การเรียนประวัติศาสตร์ชาติต้องเอื้อต่อการสร้างภาวะแวดล้อมสันติภาพและสันติสุข

Ustaz Shukur's picture

 

การเรียนประวัติศาสตร์ชาติต้องเอื้อต่อการสร้างภาวะแวดล้อมสันติภาพและสันติสุข

 

 

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์  (อับดุลสุโก ดินอะ)

กรรมการสภาประชาสังคมชายแดนใต้

ที่ปรึกษาสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดสงขลา

Shukur2003@yahoo.co.uk, http://www.oknation.net/blog/shukur

 

            ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตาปรานีเสมอ มวลการสรรเสริญมอบแด่อัลลอฮฺผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลก ขอความสันติสุขแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด และผู้เจริญรอยตามท่าน

 

ตามที่เป็นข่าวว่า  ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส  กอ.รมน. จ.นราธิวาส และสำนักงานศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จ.นราธิวาส ได้ร่วมกันแถลงข่าวโครงการจัดกระบวนการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ชาติและบุญคุณพระมหากษัตริย์ไทย เพื่อบรรจุเป็นวิชาสอนในสถาบันปอเนาะ หรือโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา

กล่าวคือวันนี้ (11 ม.ค.) ที่ห้องประชุมโรงแรมเก็นติ้ง อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส นายสุรพร พร้อมมูล ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส น.อ.เทอดเกียรติ จิตต์แก้ว รอง กอ.รมน. จ.นราธิวาส และนายณัฐพงษ์ นวลมาก ผอ.สำนักงานศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จ.นราธิวาส ได้ร่วมกันแถลงข่าวโครงการจัดกระบวนการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ชาติและบุญคุณพระมหากษัตริย์ไทย เพื่อบรรจุเป็นวิชาสอนในสถาบันปอเนาะ หรือโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา ในพื้นที่ 13 อำเภอ ของ จ.นราธิวาส จำนวน 62 แห่ง ซึ่งได้ทยอยเปิดการเรียนการสอนไปแล้วบางส่วน จากพระราชดำริของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

และในช่วงภาคเรียนที่ 2 ประจำปีการศึกษา 2560 ที่จะถึงนี้ ทางสำนักงานศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยทั่วประเทศ จะเปิดการเรียนการสอนเป็นรายวิชาบังคับอีกวิชาหนึ่งที่นักศึกษา กศน.ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาล เพื่อสืบสานพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร นับตั้งแต่เสด็จครองสิริราชสมบัติตราบจนเสด็จสวรรคต ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์เป็นล้นพ้นหาที่สุดมิได้ เนื่องจากนักศึกษาส่วนใหญ่ขาดความเข้าใจในประวัติศาสตร์ชาติไทย และการแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิตประจำวัน (อ่านรายละเอียดได้ที่ https://mgronline.com/south/detail/9610000003322)
 

 

จากแถลงการณ์ดังกล่าวผู้เขียนขอฝากข้อสังเกตและเสนอแนะดังนี้

1.    เป้าหมายเพื่อสันติสุขที่วางไว้จะไม่เกิดขึ้นหากการจัดการเรียนรู้ดังกล่าวเป็นการบังคับและออกแบบมาจากข้างบนและหน่วยความมั่นคงเดียวและขาดการวิพากษ์รวมทั้งเสนอแนะจากทุกภาคส่วนต่อหลักสูตรกก่อนนำไปใช้

2.    การประกาศใข้หลักสูตรควรกลับไปดูพรบ.การศึกษาชาติที่ให้ความสำคัญกับทุกภาคส่วนร่วมออกแบบหลักสูตรสถานศึกษาและนำเสนอคณะกรรมการหลักสูตรก่อน

