ทุกชีวิตย่อมลิ้มรสกับความตาย

Ustaz Shukur's picture

 

ทุกชีวิตย่อมลิ้มรสกับความตาย

 

อุสตาซอับดุชชะกูร บินชาฟิอีย์

กรรมการสภาประชาสังคมชายแดนใต้

Shukur2003@yahoo.co.ukhttp://www.oknation.net/blog/shukur

 

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตาปรานีเสมอ มวลการสรรเสริญมอบแด่อัลลอฮฺผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลก ขอความสันติสุขแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

กุบูร์ ประตูสู่โลกหลังความตายของคนมุสลิม...

บรรยากาศของกุโบร์หรือกุบูร์ที่มัสยิดต้นสน ซึ่งมีกุบูร์เจ้าพระยาจักรีหมุดอยู่ด้วย

 

        ตายแล้วไปไหน? ...เป็นคำถามโลกแตกที่มนุษย์เพียรหาคำตอบตั้งแต่พวกเขารู้จักความตาย
       
       พุทธศาสนาเชื่อเรื่องการกลับชาติมาเกิด โดยเชื่อว่ามีการพิจารณากรรมดีชั่วเมื่อตายไปในยมโลกด้วยเป็นความรับผิดชอบของท่านยมบาล ที่จะส่งผู้นั้นไปสวรรค์หรือนรกตามผลกรรมที่เขากระทำ
       
       แต่เมืองไทยไม่ได้มีศาสนาเดียว เรายังมีศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลามซึ่งอยู่ร่วมกันอย่างสันติมานานหลายร้อยปีร่วมกับคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธ
       
       โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศาสนาอิสลามที่มีผู้นับถือมากรองจากพุทธ จึงน่าสนใจอย่างยิ่งว่าพี่น้องชาวไทยมุสลิมเขามีความเชื่อและประเพณีปฏิบัติเกี่ยวกับวิญญาณและชีวิตหลังความตายอย่างไร...

       
       ความตายและความเชื่อของอิสลาม
       
       ชายผู้หนึ่งนอนเหยียดยาวอยู่บนบ้าน แววตาของเขาเผยถึงความทรมานจากโรคที่รุมเร้า
       
       ผู้คนนั่งล้อมรายล้อมต่างมีสีหน้าไม่สบายใจ...
       
       "ลาอิลาฮะอิลลัลลา" ผู้อาวุโสท่านหนึ่งเอ่ยขึ้น ..."ลาอิลาฮะอิลลัลลา" ชายคนนั้นกล่าวตาม
       
       พวกเขากำลังกล่าวถึงพระเจ้า ขณะที่หนึ่งในผู้ที่แวดล้อมอ่านคัมภีร์อยู่อย่างสงบ บางคนก็เอาน้ำหยอดให้คนป่วย..."อินนาลิลาฮิวะอินนาอีลัยฮิลาญิอูน" ทุกคนรำพึง เมื่อเพื่อนของเขาจากไป
       
       ************
       เหตุการณ์นี้คือฉากความจริงที่ อาจารย์บูดีมาน แยนา ผู้เชี่ยวชาญหลักนิติศาสตร์อิสลามบอกเราว่าเป็น "การพักผ่อน" ของคนมุสลิม มิใช่การสิ้นสุดของชีวิตตามสัญชาตญาณที่มนุษย์เชื่อกัน
       
       "ความตายคือการพักผ่อน ไม่ใช่ไปสู่ทุกข์ เป็นการพักผ่อนระหว่างสองกลุ่มคน คือคนที่ปฏิบัติในศีลในธรรม เขาพักผ่อนเพื่อจะได้ผลตอบแทนที่ดี ส่วนคนที่อยู่ในอธรรม จะพักผ่อนเพื่อหยุดสักทีในสิ่งที่เขาทำ นี่คือแนวคิดที่ท่านศาสดาให้โดยมีวัจนะไว้" อาจารย์บูดีมานกล่าว
       
