ชีวิตที่เปลี่ยนไปของมารีแย เหยื่อระเบิดปิดเมืองปัตตานี 24 พค. 2557

Hearty Support Group's picture

มารีแย มะเซ็ง
เล่าเรื่อง

รอฮานี จือนารา
ยามีละ ดอมอรอ
รุสนี กาเซ็ง

เขียนและเรียบเรียง

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

 

ภาพเหตุการณ์คืนวันที่ 24 พฤษภาคม 2557 ถ่ายโดย อาสาสมัครกู้ชีพสันติ ปัตตานี

 

“ฉันแค่อยากส่งลูกเรียนหนังสือสูงๆเพราะพ่อกับแม่ของเขาก็ไม่ได้เรียนสูงและอยากเปิดร้านเล็กๆเป็นของตัวเอง”

นั่นคือความฝันของผู้หญิงคนหนึ่งที่ชื่อ มารีแย  มะเซ็ง ผู้เป็นหนึ่งในเหยื่อเคราะห์ร้ายจากเหตุการณ์ระเบิดกลางเมืองปัตตานีเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2557

ฉันมีครอบครัวที่น่ารัก อยู่กับสามีและลูกสาว 2 คน สามีของฉันเป็นลูกจ้างของช่างประปา มีหน้าที่ติดตั้งท่อระบายน้ำ รายได้วันละประมาณ 300 บาท ส่วนฉันเป็นลูกจ้างอยู่ในร้านขายชำของต้องออกจากบ้านไปทำงานที่ร้านตั้งแต่เช้าเวลา 7 โมงครึ่ง ถึงบ้านราวๆ 1 ทุ่ม มีรายได้วันละ 250 บาท และลูกสาวนั้นอยู่ในวัยเรียนทั้งคู่ คนโตอายุ  8  ปีเรียนชั้น ป.2  และคนเล็ก อายุ 4 ปี เรียนอนุบาล ทั้ง 2  คน เรียนที่โรงเรียนเตรียมศึกษาวิทยา

 

ในวันเกิดเหตุ

วันนั้นฉันได้บอกกับเถ้าแก่ว่าจะขอกลับบ้านก่อนเวลา ประมาณ 5 โมงเย็น แต่เถ้าแก่อนุญาตให้กลับช่วง 6 โมงเย็น ทำให้ถึงบ้านในช่วงเวลาประมาณ 1 ทุ่มแล้ว โดยปกติหลังเลิกงานสามีจะขับรถจักรยานยนต์และฉันนั่งซ้อนท้ายข้างหลังพร้อมลูกสาวคนเล็ก เพื่อไปรับลูกสาวคนโตที่เรียนอัลกุรอาน

แต่สิ่งที่ดูจะแปลกตากว่าทุกวันคือ ถนนที่ฉันเดินทางผ่านทุกวัน ในวันนี้ไม่มีเจ้าหน้าที่ทหารหรือตำรวจตั้งด่าน จึงทำให้เงียบผิดปกติกว่าวันอื่นๆมาก

เมื่อรับลูกเรียบร้อยแล้วในช่วงขี่รถกลับสามีของฉันขับรถจักรยานยนต์ไปทางปั๊มน้ำมันเอสโซ่ ทันใดนั้นฉันก็ได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว และฉันก็คาดเดาได้ทันทีว่ามีเหตุระเบิดที่ร้านเซเว่นฯ ฉันก็บอกให้สามีขับรถจักรยานยนต์หันกลับไปอีกทางอย่างเร็วที่สุด  ตอนนั้นฉันทั้งตื่นเต้น ใจสั่น  หวาดกลัว  คิดว่าคงจะรอดแล้ว....แต่ฉันก็คิดผิด

จังหวะแค่เสี้ยววินาทีที่สามีของฉันขับรถจักรยานยนต์ผ่านร้านขายของชำแห่งหนึ่งในบริเวณนั้น อยู่ๆระเบิดอีกลูกก็ปะทุขึ้น  แรงระเบิดทำให้ฉันกระเด็นจากรถจักรยานยนต์และกลิ้งไปถึงกลางถนน ส่วนสามีของฉันตอนแรกยังไม่รู้ตัวว่าโดนระเบิด ก่อนจะถูกระเบิดฉันกอดลูกคนเล็กไว้แน่นมากลูกก็เลยไม่ได้โดนอะไร  ส่วนลูกคนโตร้องไห้และตะโกนขอร้องให้คนมาช่วยฉัน

 

นาทีชีวิต

ตอนอยู่ในที่เกิดเหตุฉันไม่รู้สึกตัวและมีอาการเบลอๆ รู้สึกหายใจไม่ค่อยออก  เจ็บและปวดมาก นึกในใจว่า “ฉันคงตายแน่” ขณะที่นำตัวส่งโรงพยาบาลคนที่อยู่บนรถพยายามให้ฉันกล่าวคำปฏิญาณตน “อัซฮาดูอัลลาอีลาฮาอิลลัลลอฮฺ วาอัซฮาดูอันนามูฮัมมาดูรรอซุลลุลลอฮฺ” (ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺและมูฮัมหมัดคือศาสนฑูตของอัลลอฮฺ)  ซึ่งเป็นคำกล่าวที่มุสลิมต้องกล่าวก่อนตาย