3.    เป็นที่ทราบกันดีว่าเนื้อหาการเรียนประวัติศาสตร์ชาติส่วนกลางและข้อเท็จจริงกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจชต.เป็นประวัติศาสตร์บาดหมาง ดังนั้นจึงเป็นโจทย์สำคัญว่าจะออกแบบอย่างไรให้การเรียนประวัติศาสตร์ชาติกับท้องถิ่นที่เป็นเรื่องลับให้เป็นการเรียนรู้บนดินที่ถูกต้องเชิงวิชาการโดยนำข้อเสนอแนะของคณะศึกษาวิจัยของศ.ดร.ครองชัย  หัตถาและนักประวัติศาสตร์ทุกภาคส่วนหรือวิจัยอื่นๆในจังหวัดชายแดนภาคใต้แล้วร่วมออกแบบการเรียนประวัติศาสตร์เพื่อสร้างภาวะแวดล้อมสันติภาพและสันติสุข

4.    ในส่วนการรักชาติจะทำอย่างไรสำหรับมุสลิมให้สอดคล้องกับหลักการศาสนาอิสลามกล่าวคือ

สำหรับความเป็นไทยในกรอบแห่งอิสลาม (เขียนโดย ดร.วิสุทธฺ  บิลล่าเต๊ะ ผอ.สำนักจุฬาราชมนตรีส่วนหน้า) โดยมีรายละเอียดดังนี้

คนไทย  หมายถึงคนที่อาศัยอยู่ในดินแดนที่เรียกว่า ประเทศไทย เป็นประชาชนคนหนึ่งที่อยู่ภายใต้กฎหมายซึ่งบังคับใช้ในรัฐไทย คนไทยอาจนับถือศาสนาต่างกันได้ อันเป็นที่มาของความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรมในประทศไทย ซึ่งรัฐธรรมนูญของไทยทุกฉบับก็ได้รับรองสิทธิและเสรีภาพนี้ไว้เช่นกัน

ความเป็นไทยจึงมิได้หมายถึงคนชาติพันธุ์หนึ่ง หรือ นับถือศาสนาหนึ่ง หรือใช้ภาษาหนึ่ง เป็นการเฉพาะ แต่หมายรวมถึงทุกชาติพันธุ์ ทุกศาสนา และทุกภาษา ที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ภายใต้การปกครองและบูรณาการแห่งดินแดนของประเทศไทย การชี้เฉพาะว่าคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดเท่านั้นที่เป็นคนไทย เช่น เฉพาะคนชาติพันธุ์ไทย หรือเฉพาะคนที่นับถือศาสนาพุทธหรือเฉพาะคนที่พูดภาษาไทย ก่อให้เกิดอคติต่อคนชาติพันธุ์อื่น ศาสนาอื่น และคนที่พูดภาษาอื่น นำมาซึ่งความขุ่นข้องบาดหมางระหว่างคนไทยกันเอง และเป็นภัยร้ายแรงต่อความมั่นคงของประเทศ ถือเป็นความคิดชาตินิยมตกขอบ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการอยู่ร่วมกันของคนในชาติ

 

ความเป็นมุสลิม

    มุสลิม คือผู้ที่เชื่อและศรัทธาว่า พระเจ้าที่แท้ของมนุษย์และทุกสรรพสิ่งในจักรวาล มีเพียงพระองค์เดียว คือ อัลลอฮฺ (ซุบบาฮานะฮุวะตาอาลา) และเชื่อว่าศาสนฑูตมูฮัมมัดเป็นผู้ซึ่งพระองค์ทรงส่งมาเพื่อเป็นเมตตาธรรมแก่มนุษย์ชาติทั้งหลาย ความเชื่อมั่นศรัทธาต่อเอกภาพแห่งอัลลอฮฺพระผู้เป็นเจ้าหมายถึง การยอมรับต่อการรังสรรค์ของพระองค์ ซึ่งการรังสรรค์นี้มีความละเอียดงดงาม ทั้งประกอบไปด้วยความหลากหลายอย่างยิ่ง และทุกสิ่งก็สะท้อนพระพลานุภาพแห่งอัลลอฮฺอย่างชัดเจน มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในดินแดนต่าง ๆ ก็มีความหลากหลายทั้งทางชาติพันธุ์ สีผิว และภาษา ความหลากหลายเหล่านี้ถือเป็นพระประสงค์แห่งอัลลอฮฺเจ้า ซึ่งมนุษย์ทุกคนโดยเฉพาะที่เป็นมุสลิม ต้องน้อมยอมรับ และการสร้างความแตกต่างในหมู่มนุษย์เช่นนี้ องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงมีพระประสงค์ให้มนุษย์ได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ทั้งยังสามารถแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ต่าง ๆ กันได้ มิใช่เพื่อให้คนเรานำมาเป็นเครื่องอวดข่มกันและกันแต่อย่างใด พระดำรัสในเรื่องนี้ปรากฏในซูรอฮฺ อัลหุญูรอจ  อายะฮฺ ที่ ๑๓ ความว่า