       สอดคล้องกับ ธีระพันธ์ ช่วงพิชิต นักเขียนผู้สนใจวัฒนธรรมประเพณีและตัวเขาเองก็เป็นมุสลิมเช่นกัน บอกกับเราว่า "ความตายของมุสลิมใกล้ชิดและอบอุ่น เราไม่แยกออกจากวิถีชีวิต เพราะถูกสอนมาตลอดให้มีความรู้สึกสัมพันธ์กัน แตกต่างจากสังคมในศาสนิกอื่นที่มองในทางอวมงคล"
       
       แต่ในความต่างก็มีความเหมือนพุทธในบางข้อ เขายังเล่าอีกว่ามุสลิมเรียนรู้ความตายโดย "ให้เขาได้เพ่งพินิจผ้าห่อศพที่เตรียมสำหรับตัวเองทุกวัน จะเป็นมงคลกับชีวิต เป็นการสำรวมตนเองความตายไม่ห่างไกลเลย"
       
       คนมุสลิมเชื่อในโลกปัจจุบัน หรือ "ดุนยา" ขณะมีชีวิต และหลังความตายเชื่อว่าวิญญาณจะไปอยู่ในโลก "บัรซัค" เพื่อรอวันพิพากษาสุดท้ายในโลก "อาคิเราะห์" พบพระเจ้าที่มาตัดสินความผิดและถูก
       
       เทียบให้เข้าใจง่าย "บัรซัค" หมายถึงยมโลก แต่อิสลามไม่มีการกลับชาติมาเกิด ผู้ตายจะรอคอยการตัดสินในวันสิ้นโลกเท่านั้น ต่างกับพุทธที่เชื่อแตกต่างคือต้องมาใช้กรรมในวัฏจักรการเวียนว่ายตายเกิดต่อไป
       
       เรื่องราวทั้งหมดนี้ชาวมุสลิมถือคัมภีร์อัล-กุรอานและวัจนะศาสดาเป็นเกณฑ์ ไม่แปลกที่จะเห็นการอ้างอิงคัมภีร์เสมอในเวลาที่เราคุยกับชาวมุสลิมเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้
       
       กุศล เอี่ยมอรุณ นักเขียนผู้สนใจเรื่องนี้อีกคนหนึ่งให้ข้อมูลว่า "ตามความเชื่ออิสลาม พูดถึงความตายว่าถึงอาญิรของอัลเลาะฮ์ (ซบ.) ทุกอย่างเป็นการงานของอัลเลาะฮ์ (ซบ.) ลุ่มลึกตรงที่ว่ามีรากจากศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียว ความตายมองในแง่มุสลิมถือว่าหมดสิ้น พระเจ้าให้ชีวิตเท่านี้ ทางพุทธคือหมดเวรหมดกรรม"ก่อนเสริมว่า "ที่แน่ๆ ตายไปอยู่กุบูร์ วันสิ้นโลกจะฟังพิพากษา เชื่อว่าด้านซ้ายขวามีคนจดความดีความชั่ว"
       
       เดินทางสู่ "กุบูร์" การ "พักผ่อน" เพื่อรอวันสิ้นโลก
       
       พิธีเกี่ยวกับความตายของชาวมุสลิมเริ่มขึ้นเมื่อรู้ว่าผู้ป่วยนั้นอาการหนักไม่รอดแน่แล้ว ญาติจะมาเยี่ยมพร้อมกับนักศาสนา จะมีสอนให้คนตายกล่าวว่า "ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลเลาะฮ์ (ซบ.)..." เป็นภาษาอาหรับดังเหตุการณ์ข้างต้น เพื่อให้คนผู้นั้นอยู่ในศีลธรรมก่อนสิ้นชีวิต
       
       ถ้ามองในแง่ชาวพุทธ จุดร่วมตรงนี้คือการให้ความสำคัญกับสภาวจิตของผู้ป่วยใกล้สิ้นใจ ...ใช่หรือไม่ที่เราเชื่อเช่นกันว่าหากก่อนตายจากไปอย่างสงบ ผู้นั้นย่อมพบสิ่งดีในโลกหน้า
       
