ระเบิดเมืองหาดใหญ่ ขยายความรุนแรงข้าม 3 จชต.?

DeepSouthWatch's picture


 


 

 

“การก่อเหตุหลายๆ ครั้ง รวมทั้งครั้งล่าสุดเมื่อคืนวานนี้ ทำให้เห็นว่า สามารถเลือกจุดเลือกพื้นที่ก่อการได้กว้างขึ้น โดยเฉพาะหาดใหญ่ซึ่งเป็นจุดอ่อนไหวที่สุด ทั้งไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้น” ผศ.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี   รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ตัวแทนศูนย์เฝ้าระวังเชิงองค์ความรู้สถานการณ์ภาคใต้ (IDSW) กล่าว

 

ทั้งนี้เขาเห็นว่า เหตุระเบิดในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ทั้ง 6 จุด เมื่อคืนวันที่16 ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งผลทำให้มีผู้เสียชีวิตรวม 4 ราย บาดเจ็บ 67 ราย ชี้ชัดว่า ผู้ก่อการหวังผลให้เกิดความสูญเสียทั้งในแง่ชีวิตและทรัพย์สินโดยตรง โดย เฉพาะเมื่อพิจารณาวัตถุประกอบระเบิดซึ่งคนร้ายใช้เหล็กเส้นตัดเป็นท่อนๆ ละ 1 ซม. ทำเป็นสะเก็ดจุดระเบิดด้วยโทรศัพท์มือ ถือแล้วใช้รถจักรยานยนต์ซึ่งเป็นพาหนะที่หาง่ายเป็นที่นิยมนำไปวางในที่ชุมชน

 

ผศ.ศรีสมภพกล่าวว่า ก่อนคืนเกิดเหตุบรรดาร้านค้าในเมืองหาดใหญ่ ได้รับคำเตือนจากเจ้าหน้าที่รัฐถึงแนวโน้มว่า อาจจะมีการก่อเหตุไม่สงบ เพียงแต่ไม่ทราบว่าจะเกิดขึ้น ณ จุดไหน โดยทางการขอความร่วมมือให้สอดส่องดูแลบุคคลหรือวัตถุต้องสงสัย

 

อีกทั้งก่อนหน้าประมาณ  2 เดือนก่อน มีกระแสข่าวจากฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ระบุว่า มีกลุ่มก่อการร้ายเตรียมก่อวินาศกรรมในพื้นที่ จ.สงขลา โดยจะก่อเหตุแบบเดียวกันกับเหตุการณ์วางระเบิดสนามบินหาดใหญ่ ในลักษณะการทำงานเป็นเครือข่ายฯ ร่วมกันระหว่างกลุ่มต่างๆ โดยแบ่งสายปฏิบัติการแล้วมีการสั่งการพร้อมๆ กันหลายจุดในเวลาเดียวกัน

 

ผศ.ศรีสมภพเห็นว่า เหตุดังกล่าวทำให้เห็นว่า  นอกจากรัฐจะตกเป็นฝ่ายตั้งรับในสถานการณ์ความไม่สงบมาโดยตลอด  ยังอาจจะส่งผลสะเทือนอย่างรุนแรงต่อภาวะเศรษฐกิจของเมืองท่องเที่ยวอย่างหาดใหญ่ รวมถึงอาจยังเพิ่มความตึงเครียดการเมืองระดับชาติซึ่งคุกรุ่นอยู่ในขณะนี้ด้วย

 

ทั้งนี้เหตุระเบิดทั้ง 6 จุด ในเขตเมืองหาดใหญ่ กินเวลา 10 นาที ระหว่างเวลา21.15-21.25 น. ได้แก่ 

 

จุดแรก บริเวณหน้าห้างโอเดียน 1  มุมถนนธรรมนูญวิถี ตัดถนนเสน่ห์หานุสรณ์ โดยมีรถตุ๊กตุ๊ก เสียหาย 2 คันได้รับความเสียหาย และรถจักรยานยนต์ 3 คัน 

 

จุดที่สอง หน้าห้างโอเดียน  ด้านถนนเสน่ห์หานุสรณ์ ซึ่งห่างจากจุดแรกประมาณ 50 เมตร โดยมีแผงขายสินค้าได้รับความเสียหาย

 