“ มนุษย์ทั้งหลาย  เราสร้างพวกเจ้ามาจากชายหนึ่ง หญิงหนึ่ง และให้พวกเจ้าแตกกอต่อยอดออกไปเป็นกลุ่มชนและเผ่าพันธุ์นานา เพื่อพวกเจ้าจะได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน แท้จริงผู้ที่ประเสริฐสูงสุดในหมู่พวกเจ้า ณ อัลลอฮฺ คือ ผู้ที่มีความยำเกรงสูงสุด และอัลลอฮฺนั้นทรงรู้ดียิ่ง ทรงเชี่ยวชาญยิ่ง “

เมื่ออิสลามเป็นศาสนาเพื่อมนุษย์ชาติอันเต็มไปด้วยความหลากหลาย มุสลิมจึงต้องเป็นคนที่พร้อมยอมรับความหลากหลายเหล่านั้น โดยไม่ถือเอาชาติพันธุ์หรือวงศ์ตระกูลมาเป็นเกณฑ์ในการตีค่าของคน แต่ยินดีที่จะนำอิสลาม ซึ่งถือว่ามีค่าที่สุดมอบแก่เพื่อนมนุษย์โดยไม่เลือกสีผิว เผ่าพันธุ์หรือภาษา

โดยนัยนี้อิสลามและความเป็นมุสลิม จึงอยู่โพ้นพรมแดนทางภูมิศาสตร์ที่เป็นแบ่งเขตแดนระหว่างประเทศ อิสลามเป็นสิ่งที่กำหนดโดยอัลลอฮฺพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งอยู่เหนือมิติของรัฐชาติ ขณะที่รัฐชาติยกย่องตนเอง และดูแคลนชาติพันธุ์อื่น

ความเป็นไทยจึงมิได้ขัดแย้งกับความเป็นมุสลิม เพราะความเป็นไทยเพียงแค่บ่งบอกว่า เราเป็นคนถือสัญชาติไทย อยู่ในประเทศไทย ความรักและภักดีต่อประเทศไทย ก็เป็นไปตามธรรมชาติของมนุษย์ที่ย่อมผูกพันกับแผ่นดินถิ่นเกิด และจะไม่กลายเป็นสิ่งต้องห้าม หากความรักและภักดีนั้น ไม่นำไปสู่การปฏิบัติอันขัดแย้งกับหลักธรรมของอิสลาม เนื่องจากมุสลิมต้องเทิดอิสลามเหนือสิ่งอื่นใด ด้วยว่าอิสลามคือเป้าหมายอันเป็น นิรันดร์ ขณะที่ประเทศทุกประเทศมีขึ้นและเสื่อมลงเป็นสัจธรรม

 

สำหรับขนบธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรมไทยกับความเป็นมุสลิม

วัฒนธรรมเป็นวิถีชีวิตที่กำเนิดมาจากแนวคิดในการมองโลกมองชีวิตแบบหนึ่ง โดยเชื่อว่าการดำเนินชีวิตเช่นนั้น เป็นสิ่งที่จะทำให้ตนสามารถดำรงอยู่ในสังคมได้อย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี วัฒนธรรมจึงผูกติดกับความคิดและความเชื่ออย่างแยกไม่ออก วัฒนธรรมอิสลามก็เป็นวัฒนธรรมของมุสลิม ซึ่งก่อเกิดจากความเชื่อถือศรัทธาต่ออัลลอฮฺพระผู้เป็นเจ้า กลายเป็นวิถีที่มีอัตลักษณ์ของตนเองและครอบคลุมทุกมิติของการดำเนินชีวิต  วัฒนธรรมอิสลามมีความเชื่อและหลักปฏิบัติพื้นฐานที่เป็นสากล จึงเหมาะสมแก่คนทุกชาติ ทุกภาษา ขณะเดียวกันอิสลามก็เปิดโอกาสให้วัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นดำรงอยู่ได้ หากวัฒนธรรมนั้นไม่มีความขัดแย้งกับหลักความศรัทธาอันเป็นพื้นฐาน