       อาจารย์บูดีมาน บอกเราเกี่ยวกับพิธีศพว่า "กฎหมายอิสลามเรียกเรื่องทำพิธีศพว่า อัยบาดับกานียะ* คือการทำความดีเชิงพฤติกรรม ไม่ใช่เหมือนละหมาดที่จะอ่าน เป็นพฤติกรรมล้วน การอ่านจะเสริมเท่านั้น มีหลักการว่าพฤติกรรมการเคารพสักการะจะไม่เกิดกับมนุษย์อื่น"
       
       ที่อาจารย์บูดีมานพูดนั้น เป็นที่มาของการที่ชาวมุสลิมจะไม่กราบผู้ตายหรือรูปเคารพอื่นใด...จะแสดงความเคารพต่อพระเจ้าเท่านั้น "การจัดพิธีจะมีสิทธิของผู้ตายที่พึงได้" อาจารย์กล่าวถึงสิทธิ 4 อย่างคือ การทำความสะอาดร่างด้วยการอาบน้ำ การห่อร่างให้มิดชิด การละหมาดขอพรจากพระเจ้า และสุดท้ายคือฝัง
       
       ถ้าพูดแบบลูกทุ่งเรียกได้ว่าเป็นไฟต์บังคับ หรือเป็นหน้าที่ของชาวมุสลิมที่มีชีวิตอยู่ข้างหลังต้องกระทำให้กับผู้จากไป โดยขั้นตอนนั้น มีรายละเอียดเล็กๆ ต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่น แต่หลักใหญ่นั้นสิทธิ 4 อย่างจะมีการปฏิบัติไม่แตกต่างกัน พิธีกรรมนี้ยังแบ่งหน้าที่ด้วย โดยกำหนดให้ญาติเพศเดียวกับผู้จากไปลงมือตั้งแต่การทำความสะอาดร่างจนถึงขั้นสุดท้าย ซึ่งจะเป็นหน้าที่ของผู้ชายเท่านั้นคือการฝัง
       
       "อิสลามให้เกียรติผู้ตายมาก เชื่อว่ามีความรู้สึกเหมือนคนมีชีวิต การทำความสะอาดร่างก็มีพฤติกรรมย่อย ไม่ใช่ทำแบบใดก็ได้ จะมีแบบว่าทำอย่างไร เป้าหมายคือเห็นความสำคัญของความสะอาดทั้งคนอยู่และตาย" อาจารย์บูดีมานกล่าว
       
       อาจารย์อับดุลชะกูร์ บินชาฟิอีย์ ผู้เชี่ยวชาญนิติศาสตร์อิสลามอีกท่าน อธิบายว่า "เมื่อคนตายแล้ว ญาติพี่น้องจะจัดการศพตามหลัก มือจะเอาขวาทับซ้าย...ขั้นตอนทำความสะอาดจะใช้สถานที่มิดชิด มีผ้าปิดในส่วนที่ควร โดยวางร่างไว้ที่สูง สองชำระสิ่งสกปรกออก สาม เอาน้ำรดทั่วร่างกาย หลังจากนั้นรดด้วยน้ำใบพุทราและน้ำสะอาด 3 ครั้ง ใช้น้ำพิมเสนรดโดยเริ่มจากด้านขวา แล้วอาบน้ำละหมาด และจบด้วยการล้างเท้าด้านขวา ซ้าย เสร็จแล้วซับให้แห้ง" ...ก่อนจะห่อร่างด้วยผ้า แล้วนำไปที่มัสยิดเพื่อทำละหมาด...จบด้วยการฝังในที่สุด
       
       อาจน่ากลัวสำหรับคนที่ไม่เคยสัมผัสพิธีกรรมความตายของมุสลิม แต่สำหรับคนมุสลิม "ความตายเป็นจุดเริ่มต้น เทียบศาสนาอื่นไม่ต่างกัน โลกที่เรียกในปัจจุบันนี้คือโลกหนึ่ง และมีโลกหน้าหลังพิพากษาตัดสิน ชีวิตนี้เป็นเพียงทางผ่านสู่โลกการตัดสินที่เป็นชีวิตนิรันดร์ นั่นคือเป้าหมายที่แท้จริง" ธีระพันธ์กล่าว
       