ส่วนสามีโดนสะเก็ดระเบิดที่ขาก็มีรถพาไปส่งที่โรงพยาบาลเหมือนกันแต่ไปคนละคัน ส่วนลูกทั้ง 2 คนกลับบ้านไปกับคนรู้จัก พอลูกกลับถึงบ้านถึงรู้ว่าลูกสาวคนโตมีเลือดไหลเยอะมากบริเวณหู แม่ของฉันจึงพาไปส่งโรงพยาบาล    และถึงแม้ทุกคนจะอยู่ที่โรงพยาบาลแต่พ่อแม่ลูกทั้งสามคนไปกันคนละทิศละทางอยู่โรงพยาบาลกันฉันไม่รู้เลยว่าสามีและลูกอยู่ที่โรงพยาบาลเหมือนกันและไม่รู้ว่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร ลำพังตัวฉันเองก็เอาตัวแทบไม่รอดแต่ก็รอดตายได้ราวปาฏิหาริย์  ฉันเจ็บแผลมากจนหมอต้องให้ยาและฉีดยาเพื่อให้นอนหลับ ในตอนนั้นฉันแทบไม่ได้คิดอะไรมากเลย คิดถึงแต่อัลลอฮฺ(พระเจ้า)เพียงอย่างเดียว

หมอระบุว่าฉันมีอาการสาหัสขั้นที่ 5 ต้องผ่าตัดตรงหน้าท้อง เพราะตับฉีกขาด และสามีของฉันโดนสะเก็ดระเบิดบริเวณน่องข้างซ้ายอาการสาหัสขั้น 2 ส่วนลูกสาวนั้นบาดเจ็บไม่มากหมอสรุปว่าสุขภาพทางกายปลอดภัยดีแต่ฉันกลับสังเกตเห็นว่า ลูกสาวของฉันได้รับผลกระทบทางจิตใจโดยมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปเป็นเด็กก้าวร้าว

 

หลังจากวันนั้น ชีวิตก็เปลี่ยนไป

ฉันและสามีบอกหมอขอกลับบ้านก่อนที่จริงหมอยังไม่ให้กลับบ้านอีก ฉันต้องอยู่โรงพยาบาล 20 วัน ส่วนสามีอยู่ 18 วันและหลังออกมาจากโรงพยาบาลต่างคนต่างกลับบ้านของตัวเองให้ครอบครัวดูแลเพราะบาดเจ็บทั้งคู่  ฉันอยู่พักฟื้นที่บ้านต่ออีก 4 เดือนกว่าจะไปทำงานได้  แต่ก็ยังยกของหนักๆไม่ได้  ทำงานก็จะช้ากว่าแต่ก่อน ต้องค่อยๆทำ  ถ้าทำมากๆ เร็วๆก็จะรู้สึกเหนื่อย  หอบง่าย  รู้สึกว่าร่างกายไม่เหมือนเดิม  อาหารรสจัดก็กินไม่ได้  บางอย่างก็ต้องเลี่ยงเพราะอาจจะเสี่ยงต่อสุขภาพ

ถึงแม้ว่าฉันจะไม่สามารถทำงานได้เต็มที่เหมือนเมื่อก่อนแต่เถ้าแก่ก็ยังใจดีคงให้ฉันทำงานต่อไปเพราะเถ้าแก่ไว้ใจฉันมากและไม่อยากหาใครมาทำงานแทนฉันเพราะไม่รู้ว่าจะสามารถไว้ใจได้เท่าฉันได้หรือไม่ ช่วงแรกฉันมีอาการนอนไม่หลับ หมอให้ยาคลายความเครียดก็กินตลอดจนถึงตอนนี้ก็ยังกินอยู่ เพราะยังมีอาการนอนไม่หลับ  พอกินยาก็จะนอนหลับแต่ยานี้ทำให้ง่วงนอน แต่ฉันจะกินเฉพาะตอนอยู่บ้าน เพราะถ้าไม่กินยาจะเบลอๆกระสับกระส่าย นอนไม่หลับถึงเช้า  และสามีตอนนี้ที่ขาซ้ายมีแผลเป็นและเดินไม่ปกติเหมือนเดิมต้องเดินลากขาเหมือนคนใส่ขาเทียม