จุดที่ 3 ระหว่างบริเวณหน้าร้านนิวเชอรี่นวดแผนโบราณ กับร้านบราวน์ซูการ์ ถ.ธรรมนูญวิถี มีผู้เสียชีวิต 4 ราย

 

จุดที่ 4 บริเวณข้างตู้ร้องเพลงคาราโอเกะ หน้าโรงแรมลีการ์เด็นท์  มีตู้ร้องเพลงเสียหาย 5 ตู้ มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก

 

จุดที่ 5 หน้าศูนย์การค้าบิ๊กซีด้านทิศเหนือสาขาหาดใหญ่ ต.คลองแห อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เหตุเกิดระเบิดด้านทิศเหนือของห้างฯ  ข้างตู้เอทีเอ็มของธนาคารกรุงเทพฯ ธนาคารกสิกรฯ ธนาคารกรุงศรีอยุธยาฯ และธนาคารไทยพาณิชย์ และทำให้กระจกของร้านเอ็มเคเสียหายและจุดสุดท้าย บริเวณหน้าห้องน้ำ ชั้น 5 โรงภาพยนตร์ศูนย์การค้าไดอาน่า ถ.ศรีภูวนารถ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถใช้ปืนน้ำแรงดันสูงทำลายได้

 

ผศ.ศรีสมภพกล่าวว่า  ลักษณะการระเบิดเพื่อมุ่งหวังทำลายล้างเช่นนี้ แตกต่างจากการวางระเบิดใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ก่อการมุ่งทำลายขวัญมากกว่ามุ่งเอาชีวิตเช่น เหตุระเบิดธนาคารพาณิชย์ 22 แห่งในเขต จ.ยะลา เมื่อเดือนส.ค.หรือเหตุระเบิดทั่ว 3 จังหวัดชายแดนใต้เมื่อวันที่ 15-16 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระเบิดแสวงเครื่องชนิดไม่มีสะเก็ด แต่หากเป็นการมุ่งเอาชีวิตเจ้าหน้าที่รัฐ ก็จะมีสะเก็ดซึ่งมีอันตรายถึงแก่ชีวิตหรือมีอานุภาพทำลายล้างสูง

 

สำหรับเหตุระเบิดครั้งร้ายแรงในเขตเมืองหาดใหญ่ก่อนหน้านี้ คือ กรณีการลอบวางระเบิดในสนามบินนานาชาติหาดใหญ่  หน้าหน้าสรรพสินค้าคาร์ฟูร์ และโรงแรมกรีนเวิล์ดพาเลซ เมื่อต้นเดือนเม.ย.ปีที่แล้ว ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากเช่นกัน โดยเหตุในครั้งนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่า ผู้อยู่เบื้องหลังคือนายไฟซอล หะยีสะมาแอ และนายอินโด โกเบ  ซึ่งเช่นเดียวกันกับเหตุระเบิดครั้งล่าสุดซึ่ง รัฐระบุว่า เป็นกลุ่มก่อการเดียวกัน

 

สำหรับข้อมูลภาพรวมสถานการณ์ 5 อำเภอในจังหวัดสงขลา  รายงานโดย IDSW ตั้งแต่ม.ค. 2547 ถึง ก.ค.2549 พบว่า มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ทั้งนี้ในพื้นที่ อ.หาดใหญ่, จะนะ, เทพา, สะบ้าย้อย และนาทวี โดยเฉพาะในปี 2549 เพียง 7 เดือน (ม.ค.-ก.ค.) พบว่า มีเหตุความไม่สงบเกิดขึ้นรวม 112 ครั้ง ขณะที่เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาทั้งปี มีเหตุเกิดขึ้น 133 ครั้ง ขณะที่ยอดผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตของปี49 สูงกว่าปี 48 

 

โดยในปี 2547 เกิดเหตุในพื้นที่ 5 อำเภอของสงขลารวม 55 ครั้ง ปี 48 เกิดเหตุรวม 133 ครั้ง และ 7 เดือน(ม.ค.-ก.ค.) ของปี 49 เกิดเหตุรวม 112 ครั้ง และมียอดผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตตั้งแต่ปี 47- 49 รวม 48 ราย, 32 ราย และ 50 รายตายลำดับ

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ที่มา: สถาบันข่าวอิศรา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

 

 

 
Thai