       "เป็นการพักเพื่อเดินทางใหม่ ยังมีอีกหลายบท มีการตอบแทน การสอบสวนรออยู่ เป็นความเชื่อ คนที่เรียนวิทยาศาสตร์เยอะจะไม่เชื่อ พิสูจน์ไม่ได้ ...ความเชื่อคือความเชื่อ เราพยายามสรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับศาสนาเรา.." อาจารย์บูดีมานเอ่ย
       
       "ชะหีด" สิ่งที่ต้องทำความรู้จักหลังคำว่า "ญิหาด"
       
       "ยกเว้นที่ตายชะหีด ไม่ต้องทำขั้นตอนนี้" (การทำความสะอาดร่างผู้ตาย) ... ประโยคของอาจารย์อับดุลชะกูร์ชวนให้คิดถึงเหตุการณ์ที่สร้างบาดแผลในใจให้กับพี่น้องมุสลิมทางใต้เมื่อปีก่อน
       
       เรากำลังพูดถึงกรณีที่มัสยิดกรือเซะ และเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่อำเภอตากใบ ครานั้นนอกจากควันปืนและความเศร้าของคนร่วมชาติ หากสังเกตสักนิด สิ่งที่ปรากฏอีกอย่างคือสิ่งที่คนมุสลิมปฏิบัติต่อผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ โดยเฉพาะคนที่เข้าไปยึดมัสยิดต่อสู้กับอำนาจรัฐ หลังเหตุการณ์สงบ บางคนไม่มีการอาบน้ำหรือทำพิธีกรรมใดๆ ละหมาดแล้วฝังทันที จนสื่อและหลายคนตีความและตั้งคำถามว่า หมายถึงอะไร...
       
       ความไม่เข้าใจนี้ เป็นหลักฐานว่าคนไทยพุทธและมุสลิมยังไม่รู้จักกันอย่างแท้จริง ทั้งที่เราอยู่ด้วยกันมานานตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้ว (กรมท่าขวาที่ติดต่อค้าขายกับชาวอาหรับมีขุนนางเป็นชาวมุสลิม)
       
       อาจารย์อับดุลชะกูร์ บอกว่าชะหีดคือความเชื่อในการตายที่ประเสริฐ "คือคนตายในการต่อสู้ในแนวทางพระเจ้า ตายในสนามรบที่ปกป้องศาสนา นั่นคือตัวบท ส่วนใครจะไปตีความว่าแบบไหนคือชะหีด เป็นอีกประเด็นหนึ่ง"
       
       ธีระพันธ์ให้ความเห็นว่า "ชะหีดคือการตายในวิถีทางพระเจ้าโดยอุทิศชีวิต ต้องผ่านกระบวนการที่เรียกว่า "ญิหาด" คือการกระทำเพื่อศาสนาอิสลามก่อน การต่อสู้คือจีฮัด ก่อนรู้จัก "ชะหีด" ควรรู้จัก "ญิหาด" มาก่อนเพราะก่อนจะมาถึงชะหีด คือต่อสู้แล้วเสียชีวิต"
       
       จริงๆ แล้วภาพญิหาดในสายตาของคนต่างศาสนิกเป็นกลุ่มคลั่งศาสนา แต่ความจริงญิหาดไม่ใช่เช่นนั้น และยังมีหลายแบบ "ญิหาดที่ลำบากที่สุดคือต่อตัวเอง สู้กับอารมณ์หรือความเป็นตัวเรา การพูดถึงชะหีดหมายถึงความตายเท่านั้น เบื้องต้นคือญิหาดกับตนเอง ภาวะโลภ โกรธ หลง ทุกวันนี้เรามองเพียงความตาย นั่นไม่ใช่ความหมาย ทุกคนต้องต่อสู้อยู่แล้ว เบื้องต้นคือต่อตนเองและภาวะรอบข้าง" เขาขยายความ
       
       แต่ก็พูดถึงการตีความว่า "การจากไปของคนที่กรือเซะและตากใบมีความต่างในกระบวนการศาสนา สภาวะการเสียชีวิตทั้งสองที่ไม่มีใครสามารถวินิจฉัยได้ว่า คนเหล่านั้นเสียชีวิตในวิถีอิสลามหรือไม่ ปัจจุบันชาวบ้านผู้สูญเสียรู้สึกว่าลูกหลานตายในวิถีอิสลาม แต่สังคมไม่ได้ตอบรับสิ่งนั้นทั้งหมด ในสังคมไทยไม่มีใครตอบได้ว่าอยู่ในวิถีหรือไม่"
       
