสหายที่เคยพูดคุยแลกเปลี่ยนด้วยแล้ว ไม่มีเหตุผลอันดีที่มิตรสหายจะเบือนหน้าหนี ยามต้องการความช่วยเหลือ

            เราเริ่มสนทนาระหว่างกัน ผมก็เอ่ยถามเหมือนวันที่ผ่าน ชารุกได้แต่ยิ้ม

เราเคยจิบชาด้วยกันในร้านชาย่านตลาดหนังสือซัมชาจ ของเมืองอาลิการ์ แต่เกือบทุกครั้งที่ชวนเขาร่วมโต๊ะ ชารุกมักปฏิเสธ หากไม่พูดปฏิเสธ ก็ได้แต่ยิ้ม ทว่าไม่เคยกล้าแม้แต่ครั้งเดียว ที่จะมานั่งร่วมโต๊ะ ไม่รู้เนื่องจากสาเหตุใดเป็นหลัก

บ้างก็บอกว่า มันคือวิถีของชนชั้นล่างของผู้คนในประเทศนี้ ซึ่งพวกเขาถูกฝึกมาจนชินกับการสำนึกสถานะของตน ไม่มีการเทียบตนเสมอนายเป็นแน่

ข้อสังเกตแบบนี้อาจถูกต้อง เพราะเท่าที่ผมสัมผัสมากับชนชั้นล่าง พวกเขาไม่เคยแม้แต่จะมานั่งร่วมโต๊ะ เข้ามาจิบชาในบ้านบนโต๊ะรับแขก หรือ กินน้ำแก้วเดียวกันกับคนทั่วไป โดยเฉพาะ ผู้ที่มีอันจะกินกว่าพวกเขา

จะด้วยเหตุผลประการใดก็ไม่สามารถรู้ได้อย่างแน่ชัด  ทว่า เจ้าของร้านชาคงไม่พอใจเป็นไหน ๆ หากขอทานอย่างชารุกมานั่งตีสนิทกับลูกค้าของตนอย่างออกนอกหน้า  

สำหรับกรณีของผม ถือเป็นการยกเว้น เจ้าของร้านก็ไม่มายุ่งกับผม เพราะผมเป็นชาวต่างชาติ แน่นอนผมไม่มีวิถีคิด ความเชื่อและกรอบของชนชั้นวรรณะดังกล่าวตั้งแต่เริ่มเหยียบย่างมาตั้งหลักปักหลักในอินเดีย

สำหรับผม มนุษย์นั้นมีจิตวิญญาณและเลือดเนื้อที่เท่าเทียมและเสมอเหมือนกันทุกคน ซึ่งแน่นอน ไม่มีผู้ใดจะมีอภิสิทธิ์ระหว่างกัน กอปรกับผมเป็นชาวต่างชาติ ผมจึงอาศัยสุญญากาศเหล่านี้คลุกคลีกับชนชั้นล่างได้อย่างค่อนข้างจะกลมกลืน  

พบกันครั้งนี้ ผมชวนชารุกจิบชาเหมือนครั้งก่อน แต่ชารุกมีท่าทีปฏิเสธ ผมจึงไม่ได้คะยั้นคะยอให้เขานั่งลง ทว่า เขามีอาการไม่ต่างจากครั้งก่อน นั่นก็คือ แค่ผ่านมาทักทายอย่างมิตรสหายและจากไปอย่างรวดเร็ว ผมจึงหยิบยื่นเงิน 10  รูปีให้กับมิตรสหายขอทานเจ้าประจำของผม

เด็กน้อยยิ้มแก้มปริพลางกล่าวขอบคุณและขอจับมือเหมือนวันที่ผ่านมา จะต่างกันก็ตรงที่ วันก่อนหน้าเราจะจิบชาด้วยกัน และบางครั้งผมก็ให้ขนมแทนเงิน

            เท่าที่จำได้ มิตรสหายของผมเกือบทุกคน รวมทั้งคนอินเดีย โดยเฉพาะเจ้าของร้านค้าต่าง ๆ ซึ่งทุกคนจะเตรียมเงินไว้ในแต่ละวันสำหรับขอทานขอจรที่เดินทางพลัดหลงมาเพื่อขอส่วนแบ่งจากรายได้ประจำวันของเรา และแน่นอน รายได้เหล่านี้ นอกจากเป็นของครอบครัว ๆ ลูก ๆ รายจ่ายทั่วไปแล้ว ยังมีชื่อของขอทานสลักอยู่ด้วยเสมอ

การเจอกันของผมกับชารุกครั้งนี้ แม้ผมจะชวนนั่งร่วมโต๊ะดื่มชาเหมือนเดิม แต่เขากลับปฏิเสธ อาจเป็นเพราะเขาอยากรักษาระยะและไม่ต้องการให้ความสัมพันธ์ระหว่างเราล่วงเกินความพอดี เขาทำได้แค่เพียงจ้องมองอยู่ห่างๆพลางส่งยิ้มเป็นระยะๆ ผมได้แต่ก้มหน้าเสมือนยินดีในรอยยิ้มของมิตรภาพของเรา