โดยนัยนี้ มุสลิมไทยจึงสามารถปฏิบัติตนตามวัฒนธรรมประเพณีของไทยได้ ในส่วนที่ไม่ขัดแย้งกับหลักศรัทธาของอิสลาม ทั้งนี้ พึงเข้าใจว่าวัฒนธรรมไทยก่อเกิดจากความคิดความเชื่อของคนไทยส่วนใหญ่ ซึ่งต่างไปจากความศรัทธาแบบอิสลามที่งอกเงยจากความเชื่อในเอกภาพแห่งอัลลอฮฺพระผู้เป็นเจ้า แต่แม้จะมีความแตกต่างอิสลามก็ไม่ได้สอนให้มุสลิมมีความรังเกียจเดียดฉันท์พี่น้องร่วมชาติ เนื่องจากถือว่าบุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในการนับถือศรัทธาต่อสิ่งที่ตนยึดมั่น และย่อมมีเสรีภาพที่จะปฏิบัติตามความเชื่อถือศรัทธาของตนได้ สิ่งที่มุสลิมพึงกระทำก็คือหยิบยื่นไมตรีจิต มิตรภาพ และให้พี่น้องร่วมชาติได้เข้าใจว่าอิสลามสอนอะไร ทั้งนี้เพื่อขจัดอคติอันอาจเกิดจากสื่อสารมวลชนบางกลุ่มที่ไม่เข้าใจอิสลามอย่างดีพอ ส่วนการดำรงตนเยี่ยงคนไทย โดยใช้วัฒนธรรมไทยที่ไม่ขัดแย้งกับหลักศาสนาย่อมเป็นสิ่งที่พึงกระทำ เพราะจะเป็นสิ่งที่สะท้อนความเป็นมุสลิมในประเทศไทย และยังช่วยสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างพี่น้องร่วมชาติอีกด้วย เช่น การใช้ภาษาไทยตามขนบธรรมเนียมของไทย การทักทาย การปฏิบัติตามธรรมเนียมไทยที่ไม่มีลักษณะตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ เป็นต้น

วัฒนธรรมไทยแต่เดิมมา มีน้ำจิตน้ำใจและยอมรับความแตกต่างของสมาชิกร่วมสังคม จึงทำให้การอยู่ร่วมกันของประชาชนเป็นไปอย่างสันติ แต่ปัจจุบันประเทศไทยตกอยู่ในกระแสโลกาภิวัฒน์ทุนนิยม ซึ่งแปรทุกอย่างเป็นสินค้า รวมถึงวัฒนธรรมด้วย ทำให้วัฒนธรรมการดำเนินชีวิตของคนไทยแปรเปลี่ยนไป

ขณะรับฟังข่าวสารในโลกกว้างมากขึ้น แต่วิถีชีวิตกลับคับแคบลง การให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับมูลค่าทางวัตถุ ทำให้ผู้คนละเลยคุณค่าของจิตใจภายใน จนในที่สุดก็ละเลยประเพณีต่าง ๆ ที่แสดงถึงความสำคัญของคุณค่าเหล่านั้น ประเพณีที่ปฏิบัติกันอยู่จึงไม่ได้เป็นวิถีชีวิตอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งที่อนุรักษ์และปฏิบัติกันในช่วงเวลาหนึ่ง เพื่อดึงดูดเงินตราซึ่งก็คือ ทำให้ประเพณีเป็นสินค้านั้นเอง

สำหรับมุสลิม วัฒนธรรมและประเพณีต่าง ๆ ต้องเป็นวิถีชีวิต มิใช่สิ่งที่เอามาปฏิบัติกันแค่ช่วงเวลาหนึ่งแล้วหลังจากนั้นก็ดำเนินชีวิตไปโดยขัดแย้งกับคุณค่าที่ประเพณีนั้นมุ่งสั่งสอน หากมุสลิมคนหนึ่งดำเนินชีวิตโดยขัดแย้งกับวัฒนธรรมที่มาจากคำสอนแห่งอิสลามย่อมกล่าวได้ว่า มุสลิมนั้นไม่ได้มีความศรัทธาต่ออัลลอฮฺพระผู้เป็นเจ้าอย่างแท้จริง.