       เขาพูดถึงการตั้งคำถามอีกแบบ "ถ้าถามว่าเป็นธรรมหรือไม่จะเป็นอีกเรื่องหนึ่งทันที กรณีเดิมไม่มีใครตอบได้เว้นแต่ตัวผู้เสียชีวิต ว่าเป้าหมายคืออะไร อุดมการณ์คืออะไร ศาสนาอิสลามหรือความเป็นรัฐอิสระ ถ้าเพื่ออิสลามก็คือธำรงศาสนา ถ้าหมายถึงรัฐปัตตานีก็เป็นอีกมิติหนึ่ง"
       
       ด้านอาจารย์บูดีมานนั้นบอกโดยสังเขปว่า "สำหรับคนที่ละเว้นไม่ต้องทำครบ 4 อย่าง (สิทธิของผู้ตาย) คือคนตายในสนามรบเท่านั้น นี่คือข้อกังขาของสังคม...เหตุการณ์กรือเซะหรือตากใบ พ่อแม่บางคนไม่อาบน้ำ ไม่ละหมาด ไม่จัดการพิธีศพ ขุดหลุมฝังเลย เขาว่าลูกเขาตายชะหีด บางคนปรึกษานักวิชาการ บางคนไม่ นี่คือจุดด้อยที่ไม่มีใครศึกษา ทำตามความรู้สึกว่าลูกฉันถูกยิง ตายชะหีด ความจริงในหลักนิติศาสตร์อิสลามคนที่ไม่ต้องปฏิบัติ 4 อย่างนั้น คือคนที่ตายในสนามรบเท่านั้น ไปสู้เพื่อปกป้องแผ่นดิน ศาสนาของพระเจ้า แต่เขาไม่เข้าใจ ขึ้นอยู่กับเขา รายละเอียดคงต้องคุยทีหลัง"
       
       "มันแบ่งได้หลายชะหีด ชะหีดที่ไม่ตายในสนามรบก็มี อย่างคนจมน้ำก็เรียกชะหีด คนตายคลอดบุตรก็เรียกชะหีด เพราะความประเสริฐของคนเหล่านี้จะถูกลบบาปโดยพระเจ้าในส่วนนั้น" ดังนั้นทั้งหมดจึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนในการตีความ...
       
       "เราตีความเหตุการณ์ที่กรือเซะว่าเขาแสดงตนเป็นศัตรูไม่ได้ เขาสูญเสียอนาคตและลูกหลาน เมื่อพิจารณาว่าสิ่งนั้นลูกหลานทำตามแนวทางพระเจ้า เขาก็ทำแบบนั้น ไม่มีใครวินิจฉัยว่าผิดหรือถูก" ธีระพันธ์ยังชี้
       ถึงกรณีตายชะหีด ซึ่งมีข้อยกเว้นจากสิทธิ 4 ประการเพียงข้อเดียวคือ "กลับมาหน้าที่ของมุสลิม เมื่อมีการตาย หน้าที่คนที่อยู่คือชำระล้าง ห่อผ้าให้มิดชิด ละหมาดอุทิศส่วนกุศลแล้วนำไปฝัง ถ้าวิถีทางชะหีดแล้วเขาไม่ต้องอาบน้ำ ถือว่าสะอาด แต่ที่เหลืออีกสามข้อต้องทำ เท่านั้นเอง"
       
       ดังนั้น "เมื่อพ่อแม่ผู้ตายมั่นใจเช่นนั้นก็ไม่ใช่ไปตีความว่าเขาเป็นศัตรูของรัฐ คนละกรณี ไม่ใช่หน้าที่เราจะไปตีความ ที่ควรถามคือเป็นธรรมหรือไม่กับคนเสียชีวิต สังคมต้องตอบว่าเขาได้ความเป็นธรรมหรือไม่ ในการปฏิบัติก่อนตายหรือหลังตาย"
       
