เด็กชายผู้เคราะห์ร้าย วันระเบิดปิดเมืองปัตตานี (เรื่องเล่าครอบครัวสิเดะ)

Hearty Support Group's picture
รอฮีหม๊ะ ซีเดะ
เล่าเรื่อง
 
ยามีละ ดอมอลอ
อารีด้า สาเม๊าะ
บันทีกเรื่องเล่าและเรียบเรียง

00000

ภาพถ่ายในคืนเกิดเหตุ ระเบิดเสาไฟฟ้าในเขตเมืองปัตตานี ถ่ายโดยอาสาสมัครกู้ชีพสันติ ปัตตานี

 

“อินนาลิลลาฮฺ วาอินนาอิลัยฮิรอญีอูน”

“...ก๊ะทำใจไว้แล้ว...”

แค่นางพยาบาลเดินมาถามฉันว่า เด็กชายที่หมอช่วยชีวิตอยู่เมื่อหัวค่ำคือลูกฉันหรือเปล่า ระหว่างเดินตามพยาบาลเข้าไปในห้องฉุกเฉิน ฉันก็คิดไว้แล้วว่าลูกคงไม่รอดแล้ว

ลูกชายของฉันชื่อเด็กชายมูฮำหมัดอิลฟาน สิเดะ แต่ที่บ้านเรียก อิลฟาน 1 ใน 18 เด็กที่ถูกระเบิดเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2557 และ 1 ใน 3 ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว ด้วยวัยเพียง 5 ขวบ

 

นาที เสาทับร่างลูกชาย

คืนนั้นก็เหมือนกับทุกวัน ที่กิจวัตรประจำวันครอบครัวเราทั้ง 6 คน เมื่อถึงเวลาประมาณสองทุ่มครึ่ง ลูกๆ ก็กลับมาจากการเรียนอัลกุรอานที่อยู่ใกล้บ้านแม่ ที่อยู่ถนนปากน้ำ ตำบลสะบารัง อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี และสามีที่กลับมาจากทำงานรับจ้าง ก็จะกลับมารอสมาชิกที่เหลือเพื่อรอกลับบ้านที่ดอนรัก มุ่งหน้าสู่บ้านสามีที่ตำบลดอนรัก อำเภอหนองจิก จังหวัดเดียวกัน ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร โดยขี่รถจักรยานยนต์คนละคัน แบ่งๆกันแล้วแต่ลูกคนไหนจะซ้อนท้ายคันไหนระหว่าง คันของพ่อและคันของแม่

...แต่วันที่เกิดเหตุ ทุกคนได้ยินเสียงดังมาก คล้ายเสียงฟ้าผ่า และตามมาด้วยไฟดับทั้งเมืองปัตตานี ทำให้ทั้งฉันและสามีรู้ในทันทีว่า เกิดเหตุระเบิดแน่นอน แต่ไม่ทราบว่าเกิดเหตุที่ไหน ลูกยังอยู่ที่โรงเรียนสอนอัลกุรอาน จึงรีบไปรับลูกๆก่อน

“จะกลับบ้านอีกหรือเปล่า”

สามีก็ถามฉันแล้วคืนนั้นว่า จะกลับบ้านที่ดอนรักอีกหรือไม่ แต่ฉันก็ยังยืนยันว่าจะกลับบ้าน แต่ไปด้วยกันด้วยรถคันเดียว และฉันก็เลือกที่จะฝากลูกสองคนไว้ทีบ้านแม่ ที่ปากน้ำ แต่ก่อนจะกลับบ้าน เพื่อนคนหนึ่งได้โทรเตือนให้เลี่ยงเส้นทางสายม.อ. (ถนนเส้นตัดผ่านหน้ามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี) จึงตัดสินใจเลือกใช้ทางเส้นถนนมะกรูดแทน โดยลูกคนสุดท้อง(อิลฟาน)ขึ้นอยู่หน้าคนขับ และอีกคนซ้อนท้ายอยู่กับฉันข้างหลัง