             ด้วยเหตุที่วัฒนธรรมอิสลามกำเนิดจากความศรัทธาต่ออัลลอฮฺพระผู้เป็นเจ้านี้เอง การปฏิสัมพันธ์ข้ามวัฒนธรรมระหว่างมุสลิมกับศาสนิกอื่น จึงอยู่ในขอบเขตความศรัทธานั้น กล่าวคือ มุสลิมสามารถที่จะปฏิบัติตนตามประเพณีใด ๆ ก็ได้ ตราบที่ประเพณีนั้นไม่มีลักษณะขัดแย้งกับความศรัทธาและหลักธรรมคำสอนของอัลลอฮฺพระผู้เป็นเจ้า เนื่องจากอิสลามมิได้มีเป้าหมายอยู่ที่การทำลายล้างประเพณีหนึ่งประเพณีใด แต่มีเป้าหมายให้มนุษย์ได้รู้จักและศรัทธาต่ออัลลอฮฺในฐานะพระเจ้าผู้ทรงเอกะ  ไม่มีภาคีใดร่วมกับพระองค์ในการรังสรรค์และการจัดการกับสรรพสิ่งในจักรวาล อีกทั้งให้ปฏิบัติตามบทบัญญัติของพระองค์บนความศรัทธามั่นว่า สิ่งที่พระองค์ทรงบัญญัติให้ปฏิบัติย่อมดีที่สุดสำหรับมนุษย์ และสิ่งใดที่ทรงบัญญัติห้ามปฏิบัติสิ่งนั้นย่อมเป็นสิ่งที่สร้างความเสียหายแก่มนุษย์เอง

ความเชื่อมั่นว่าอัลลอฮฺทรงเมตตาต่อมวลมนุษย์ และทรงประทานสิ่งที่ดีที่สุดมาให้ คือบ่อเกิดของวัฒนธรรมการดะวะฮฺหรือการเรียกร้องเชิญชวนสู่อิสลาม อันเป็นวัฒนธรรมที่ผลักดันให้มุสลิมต้องมีปฏิสัมพันธ์อันดีกับพี่น้องต่างวัฒนธรรม ไม่ใช่การปฏิสัมพันธ์บนฐานความเกลียดชังและความไร้น้ำใจ ทั้งนี้เพราะอิสลามถูกส่งมาเพื่อเป็นเมตตาธรรมแก่มนุษย์ชาติ มิใช่เพื่อการพิฆาตเข่นฆ่า ดังความปรากฏในซูรอฮฺ อัลอัมบิยะฮฺ อายะฮฺ ๑๐๗ ว่า

“ เรามิได้ส่งเจ้ามาเพื่อการอื่นใด เพียงแต่เป็นเมตตาธรรมต่อโลกทั้งมวล “

การปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับต่างศาสนิกจึงต้องเป็นไปด้วยไมตรีเสมอ ยกเว้นเมื่อเผชิญการรุกรานทางวัฒนธรรม 2 รูปแบบที่ปรากฏในซูรอฮฺ อัลมุมตะหินะฮฺ อายะฮฺที่ ๘ ความว่า

“ อัลลอฮฺไม่ทรงห้ามพวกเจ้า ในอันที่จะทำดีและมีความเป็นธรรมต่อบรรดาผู้คนซึ่งมิได้ทำสงครามทำลายศาสนาของพวกเจ้า อีกทั้งมิได้ขับไล่พวกเจ้าออกจากถิ่นฐานบ้านเรือนของพวกเจ้า แท้จริงอัลลอฮฺทรงรักผู้มีความเป็นธรรม “

 

 (โปรดดูรายละเอียดในคู่มือแนวทางการจัดการเรียนรู้รายวิชาเพิ่มเติมหน้าที่พลเมือง สำหรับพลเมืองไทยมุสลิม https://www.deepsouthwatch.org/node/8595)

 

 

Thai