       "กุบูร์" เขตแดนที่คนต่างศาสนิกสามารถเรียนรู้
       
       กุบูร์นั้นแปลตรงตัวก็คือสุสานนั่นเอง เทียบกันก็คือป่าช้าของชาวพุทธ หรือสุสานของชาวคริสต์ เรื่องของพิธีความตายที่ไม่มีใครอยากสัมผัสนี้ จะจบลงที่สุสาน กรณีของสุสานมุสลิมจะมีลักษณะเฉพาะค่อนข้างชัด และที่กุบูร์นี้เอง คือปลายทางของชีวิตชาวมุสลิมที่จะไปสู่โลก "บัรซัค" เพื่อรอการตัดสินสุดท้าย
       
       "หัวใจงานศพคือการนำสู่ความใกล้ชิดพระเจ้า ทั้งสองฝ่ายคือคนตายและอยู่ต้องผ่านกระบวนการแสวงความใกล้ชิดพระเจ้า หน้าที่คนข้างหลังคือฝังผู้จากไปให้ถูกขั้นตอนและเร็วที่สุดตามกระบวนการ บางคนพิจารณา 24 ชม. ท่านศาสดากล่าวว่าเป็นหน้าที่ ต้องทำไม่ว่าจะก่อนหรือหลัง 24 ชม.ก็ได้ กรณีมีความจำเป็นเช่น มีคดีความหรือสงสัยก็สามารถชะลอเพื่อพิสูจน์ได้ ที่หมอพรทิพย์ออกมาพูดว่าตรวจสอบไม่ได้นั้นเป็นความเข้าใจที่ผิด ถ้ามีความจำเป็นก็ต้องคอย ต้องพิสูจน์"
       
       แม้มุสลิมจะให้เกียรติกับร่างผู้ตายก็ไม่ใช่การยึดติด ดูได้จากการฝังศพที่ห้ามไม่ให้จับจองหลุม "ผลตอบแทนการกระทำไม่ได้อยู่ที่ร่างกาย ตอบแทนกับวิญญาณที่เขาปฏิบัติ อย่างกรณีทนายสมชาย นีละไพจิตรที่หายไป ภรรยาเขาจะเข้าใจว่าไม่ซีเรียสกับร่างกาย หายก็หาย" อาจารย์บูดีมานยกตัวอย่าง
       
       "ในคดีถ้าชันสูตรทำได้ เพื่อประโยชน์ของส่วนรวมยิ่งต้องทำ" อาจารย์บูดีมานเสริม ก่อนพูดถึงกุบูร์ "หลุมศพต่างไปในแต่ละที่ อาหรับส่วนมากเป็นของตระกูล ขุดเป็นอุโมงค์ลงไปแล้วเป็นช่องตั้งศพตามสภาพที่ดินซึ่งซื้อมา เพราะน้อยที่จะมีสุสานสาธารณะแบบบ้านเรา ทุกคนซื้อที่ดินทำสุสาน หันกลับมาดูในบ้านเราตอนนี้ ก้อนหินต่างๆ (ลักษณะเหมือนกับป้าย) ที่ตั้งบนสุสาน ตามหลักไม่ควรตั้ง ถือเป็นการครอบครอง คนอื่นมาฝังไม่ได้ นั่นคือสุสานสาธารณะขึ้นชื่อว่าเป็นของทุกคน ฝังได้ซ้ำซาก อาจทำแค่เครื่องหมายก็พอ"
       
       การปลูกต้นไม้ดอกไม้บนหลุมนี้หลักคิดมาจากการปฏิบัติของศาสดา "ในสมัยศาสดาท่านผ่านสุสานแห่งหนึ่ง แล้วพบทูตพระเจ้า บอกว่าศพนี้กำลังถูกลงโทษ ท่านนบีจึงเอาต้นไม้ปัก เพื่อต้นไม้นี้อาจทำให้โทษลดลง คนปักต้องเป็นคนดีด้วย"
       