ฉันจำได้ว่า ระหว่างขับไป ใจก็ระแวงไปด้วยเพราะไฟดับทั้งเมือง อยู่ๆก็ได้ยินเสียงระเบิด ตอนแรกฉันเข้าใจว่าสามีขับรถชนเสาไฟฟ้า ลูกคนเล็กของฉันอยู่หน้าสุด เสาไฟต้นที่โดนระเบิดล้มลงทับอิลฟานลูกฉันพอดี ตอนนั้นยังไม่ทราบว่าอิลฟานเป็นอย่างไรบ้าง แต่ด้วยสัญชาตญาณก็พยายามเรียกให้ลูกตอบสนองคำเรียกของฉัน แต่อิลฟานก็ไม่รู้สึกตัวเลย แล้วฉันก็หมดสติไป จนถึงโรงพยาบาลปัตตานี

“ลาอิลาฮา อิลลัลลอฮฺ”

ฉันพยายามสอนให้ลูกน้อยที่หมดสติ กล่าวคำปฏิญาณตนต่อพระเจ้า ให้ลูกชายฉันก่อนที่จะสลบไป

.... สักพักก็เริ่มมีรถพยาบาลและผู้คนละแวกนั้นมาช่วยครอบครัวที่ประสบเหตุขึ้นรถ โดยสภาพตอนนั้น นายอิสเฮาะและลูกชายอีกคนที่ร้องโอดโอยปวดลำตัวยังมีสติอยู่ จนถึงโรงพยาบาล....

ฉันมาฟื้นได้สติที่โรงพยาบาล ตื่นมาก็ไม่เจอลูกคนเล็ก มีแต่อิลฮัมที่ยังบ่นว่าปวดแขนซ้าย ทั้งๆที่ไม่มีบาดแผล แล้วฉันก็ลุกไปหาลูกชาย โดยไม่นึกถึงว่า สามีจะอาการเป็นยังไงบ้าง ที่เจ้าหน้าที่น่าจะพาตัวไปที่ห้องไหนสักห้องของโรงพยาบาล ผู้เป็นแม่พยายามบอกรูปพรรณสัณฐานของลูกน้อย ว่าสวมเสื้อสีอะไร สักพัก นางพยาบาลบอกกับเธอว่า เด็กชาย 5 ขวบที่นอนหมดสตินั้น กำลังอยู่ในการดูแลของหมอ เนื่องจากลูกของเธอต้องได้รับการช่วยหายใจ

นั่งสบายใจหลังได้คำตอบว่าลูกชายอีกคนอยู่ไหน ไม่ทันไร นางพยาบาลคนเดิมก็วิ่งมาหาฉันและพูดว่า

“ก๊ะค่ะ ใช่ลูกชายของก๊ะหรือเปล่าค่ะ เชิญทางนี้หน่อยค่ะ”

นางพยาบาลคนหนึ่งที่เดินออกจากห้องฉุกเฉิน มาเรียกให้ฉันเข้าไปในห้องฉุกเฉิน เพื่อให้ยืนยันใครสักคนในห้องนั้น ฉันเดินตามนางพยาบาลคนนั้นเข้าในห้อง แล้วหยุดอยู่ที่เตียงของเด็กชายคนหนึ่ง ที่ดูแน่นิ่งบนเตียงนั้น ดูคล้ายลูกชายคนเล็กของฉัน แต่ต่างกันที่เด็กคนนี้ไม่หายใจแล้ว

“อินนาลิลลาฮฺ วาอินนาอิลัยฮิรอญีอูน...”

ใช่แล้ว เด็กชายไร้วิญญาณคนนี้ คือเด็กชายมูฮำหมัดอิลฟาน สิเดะ ลูกชายวัย 5 ขวบของฉันเอง เขากลับไปสู่ความเมตตาของพระเจ้าแล้วหรือนี้

 

คนน้องจากไป คนพี่อาการน่าเป็นห่วง

ครอบครัวได้สูญเสียลูกชายคนเล็กไปแล้ว และยังมีลูกอีกคนที่มาด้วยกัน คืออิลฮัม พี่ชายของอิลฟานที่นั่งอยู่ข้างฉัน ลูกบ่นๆว่าเจ็บโดยไม่มีแผลภายนอก ก็พยายามขอร้องให้หมอตรวจลูกชายคนนี้ที่บ่นมาเจ็บหลายครั้ง แต่ด้วยคืนนั้นมีคนไข้ที่ประสบเหตุการณ์เดียวกันมากกว่าครึ่งร้อย ทำให้กำลังหมอและพยาบาลของโรงพยาบาลปัตตานี ไม่เพียงพอที่จะรับมือ จึงต้องเลือกเคสที่หนักที่สุดก่อน อิลฮัมจึงไม่ถูกตรวจในทันใด