ส่วนลูกสาวคนโตนั้นก่อนเกิดเหตุการณ์เป็นเด็กฉลาด  พูดเก่ง  แต่หลังเหตุการณ์น้องมีอาการดื้อ  ก้าวร้าวมากขึ้น  ปากจัด  อารมณ์แปรปรวน เปลี่ยนเป็นคนละคน  หมอบอกว่าเกิดจากความรุนแรงก็ต้องใช้เวลา  ต้องพูดดีๆ คอยปลอบ หมอจ่ายยาคลายเครียดให้ลูกสาวด้วยแต่ฉันไม่ให้ลูกกินเพราะเธอคิดว่ามันแรงไปสำหรับเด็ก"

 

“ฉันอยากส่งลูกเรียนหนังสือสูงๆเพราะพ่อกับแม่ของเขาก็ไม่ได้เรียนสูงและอยากเปิดร้านเล็กๆเป็นของตัวเอง” 

ยังคงเป็นความฝันของมารีแย มะเซ็ง ทั้งก่อนเกิดเหตุการณ์และหลังจากเกิดเหตุการณ์ครั้งนั้น

 

ก่อนเกิดเหตุการณ์เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2557

ทั้งครอบครัวเราจะชอบออกนอกบ้านขับรถจักรยานยนต์เล่นรอบเมืองในเวลากลางคืนบ่อยๆ เพราะไม่เคยคิดว่าจะเจอกับเหตุการณ์ร้ายๆแบบนี้ถึงแม้ว่าจะเคยเห็นเพื่อนและเคยดูข่าวการเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงทางสื่อต่างๆบ้างแต่ก็ไม่เคยคิดว่าจะเจอกับตัวเอง จึงใช้ชีวิตตามปกติไม่ได้วิตกกังวลอะไรมาก แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์ขึ้น ชีวิตของคนในครอบครัวนี้ก็เปลี่ยนไป

"ฉันต้องรีบกลับบ้าน  ซื้อกับข้าวเสร็จก็กลับบ้านเลยไม่เที่ยวกลางคืน  เวลาทิ้งขยะก็มีคิดว่าจะมีระเบิดไหม มีอารมณ์เหม่อลอย คิดต่างๆ ฟุ้งซ่าน คิดว่ามันจะเกิดอะไรกับเราอีกหรือเปล่า  บางครั้งดูทีวีถ้ามีเหตุการณ์ก็จะคิดว่าทำไมเหตุการณ์เกิดซ้ำๆเมื่อไรจะจบ  น่าเบื่ออยากย้ายไปที่อื่นไม่อยากอยู่ปัตตานีแล้ว เพราะรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย ส่วนลูกๆก็กลัวตอนกลางคืนก็ไม่กล้าเข้าร้านเซเว่นฯเพราะกลัวจะเกิดขึ้นอีก และหากเมื่อไหร่ต้องผ่านไปที่จุดเคยเกิดเหตุลูกจะบอกว่าตรงนี้ที่เคยระเบิดก็จะบอกให้ไปเร็วๆ เกิดความกลัว  ระแวง ใจสั่น "

 

ศาสนาทำให้ฉันผ่านมาได้

ฉันคิดว่าที่ผ่านช่วงเวลานั้นมาได้เพราะคิดว่าอัลลอฮฺช่วยและปลอบใจตัวเองว่าไม่มีอะไร  ทำไม่รู้ไม่ชี้ เรียกสติกลับมา ฉันและครอบครัวก้าวพ้นช่วงนั้นแล้วและขอดุอาจากอัลลอฮฺให้ปลอดภัยขอคุ้มครองจากภัยทั้งหลายเสมอๆ

นอกจากการเยียวยาจิตใจด้วยศาสนาแล้ว รัฐบาลก็ได้มอบเงินเยียวยาให้ฉันและครอบครัวด้วย แต่ถึงได้มาเท่าไหร่ก็ไม่สามารถทดแทนสิ่งที่สูญเสียไปได้ ฉันเองก็ได้แต่หวังว่าความสงบสุขจะกลับคืนมาโดยเร็ว เพื่อที่จะไม่มีเหตุการณ์ร้ายๆเกิดขึ้นกับใครเหมือนที่เกิดขึ้นกับตัวเองอีก

ความฝันที่ปลูกไว้ท่ามกลางความรุนแรงจะงอกงามได้ก็ด้วยการรดน้ำแห่งความหวังและบำรุงด้วยความรัก ขอเพียงไม่สิ้นหวังในความเมตตาจากอัลลอฮฺ ความฝันจะงอกเงยอย่างงดงาม

 

หมายเหตุ : เรื่องเล่ามารีแย มะเซ็ง เป็นส่วนหนึ่งของ“โครงการการสร้างการตระหนักรู้ถึงผลกระทบจากระเบิดในความขัดแย้ง จังหวัดชายแดนใต้ ประเทศไทย เป็นโครงการเพื่อรวบรวมเสียงของเหยื่อระเบิดที่เกิดขึ้นหลายจุด เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2557 ที่อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี”  ซึ่งข้อมูลมาจากเจ้าของเรื่อง เรียบเรียงและร้อยเรียงโดย กลุ่มด้วยใจ

Thai