       ถ้าถามถึงค่าใช้จ่ายในพิธีกรรมนี้หลายคนอาจไม่น่าเชื่อกับตัวเลข อาจารย์อับดุลชะกูร์เล่าว่า "ค่าใช้จ่าย ผ้าห่อ 450 บาท ไม่มีอย่างอื่น อาจมีค่าขุด แต่ถ้าเป็นในหมู่บ้านจะช่วยเหลือกัน ถ้าในเมืองอาจมีการจ้าง ต่างกันไปตามสภาพสังคม" เขาขยายว่า "ส่วนมากคนตายไปมีเงินเหลือ บางคนมีไม่เกิน 1 พัน ตอนนี้มาละหมาดคิดวันละร้อย ฯลฯ เป็นความคิดตัวเอง ต้องแยกกับหลักการจริง จ้างให้ไหว้พระทางพุทธเองผมก็เชื่อว่าไม่เอาเหมือนกัน ในกฎหมายอิสลามมีบทหนึ่งที่เรียกว่าความจริงใจ การกราบไหว้ต้องมีสมาธิ เราละหมาดได้ทุกคน ความจริงใจมีไหม สิ่งเหล่านี้จะตัดทอนผลบุญ"
       
       ขณะที่ธีระพันธ์เล่าว่า "เพี้ยนหรือไม่ที่เห็นปัจจุบัน จริงๆ มุสลิมไม่มีการจับจองที่ ไม่มีต้นทุนเรื่องความตาย ปัจจุบันมีเช่นค่าแรงในการขุดหลุม สังคมมุสลิมจริงๆ จะเกื้อกูลต่อกัน การขุดหลุมฝังเป็นหน้าที่ต้องมาช่วยกัน ใช้คำว่าเป็น "วายิบ" เป็นข้อปฏิบัติ ถ้ามีการตายในชุมชนต้องมีตัวแทนจากครอบครัวไปร่วมอย่างน้อย 1 คน แต่สังคมที่เสื่อมสลายภาพนี้จึงลดลง มูลค่ามีขึ้น ถ้าดั้งเดิมทั้งหมดยังเกื้อกูลต่อกัน ไม่มีราคาค่างวด"
       
       ส่วนในเรื่องการจ้างละหมาดเขาบอกว่า "ที่เคยประสบมีการให้เงินตอบแทนเล็กน้อย อย่าง 20 บาท กับแขกที่มาร่วมเจ้าภาพอาจจ่ายให้ เป็นเรื่องตอบแทน แก่นแท้จริงๆ ไม่มี เป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องเกื้อกูลกัน มุสลิมเป็นของกันและกัน เป็นธรรมดาของสังคมที่เปลี่ยนไป สังคมเมืองจะเห็นมาก ถ้าชนบทสิ่งเหล่านี้จะไม่ถูกทำลาย" เขายังบอกว่าในสังคมมุสลิมยังคงเป็นหน้าที่เฉพาะเพศและลูกหลาน ถึงร้อยละ 80
       
       ส่วนถ้าเสียชีวิตในโรงพยาบาล "ศพจะถูกนำกลับบ้าน ยกเว้นรพ.บางแห่งพร้อมก็จะอำนวยความสะดวกเฉพาะสถานที่ ญาติจะไปทำที่นั่นแล้วมาสุสาน แต่เกือบทั้งหมดจะนำมาที่บ้านก่อนแล้วผ่านกระบวนการ"
       
       เราเรียนรู้อะไรจากกุบูร์ได้บ้าง? "กุบูร์ไม่ใช่สถานที่เที่ยว แต่เป็นสถานที่ที่ทำให้มนุษย์สังวร เหมือนไปยืนหน้าเชิงตะกอน สิ่งที่ได้คือการสังวรว่าไม่มีความจีรัง การไปกุบูร์ในทัศนะของมุสลิมไปเพื่ออุทิศกุศล ไม่สามารถไหว้ได้ เรายังเรียนรู้จากกระบวนการปฏิบัติต่อผู้ตาย เข้าไปเพื่อดูวิถีชีวิต แต่ก็ต้องมีคนให้ความรู้ด้วยดีกว่าไปลำพัง" เขาสรุป
       