นั่งได้สักพัก ลูกชายก็กินขนม อาหารที่ซื้อมารองท้องไปก่อนระหว่างรอฟังอาการของสามี อยู่ๆลูกชายก็อาเจียนเป็นเลือดออกมา จึงรีบให้หมอดูอาการ

“ลูกชายกระดูกร้าวต้องเข้าเฝือก”

แต่กว่าหมอจะวางมือจากการรักษาคนอื่นได้ ก็ทำเอาลูกชายเกือบจะทรุด และขอเพื่อนบ้านให้ช่วยพูดกับหมอตั้งนานให้ช่วยมาดูลูกชายหน่อย

 

สามียังอยู่ ICU

สามีอาการหนัก ที่กำลังรักษาตัวอยู่ที่ห้องไอซียู ยังไม่รู้เรื่องลูกคนเล็กเสียชีวิตไปแล้ว จะต้องได้รับการผ่าบริเวณหน้าท้อง เนื่องจากอวัยวะภายในช่องท้อง อย่างลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก ได้รับความเสียหายอย่างหนัก หมอต้องทำการผ่าตัดเพื่อรักษาในห้องไอ ซี ยู และฟื้นได้สติในวันที่ 4-5 ของการรักษาตัว  ฉันไม่กล้าบอก ว่า อิลฟาน ลูกชายได้จากเขาไปชั่วนิรันดร์ ในสมองตอนนี้ก็คิดแต่ว่า จะโกหกสามีว่ายังไง ถ้าถูกถามว่า ลูกอยู่ไหน ปิดอยู่อย่างนั้นจนหมอมาบอกเองว่า เขาได้เสียลูกชายไปแล้วจากเหตุการณ์ดังกล่าว

สามีฉันรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลเกือบเดือน หลังจากหมออนุญาตให้กลับไปรักษาตัวต่อที่บ้านได้ แต่อาการข้างเคียงจากการใส่ท่อผ่านทางเดินอาหารในขณะรักษาตัว ทำให้สามีเสียงแหบหลายวัน แต่เมื่อไปตามหมอนัดในวันที่ 10 พ.ย. 57  ปรากฏว่า เสียงกลับมาระดับหนึ่งแล้ว จึงไม่ต้องผ่าตัดเส้นเสียงเพื่อรักษาอีกต่อไป แต่ไม่สามารถพูดเสียงดังหรือพูดนานๆได้ เพราะจะมีอาการเหนื่อย หอบ และยังมีอาการปวดจากแผลผ่าตัดอยู่บ้าง

ส่วนฉันเอง หลังเหตุการณ์ก็มีอาการเจ็บตรงโคนขาอ่อน ทำให้เดินไม่ค่อยสะดวก เกือบ  2-3  สัปดาห์

 

ครอบครัวสิเดะที่เปลี่ยนไป

นอกจากสภาพร่างกายและสภาพจิตใจที่บอบช้ำจากเหตุการณ์วันนั้น ครอบครัวกับจำนวนสมาชิกที่เหลือ ก็เริ่มมีวิถีชีวิตที่กลับสู่ปกติ แต่ฉันและสามี ที่นอกเหนือจากการทำมาหากินตามปกติแล้ว จะใช้ช่วงเวลากลางคืนในการสวดขอพรจากพระเจ้าและละหมาดตะฮฺยุด  ละหมาดดุฮา  เป็นกิจวัตร เปลี่ยนจากเดิมที่ถือปฏิบัติบ้าง ไม่บ้างแล้วแต่สะดวก แต่หลังจากเหตุร้ายประสบแก่ครอบครัวเมื่อครั้งนั้นผ่านไป ทุกวันนี้แม้เวลาจะนอนก็ขอดุอาอฺ ตลอดขอให้ครอบครัวพ้นจากภัยพิบัติ

“ผวาเวลาได้ยินเสียงดังหรือเสียงระเบิด”

หลังจากวันนั้น ถ้าได้ยินเสียงดังๆ อีก จะตกใจและต้องเรียกสติโดยการกล่าวถึงพระเจ้า แม้แต่ตอนได้ยินเสียงไซเรนของรถพยาบาล ก็จะหวั่นๆ ส่วนสามีแม้จะยังเดินทางปกติ แต่ก็ไม่ได้กลับไปทำงานขับรถรับ-ส่งคนงานจากโรงงานปลากระป๋องอีกเลย ทำงานขับ วินมอเตอร์ไซด์อย่างเดียว

