ผมเห็นเขาเจ็บ ผมเห็นเขาทรมาน ผมอยากช่วยเขา แต่ผมไม่มีทักษะ ผมจึงอยากเป็นหมอ

Harapankampong's picture

 

ผมเห็นเขาเจ็บ ผมเห็นเขาทรมาน ผมอยากช่วยเขา แต่ผมไม่มีทักษะ ผมจึงอยากเป็นหมอ

                   คนที่เจ็บ เลือดที่ติดเสื้อ เสียงโอดโอยที่ร้องด้วยความเจ็บปวดของผู้ประสบอุบัติเหตุบนถนนแถวจังหวัดสงขลา เป็นภาพชลมุนของผู้คน แต่ไร้คนช่วย (อาจจะเพราะไม่กล้าที่จะเข้าไปช่วยอย่างถูกวิธี) ภาพที่เกิดตรงหน้าเป็นภาพสะท้อนที่ให้เด็กชายคนหนึ่งมองย้อนดูตัวเองว่า “เขาไม่สามารถที่จะช่วยคนเจ็บได้เลย” แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้านั้นกลับเป็นแรงกระตุ้นให้เขาลั่นวาจาว่า “ฉันจะต้องเป็นหมอ ฉันจะต้องเป็นหมอ ฉันจะต้องช่วยคนเจ็บ ให้ได้ เด็กชายคนดังกล่าวได้กล่าวไว้”  เป็นการคิดที่เต็มไปด้วยจิตของความมุ่งมั่นที่ต้องการช่วยผู้อื่น ต้องการที่จะบรรเทาความเจ็บปวดให้กับผู้ที่ประสบเหตุ

การลั่นวาจาในใจของเด็กชายไม่ใช่เพียงแค่การพูดลอยๆ แต่เขามุ่งมั่น และ ตั้งใจจะให้เป็นดั่งที่ใจปราถนาอย่างแท้จริง

คนที่พูดถึงคือ นาย อับดุลวาเห็บ กาหลง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนกาบังพิทยาคม ต้นแบบโครงการเยาวชนต้นแบบเติมความหวังสู่สังคม (Hakam) อายุ 16 ปี เป็นลูกคนที่ 3 ในจำนวนพี่น้อง 5 คน  เขาเป็นนักเรียนชายที่มีความเป็นผู้นำสูง มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี มีความกาล้าแสดงออก มีมุ่งมั่นในการที่จะเรียนรู้กับสิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ รวมถึง พร้อมที่จะทำกิจกรรมควบคู่ไปกับการเรียนของโรงเรียนอีกด้วย

เขาได้กล่าวว่า เขาได้ถามรุ่นพี่ที่เป็นหมอว่า จะทำอย่างไรที่จะเป็นหมอ? รุ่นพี่คนดังกล่าว ได้บอกว่า “ไม่ใช่เพียงแค่ร่ำเรียนอย่างหนักอย่างเดียว แต่ต้องจัดสรรเวลา ในการทำกิจกรรมด้วย เพราะถึงเวลาเข้ามหาวิทยาลัย จะมีกิจกรรมมากมายให้ได้ทำ แต่นั้นก็จะฝึกเราให้เข้มแข็ง และมีทักษะการทำกิจกรรมมากยิ่งขึ้น”

เขาจึงมุ่งมั่นที่จะเรียนและทำกิจกรรมควบคู่ไปด้วย ซึ่งกิจกรรมที่ว่านั้นก็คือ โครงการเยาวชนต้นแบบเติมความหวังสู่สังคม เป็นหนึ่งโครงการที่เขาเป็นตัวตั้งตัวตีในการดำเนินโครงการ”ไม้กวาดดอกหญ้ากาบัง” ซึ่งกระบวนการในการทำโครงการจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีทักษะต่างๆเกี่ยวกับการดำเนินโครงการในห้องเรียน รวมถึงการลงชุมชนเพื่อสัมภาษณ์ พูดคุย และ ปฎิบัติโครงการในชุมชน นั้นหมายความว่า กระบวนการทำโครงการจะต้องมีปฎิสัมพันธ์กับชุมชน ทำงานเป็นทีม เพื่อให้โครงการนั้นบรรลุผลสำเร็จตามที่หวัง

           “ผมรู้สึกว่า ผมมีความโชคดีอย่างหนึ่งในการเข้าร่วมโครงการเยาวชนต้นแบบ คือ ผมมีความกล้าแสดงออกในการซักถาม ในการนำเสนอ ในการทำงานกับเพื่อนๆ ในการทำงานเป็นทีม เพราะสิ่งเหล่านี้ผมคิดว่ามันสำคัญมากในการที่จะหนุนฝันของผมในการเป็นหมอให้ง่ายดายมากขึ้น เพราะเท่าที่ผมทราบมาว่า การที่จะเป็นหมอ ไม่ใช่เพียงเรียนอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมเท่านั้น แต่จะต้องลงชุมชนพูดคุยกับคนไข้ ชาวบ้าน เพื่อทำการรักษา และการปฎิบัติงานเหล่านั้นที่ผมคิดว่าผมมีทักษะในการลงชุมชนจากการทำโครงการ ไม่ว่าจะเป็นการวางตัว การพูดคุย การอธิบายวัตถุประสงค์ของการพบปะชาวบ้าน หรือ คนไข้ที่เราจะรักษาเมื่อลงชุมชน นี่คือผลลัพธ์ที่ผมสามารถไปต่อยอดในการสานฝันเป็นหมอ ของผมในอนาคตได้ง่ายยิ่งขึ้น และไม่ใช่เพียงหนุนเสริมการเป็นหมอเท่านั้น พ่อกับแม่ก็รู้สึกประทับใจในตัวผม ครั้นที่ผมนำไม้กวาดกลับไปที่บ้าน แล้วพ่อได้ถามว่า ไปฝึกมาจากไหน ผมจึงอธิบายเกี่ยวกับการดำเนินโครงการทั้งในห้อเรียน และ ในชุมชนให้กับพ่อกับแม่ฟัง ตอนนั้นผมแอบสังเกตรอยยิ้มและแววตาของท่านทั้งสอง ผมทราบเลยว่า “ท่านทั้งสองประทับใจในตัวผม และ ประทับใจในโครงการเป็นอย่างมาก “ 

Thai