       ขณะที่กุศล เอี่ยมอรุณ มองว่า "กุบูร์คนมุสลิมถือเป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่จะไปทำอะไรก็ได้ ตามหลักตอนเดินในนั้นเขาห้ามข้ามหลุมศพด้วยซ้ำ เพราะเชื่อว่าคนที่อยู่ในหลุมไม่ได้ตายแค่เข้าไปอยู่อีกโลก เขาเชื่อวันสิ้นโลก เมื่อวันนั้นมาถึงต้องออกมาเพื่อฟังคำตัดสินเรื่องการทำดีทำชั่วอย่างไร"
       
       "กุบูร์สำคัญในกรุงเทพฯ ก็ที่มัสยิดต้นสน ถ้าไปดูจะเห็นหลุมศพจุฬาราชมนตรีและขุนนางหลายคนตั้งแต่สมัยกรุงแตกลงมา น่าทึ่งมาก ถือเป็นหน้าประวัติศาสตร์สังคมไทยช่วงรอยต่ออยุธยาถึงรัตนโกสินทร์"
       
       คงต้องปิดท้ายด้วยคำพูดของธีระพันธ์ที่ว่า "ไม่ใช่หน้าที่มุสลิมที่จะให้คนอื่นมาเข้าใจเท่านั้น แต่เป็นหน้าที่ที่จะเรียนรู้และทำความเข้าใจผู้อื่นด้วย มุสลิมต้องออกมาทำความเข้าใจวัฒนธรรมที่แตกต่างโดยมีจุดยืนของตัวเอง ซึ่งผมเชื่อมั่นว่าส่วนใหญ่มีจุดยืนเข้มแข็งพอ แต่ส่วนหนึ่งไม่ออกมาทำความรู้จัก ต้องออกมาเพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสงบ เราจะได้ไม่ต้องถามว่าอยู่ร่วมกันได้หรือไม่ เพราะในประวัติศาสตร์อยู่ร่วมกันมานานแล้ว"
       
       คงไม่เสียหาย...หากจะลองเปิดใจ ลดอคติ ทำความรู้จัก เพื่อเราจะเรียนรู้กันมากขึ้น ขจัดสิ่งที่เรียกว่า "ใกล้ตาแต่ไกลใจ" โดยเฉพาะรัฐบาลใหม่ควรมองและทำความเข้าใจข้อนี้อย่างยิ่ง
       
       เมื่อเรารู้จักและเข้าใจ ทำสิ่งดีๆ ต่อกันแล้ว คำตอบสุดท้ายที่ออกมาก็คือ "สันติภาพ" นั่นเอง
       
       มิฉะนั้น มีสักพันกุบูร์ ร้อยสุสาน ก็คงไม่พอบรรจุศพผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง...
       

       
       ******
       *หากผิดพลาดประการใดเรื่องทับศัพท์ภาษาอาหรับต้องขออภัยมา ณ ที่นี้
       
       **ขอขอบคุณท่านอิหม่ามแห่งมัสยิดต้นสนที่เอื้อเฟื้อข้อมูล 

 

กุบูร์ ประตูสู่โลกหลังความตายของคนมุสลิม...
อาจารย์บูดีมาน แยนา

        
 

กุบูร์ ประตูสู่โลกหลังความตายของคนมุสลิม...
อาจารย์อับดุลชะกูร์ บินชาฟิอีย์

        
 

กุบูร์ ประตูสู่โลกหลังความตายของคนมุสลิม...
กุศล เอี่ยมอรุณ

        
 

กุบูร์ ประตูสู่โลกหลังความตายของคนมุสลิม...
ธีระพันธ์ ช่วงพิชิต

        
 

กุบูร์ ประตูสู่โลกหลังความตายของคนมุสลิม...
การปลูกดอกไม้บนหลุมศพเป็นหลักปฏิบัติมาแต่โบราณ โดยช่วงหลังเครื่องหมายจะเริ่มกลายเป็น ถาวรวัตถุไปบ้าง

        
 

กุบูร์ ประตูสู่โลกหลังความตายของคนมุสลิม...
แท่นที่น่าจะเป็นตำแหน่งการฝังศพเจ้าพระยาราชวังสันเสนีย์ (ม๊ะหมูด) ขุดค้นพบเมื่อปี 2541

 

Thai