มีอาการเครียดเหมือนกันเพราะเป็นคนเคยทำงาน  แต่มีความกังวลว่า ถ้ากลับไปทำงานหนักเหมือนแต่ก่อน จะส่งผลกระทบต่อร่างกายหรือไม่

“ก็มีบ้างที่ทำให้รู้สึกคิดถึงลูกที่จากไป”

ฉันมักจะเอารูปมาเก่าๆของลูกที่จากไปมาดูน้ำตาก็ไหล อยู่คนเดียวไม่ได้ เพราะจะคิดฟุ้งซ่าน แก้โดยออกไปหาเพื่อน ส่วนลูกชายอีกคนที่รอดมาได้ ก็เริ่มมีอาการซึมเศร้า ทานอาหารไม่ลง 2-3 สัปดาห์  มีอาการก้าวร้าว  ดื้อมากขึ้น  เอาแต่ใจ  ต้องใช้จิตวิทยาในการเลี้ยงลูกคนนี้มากขึ้น เพราะนิสัยเริ่มเปลี่ยนจากเดิม

“...อยากให้ลูกเป็นคนดี ห่างจากอบายมุข ให้อัลลอฮฺเปิดใจ อยากให้เป็นคนดีทั้งวันนี้และอนาคตข้างหน้า”

หลังจากเหตุร้ายผ่านไป ทางครอบครัวได้รับการติดต่อเพื่อรับการเยียวยาจากเป็นเหตุจากสถานการณ์ความไม่สงบ ในจังหวัดชายแดนใต้ .....(จากหน่วยงานใดบ้าง) โดยแบ่งเป็น กรณีของลูกที่เสียชีวิตได้รับ 500,000 บาท  สามีฉันที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสได้รับ  200,000  บาท  ฉันเองบาดเจ็บเล็กน้อยได้รับ 10,000 บาท และได้รับความช่วยเหลือเรื่องทุนการศึกษาแก่ลูกที่เหลือทั้ง 3 คน จนกว่าจะเรียนจบระดับอุดมศึกษา และยังมีความช่วยเหลือจากยุติธรรมจังหวัดที่ครอบครัวได้ยื่นเอกสารเพื่อรับสิทธิการเยียวยา และทางหน่วยงานยังต้องการเอกสารรับรองอาการจากแพทย์ จากกรณีของสามี ซึ่งหมอยังคงนัดให้ไปตรวจอีกครั้ง ส่วนกำลังใจที่ได้จากคนมาเยี่ยมเยียนเยอะมาก มีทั้งรู้จักและไม่ทราบว่าเป็นใครบ้าง จำไม่ได้ทั้งหมด

 

ศาสนาบำบัด หลังเหตุร้ายเร้าชีวิต

“เพราะทุกอย่างถูกกำหนดมาแล้วโดยพระเจ้า”

ฉันฟื้นฟูร่างกายและจิตใจด้วยพลังศรัทธา ทำให้ผ่านช่วงนั้นมาได้ ทุกสิ่งทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้ว  ยังมีครอบครัวที่ช่วยกันดูแล  ให้กำลังใจ  เหมือนกับเป็นบททดสอบว่าเราอดทนมากแค่ไหน  เราก็คิดว่าแล้วจะทำยังไงในเมื่อไม่สามารถเรียกคืนมาได้ การสูญเสียลูกชายเป็นไปตามพระประสงค์ของอัลลอฮฺ

ส่วนหนึ่งที่ทำให้ครอบครัวเข้มแข็งขึ้น เพราะอ่านหนังสือและมีเพื่อน ได้เห็นเพื่อนของเพื่อนเล่าเรื่องราวของตัวเองที่มีการสูญเสีย  จึงรู้สึกว่าคนที่ลำบากกว่าเราก็มีอีก ก็เลยไม่ได้รู้สึกโกรธแค้นอะไร คิดแค่ว่าอัลลอฮฺจะทดสอบเรามากกว่า

“..อยากให้ 3 จังหวัดกลับมาเหมือนเดิม...”