แน่นอน เมื่อระยะห่างของมิตรภาพมันถูกถักทอด้วยความพอดี ไม่มีใครก้าวล้ำเส้นของใคร ไม่มีใครแสดงความเป็นเจ้าของกับมิตรภาพเหล่านั้น แน่นอน อายุของมิตรภาพ อาจคงทนและถาวรกว่าที่เป็นอยู่

บางครั้งการรักษาระยะของความสัมพันธ์ก็ถือเป็นความจำเป็น เพราะบ่อยครั้งสายสัมพันธ์ที่เกินเลย อาจทำลายมิตรภาพที่ตนถือครองโดยไม่รู้ตัว

หลังจากนั้นไม่นาน ชารุกก็เดินจากไป ผมก็ได้แต่หันไปมองเป็นระยะเพื่อถนอมเยื่อใยแห่งความสัมพันธ์ อย่างน้อยก็ไม่ให้สะบั้นลงเพราะสาเหตุของการจากลา

ภาพไกล ๆ ฉายให้เห็นลาง ๆ ว่า ชารุกเจอกลุ่มขอทานนักเลงคุมซอยรุ่นโตกว่า รับงานทางด้านการขอเงินมากกว่า หนำซ้ำชั่วโมงบินอาจเยอะกว่าด้วย

ขอทานนักเลงรุ่นพี่เดินผ่านมาเห็นชารุก จึงเข้าค้นตัวและยึดเงินของเขาจากกระเป๋าเสื้อพลางบอกถึงเขตอิทธิพลของตัวเอง

 "นี่เป็นเขตปกครองที่ใครมิอาจมารุกล้ำได้"

 เด็กน้อยได้แต่นิ่งเฉยและร่ำไห้ ผมจึงรู้สึกเดือดพ่านอย่างบอกไม่ถูกพลางรีบสอยเท้าเดินเข้าไปอย่างโกรธเคือง ผมจัดชุดใหญ่ใส่อันธพาลขอทานคุมซอยผู้นั้นด้วยฝ่ามืออันแข็งกร้าว

ผมใจร้อนจนไม่รีรอที่จะไต่ถามเพื่อฟังเพตุและผลจากนักเลงโตผู้นี้ หนำซ้ำไม่มีความเมตตาใดๆ แสดงออกมาจากสีหน้าและแววตาของผมเลยในตอนนั้น

เงินจำนวนมากที่ได้มาจากการขอทานในวันนี้ถูกส่งกลับไปยังมิตรสหายของผมพร้อมแสดงความสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างไม่ลังเล เด็กน้อยผู้นี้รีบสอยเท้าเดินออกจากรังอิทธิพลของนักเลงโต เราไม่ได้สนทนาอะไรกันเพิ่มเติม แต่เรากลับเพิ่มรอยประทับของความสัมพันธ์ให้แน่นขึ้นด้วยการกระทำเสียเป็นส่วนใหญ่

ตกดึก ผมกลับมาห้องแล้วทิ้งตัวลงนอนพร้อมแสยะยิ้ม หลังจากวางหัวลงบนหมอนพลางหลับตาลงเบา ๆ ผมเริ่มชำระการกระทำของตัวเองในวันนี้พลางกล่าวกับตนเองว่า

"วันนี้เราพ่ายแพ้อีกแล้วสินะ"

ผมได้แต่ตำหนิตัวเองที่ไม่สามารถควบคุมกิเลสหยาบได้ หนำซ้ำอารมณ์โกรธยังถูกใช้ออกมาเพื่อทำร้ายคนรอบข้างอย่างเลือดเย็น ผมเริ่มทบทวนพลางแสงจันทร์ถูกกลืนไปในปากของก้อนเมฆ ผืนฟ้าจึงถูกฉาบทาด้วยสีมืดทึบตลอดทั้งคืน

                                                                                                                         1 ตุลาคม 2560

                               เมืองอาลิการ์, อินเดีย 

***หมายเหตุ***

"ขอทาน: ครูข้างถนน" เป็นหนึ่งใน "ข้อเขียน" จากหลาย ๆ เรื่องที่ผมตั้งใจเขียนเพื่อสรุปบทเรียน 10 ปี ของผมที่ได้วางรกราก ณ เมืองอาลิการ์ (ِAligarh) ประเทศอินเดีย ในฐานะ "นักเรียน" ซึ่งผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะรวบรวมประสบการณ์ตรงของตนเองไม่ว่าจะเป็น ด้านสังคม เศรษฐกิจ ชนชั้น ระบบทุน วัฒนธรม ประเพณี การศึกษา การเมือง การใช้ชีวิต การเดินทางและอื่น ๆ เพื่อเป็นเรื่องเล่าว่า "ผมได้อะไรบ้าง" จากประเทศนี้ 

อยากเขียนรวมเป็น "หนังสือ" สักเล่ม เพื่อบอกเล่าการเดินทางของตนเองในดินแดนถารตะ 

Thai