00000

เหตุการณ์ต้นเรื่อง:

เมื่อเวลาประมาณ 19.30 น. วันที่ 24 พฤษภาคม 2557 เกิดเหตุระเบิด ทั่วอำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี จำนวน 12 จุด เป็นเหตุให้มีผู้ชีวิต 3 ราย บาดเจ็บ 63 ราย นอนโรงพยาบาล 29 ราย กลับบ้าน 34 ราย และเกิดเหตุไฟฟ้าดับต่อเนื่องสองวัน

 ซึ่ง 1 ใน 3 ของผู้เสียชีวิต คือ เด็กชายมูฮำหมัดอิลฟาน สิเดะ วัย 5 ขวบ ที่ถูกเสาไฟฟ้าโค่นล้มเนื่องจากแรงระเบิด ทับร่างเสียชีวิตที่โรงพยาบาลปัตตานี ขณะนั่งซ้อนจักรยานยนต์กับครอบครัวกลับบ้านที่ดอนรัก ตามปกติทุกวัน

สถานทีเกิดเหต

 บริเวณเสาไฟฟ้า ถนนหมายเลข 42 ใกล้กับบริษัท TOT บ้านเจ๊ะดี ม.8 ตำบลปะกาฮะรัง อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี

ครอบครัวของเด็กชายผู้โชคร้าย

เด็กชายเหยื่อระเบิดวัย 5 ขวบ รายนี้ เป็นบุตรคนสุดท้องของ นายอิสเฮาะ  สิเดะ กับนางรอฮีหม๊ะ  สิเดะ  ซึ่งมีบุตรด้วยกัน 4 คน คือ คนโตชื่อ... เรียนอยู่ชั้น ม.2  โรงเรียนศาสนูปถัมภ์  คนที่ 2 ชื่อ..... เรียนชั้น ป. 6  คนที่ 3  เด็กชายมูฮำหมัดอิลฮัม  สิเดะและ เรียนชั้น ป.3  และคนที่ 4 เด็กชายมูฮำหมัดอิลฟาน  สิเดะ  เรียนชั้น ป. 1  ทั้งสามคนเรียนที่โรงเรียนสะบารัง อ.เมือง จ.ปัตตานี อาศัยอยู่บ้านเลขที่  38  ม.4  ต.ดอนรัก  อ.หนองจิก  จ.ปัตตานี

ชีวิตครอบครัว

ครอบครัวที่เคยดำเนินชีวิตเรียบง่าย หาเช้ากินค่ำ เลี้ยงดูลูกๆ 4 คน ด้วยอาชีพรับจ้าง นายอิสเฮาะ  ทำงานขับรถรับ-ส่งคนงานโรงงานปลากระป๋อง แถวอำเภอเมือง จังหวัดปัตตานีมา นานกว่า  7-8  ปีแล้ว ช่วงรอเวลาคนงานเลิกงานก็จะขับวินมอเตอร์ไซด์  ในตัวเมืองปัตตานี

ส่วนนางรอฮีหม๊ะ  เป็นแม่บ้านแต่ก็หารายได้พิเศษด้วยการรับเสื้อไปขายให้แก่แม่ค้าที่ขายอยู่ในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เพราะอดีตเคยเป็นแม่ค้าขายน้ำในโรงอาหารของมหาวิทยาลัยดังกล่าว ปัจจุบันก็ยังไปช่วยบ้างและไปหาเพื่อนๆที่ขายของอยู่บ่อยๆ และเคยทำงานที่ร้านหนังสือสุไลมานประมาณ 10 ปี ได้อ่านหนังสือบ้าง  ทุกเช้าสามีจะไปส่งอิลฟานที่โรงเรียนสะบารัง  พอเลิกเรียนก็จะไปรับกลับบ้านแม่ และเด็กๆจะไปเรียนอัลกุรอานในช่วงกลางคืน และสองทุ่มครึ่งก็จะเป็นเวลากลับบ้านที่ดอนรักซึ่งเป็นบ้านของนายอิสเฮาะ

 

หมายเหตุ : เรื่องเล่าครอบครัวสิเดะ เป็นส่วนหนึ่งของ“โครงการการสร้างการตระหนักรู้ถึงผลกระทบจากระเบิดในความขัดแย้ง จังหวัดชายแดนใต้ ประเทศไทย เป็นโครงการเพื่อรวบรวมเสียงของเหยื่อระเบิดที่เกิดขึ้นหลายจุด เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2557 ที่อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี”  ซึ่งข้อมูลมาจากเจ้าของเรื่อง เรียบเรียงและร้อยเรียงโดย กลุ่มด้วยใจ

 

Thai